โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตือน 5 เมนูอาหารเช้าที่ควรเลี่ยง ทำร้ายตับ-เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งโดยไม่รู้ตัว

Khaosod

อัพเดต 07 ก.พ. เวลา 10.38 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. เวลา 10.38 น.

หิวแค่ไหนก็ไม่ควรกิน! ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเตือน 5 เมนูอาหารเช้าที่ควรหลีกเลี่ยง ทำร้ายตับ-เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งโดยไม่รู้ตัว

เรียบเรียงโดย ทีมงานข่าวสดออนไลน์

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

รายงานจากสื่อต่างประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการออกโรงเตือน แม้จะหิวจน “ตาลาย” ก็ไม่ควรเลือกอาหาร 5 ชนิดต่อไปนี้เป็นมื้อเช้า เพราะอาจเท่ากับการเพิ่มภาระให้ตับอ่อนอย่างรุนแรง และในระยะยาวอาจเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคร้ายอย่างมะเร็งตับอ่อน

หลังผ่านการอดอาหารยาวนานตลอดคืน ร่างกายจะอยู่ในภาวะพลังงานต่ำ ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ขณะที่ตับอ่อนเพิ่งผ่านช่วง “ทำงานกลางคืน” ที่ค่อนข้างสงบ ดังนั้น มื้อเช้าจึงเป็นช่วงเวลาที่อวัยวะนี้อ่อนไหวเป็นพิเศษ หากเลือกอาหารไม่เหมาะสม อาจกระตุ้นให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินและเอนไซม์ย่อยอาหารอย่างฉับพลัน ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมต่ออวัยวะที่บอบบางนี้

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การกระตุ้นระดับน้ำตาลและไขมันอย่างรุนแรงซ้ำ ๆ ในทุกเช้า ไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน แต่ยังเกี่ยวข้องกับภาวะตับอ่อนอักเสบ และมะเร็งตับอ่อนอีกด้วย

แนะนำควรหลีกเลี่ยงอาหาร 5 ชนิดต่อไปนี้ในมื้อเช้า

ภาพประกอบ

1. เนื้อแปรรูป

ไส้กรอก แฮม หรือเนื้อแปรรูปต่าง ๆ มักถูกนำมารับประทานคู่กับขนมปังเพราะสะดวก แต่กลุ่มอาหารเหล่านี้มีสารไนไตรต์ ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นสารที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเมื่อสะสมในร่างกายเป็นเวลานาน อีกทั้งยังมีเกลือและไขมันสูง ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนักตั้งแต่เช้า

คำแนะนำคือ ควรจำกัดการรับประทานไม่เกิน 1–2 มื้อต่อสัปดาห์ และไม่เกิน 50 กรัมต่อครั้ง

สำหรับมื้อเช้า ควรเลือกไข่ต้ม ปลา หรือเนื้อไก่ จะช่วยให้อิ่มนานและลดภาระการเผาผลาญของร่างกาย โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงเนื้อแดงหรือเนื้อที่มีไขมันสูง

ภาพประกอบ

2. ขนมปังขาว

แม้ขนมปังจะเป็นเมนูยอดนิยมในมื้อเช้า แต่ขนมปังจากแป้งขัดขาวมีค่าดัชนีน้ำตาลสูง เมื่อรับประทานขณะท้องว่าง จะทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินจำนวนมากในเวลาสั้น ๆ หากเกิดซ้ำบ่อยครั้ง อาจนำไปสู่ภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อสุขภาพเมตาบอลิซึม

วิธีรับประทานที่เหมาะสมคือ จำกัดเพียงประมาณ 1 แผ่น และรับประทานร่วมกับโปรตีน เช่น ไข่ หรือโยเกิร์ตไม่หวาน ทางเลือกที่ดีกว่าคือขนมปังโฮลวีต เพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่

3. ซีเรียลสำเร็จรูปที่มีน้ำตาลสูง

ซีเรียลสำเร็จรูปอาจดูสะดวกและรวดเร็ว แต่หลายชนิดผ่านการแปรรูปและเติมน้ำตาลจำนวนมาก เมื่อกินในตอนเช้า จะทำให้น้ำตาลในเลือดขึ้นเร็วและตกลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตับอ่อนต้องทำงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังทำให้หิวเร็วและกินจุกจิกในช่วงสาย

คำแนะนำคือ เลือกข้าวโอ๊ตแบบไม่ปรุงแต่งประมาณ 40–50 กรัม ต้มกับนมรสจืด แล้วเพิ่มถั่วหรือไข่ จะช่วยให้อิ่มนาน

ภาพประกอบ

4. อาหารทอด

โดนัท มันฝรั่งทอด หรือไก่ทอด อาจดูน่ากินยามหิว แต่ปริมาณไขมันสูงทำให้ตับอ่อนต้องหลั่งเอนไซม์จำนวนมากเพื่อย่อยอาหาร การทำงานหนักซ้ำ ๆ เพิ่มความเสี่ยงตับอ่อนอักเสบและการสะสมไขมันในช่องท้อง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังเตือนว่าการบริโภคอาหารทอดเป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งตับอ่อน

ควรจำกัดอาหารทอดไม่เกินสัปดาห์ละครั้ง และเลือกมื้อเช้าที่สมดุล มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน โปรตีน และไขมันดีในปริมาณพอเหมาะ แทนอาหารที่ผ่านการทอดด้วยความร้อนสูง

5. น้ำผลไม้บรรจุกล่อง

น้ำผลไม้กล่องหรือขนมหวานอาจดูเบาและย่อยง่าย แต่แท้จริงแล้วมีน้ำตาลในปริมาณสูง เมื่อรับประทานขณะท้องว่าง น้ำตาลจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็ว ทำให้อินซูลินพุ่งสูงและสร้างแรงกดดันโดยตรงต่อตับอ่อน

หากต้องการกินผลไม้ ควรเลือกผลไม้สดประมาณ 100–150 กรัม รับประทานพร้อมมื้อเช้าแทนการดื่มน้ำผลไม้ และควรเลือกชนิดหวานน้อย เช่น แอปเปิล หรือส้มโอ

ทั้งนี้ มะเร็งตับอ่อนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชาแห่งมะเร็ง” เนื่องจากมักตรวจพบในระยะท้าย มีอัตราการเสียชีวิตสูง และระยะเวลาตั้งแต่ตรวจพบจนถึงเสียชีวิตอาจกินเวลาเพียงไม่กี่เดือน

ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษา การเลือกอาหารเช้าอย่างเหมาะสมจึงเป็นก้าวแรกสำคัญในการดูแลตับอ่อนและสุขภาพโดยรวมในระยะยาว

ที่มาSOHA

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เตือน 5 เมนูอาหารเช้าที่ควรเลี่ยง ทำร้ายตับ-เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งโดยไม่รู้ตัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...