หุ้นไทย ร่วงหนัก 7.03% ดัชนีดิ่ง 103 จุด กังวลสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ ยืดเยี้อ
หุ้นไทย ร่วงแรง 7.09% ดัชนีดิ่ง 103 จุด กังวลสงคราม "อิหร่าน-สหรัฐฯ" ยืดเยี้อ นักวิเคราะห์แนะถือเงินสด 30-50% รอจังหวะเข้าลงทุนระยะสั้นในช่วงรีบาวด์ หุ้นแนะนำ PTTEP, PTT, RCL, PSL และ PRM
วันที่ 4 มี.ค.2569 ตลาดหุ้นไทยภาคเช้าปรับตัวลงรุนแรงตามทิศทางตลาดหุ้นโลก หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจบานปลายจากการโจมตีตอบโต้ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ
ดัชนีหุ้นไทย ณ เวลา 10.17 น. ลดลง 103.92 จุด (-7.09 %) ดัชนีอยู่ที่ 1,362.59 จุด หลังเปิดเช้าร่วงกว่า 90 จุด ปรับลงต่อเนื่องจากวันจันทร์ ตามตลาดหุ้นโลก
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่าหุ้นไทยปรับตัวลดลงประมาณ 100 จุด หรือราว 7% ปัจจัยกดดันหลักจากแรงขายเพื่อลดความเสี่ยง (risk-off) ท่ามกลางความกังวลว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจบานปลายเป็นวงกว้าง รวมถึงความกังวลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก
ทั้งนี้ การปรับฐานของตลาดหุ้นไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงมากที่สุดราว 11% รองลงมาคือไทย 7.5% ญี่ปุ่น 3.9% อินโดนีเซีย 3.6% และไต้หวัน 3.5% สะท้อนภาวะความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น
ในเชิงเทคนิค ดัชนี SET ปรับตัวหลุดแนวรับเชิงจิตวิทยาบริเวณ 1,380–1,400 จุด ส่งผลให้โมเมนตัมขาขึ้นระยะสั้นถูกกระทบ อย่างไรก็ตาม การปรับฐานดังกล่าวมีสาเหตุจากเหตุการณ์พิเศษ ซึ่งทิศทางต่อไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยอ้างอิงสถิติในช่วงเหตุการณ์สงครามที่ผ่านมา ตลาดมักเผชิญความผันผวนต่อเนื่องประมาณ 4–6 สัปดาห์
สำหรับกรอบแนวรับถัดไป หากดัชนีปรับตัวหลุดระดับ 1,350 จุด ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 75 วัน อาจเห็นแรงขายตัดขาดทุน (stop loss) เพิ่มเติม และมีโอกาสปรับฐานลงสู่แนวรับใหม่บริเวณ 1,300 จุด ขณะที่กรณีมีแรงซื้อกลับเข้ามา มองว่าการฟื้นตัวระยะสั้นอาจจำกัดอยู่บริเวณ 1,400 จุด ซึ่งเป็นระดับเปิดตลาดของวันดังกล่าว และยังไม่สามารถปิดช่องว่างราคา (Gap) ที่เกิดขึ้นได้ ส่งผลให้กรอบการเคลื่อนไหวในช่วง 1–2 วันข้างหน้าอาจแกว่งตัวกว้างในช่วง 1,300–1,400 จุด ภายใต้ความผันผวนที่สูงกว่าปกติ
สำหรับประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มยกระดับได้อีก หลังหลายประเทศส่งสัญญาณตอบสนองเพิ่มเติม อาทิ จีน ส่งผลให้ตลาดการเงินโลกมีความผันผวนเพิ่มขึ้น แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังปรับตัวผันผวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาดในภูมิภาคเอเชียก็ตาม
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากดัชนีความผันผวน CBOE Volatility Index (VIX) ซึ่งปัจจุบันเคลื่อนไหวบริเวณ 23.5 จุด ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเหตุการณ์ความผิดปกติรุนแรงในอดีตที่มักปรับขึ้นแตะระดับ 50 จุดขึ้นไปก่อนเข้าสู่จุดสูงสุด (peak) และคลี่คลายสถานการณ์ สะท้อนว่าสถานการณ์ในขณะนี้อาจยังไม่ถึงจุดไคลแมกซ์
ดังนั้น จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน โดยอาจพิจารณาปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นลง และถือเงินสดในพอร์ตประมาณ 30–50% เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนระยะสั้นในช่วงรีบาวด์ สำหรับหุ้นที่สามารถเก็งกำไรได้ในภาวะดังกล่าว แนะนำกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) อาทิ PTTEP, PTT, RCL, PSL และ PRM ซึ่งมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากทิศทางราคาพลังงานและค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้น
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับตัวลงไปมาก แรงขายออกมามากซึ่งคาดว่าจะพีค เมื่อรวมกับเมื่อวันจันทร์ ดัชนี SET ลงไปเกือบ 200 จุด ใกล้ระดับเดิมก่อนที่จะดัชนี SET ขึ้นมาต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยหลักสงครามตะวันออกกลางที่มีทีท่าจะบานปลายกว่าเดิมที่คาดไว้ โดยยังไม่มีสัญญาณเจรจาระหว่างกัน สร้างความกังวลต้นทุนพลังงานปรับัตัวขึ้น และไทยพึ่งพิงการนำเข้าด้วย ทำให้ประเมินตลาดหุ้นยาก
ในเชิงกลยุทธ์ แนะให้ลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง รอดูราคาน้ำมัน หากนิ่งน่าจะส่งสัญญาณดีขึ้น ทั้งนี้ ดัชนี SET หลุดแนวรับที่ให้ไว้ 1,370-1,375 จุด