“ทรัมป์” ขู่โจมตี “อิหร่าน” รอบใหม่ หลังเจรจานิวเคลียร์ชะงัก อิหร่านขู่ตอบโต้ทันที
"ทรัมป์" เพิ่มแรงกดดันทางทหาร เคลื่อนกองเรือเข้าใกล้อิหร่าน หลังเจรจานิวเคลียร์ชะงัก ขณะอิหร่านเตือนอาจโจมตีอิสราเอล หากสหรัฐเปิดฉากใช้กำลัง
วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 12.36 น. สำนักข่าว CNN รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กำลังพิจารณาทางเลือกในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหม่ หลังความพยายามหารือเบื้องต้นระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน เพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน ไม่สามารถคืบหน้าได้
ท่าทีล่าสุดของทรัมป์จุดกระแสตอบโต้จากอิหร่านอย่างรุนแรง โดยเตหะรานประกาศว่าจะตอบโต้ทันทีหากสหรัฐใช้กำลังทางทหาร ขณะที่ที่ปรึกษาคนสำคัญของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ถึงขั้นขู่ว่าจะโจมตีอิสราเอล หากการโจมตีเกิดขึ้นจริง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการปรับจุดสนใจของรัฐบาลสหรัฐอย่างรวดเร็ว หลังจากเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อน ทรัมป์ยังพิจารณาความเป็นไปได้ของปฏิบัติการทางทหาร โดยอ้างว่าอาจเป็นการช่วยเหลือการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่านทั่วประเทศ ซึ่งถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social เมื่อวันพุธ เรียกร้องให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อทำข้อตกลงที่ยุติธรรมและเท่าเทียม – ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมเตือนว่าการโจมตีครั้งต่อไปของสหรัฐจะรุนแรงยิ่งกว่าการโจมตีเมื่อช่วงฤดูร้อนปีก่อน ซึ่งกองทัพสหรัฐถล่มสถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง
แหล่งข่าวระบุว่า ทางเลือกที่ทรัมป์กำลังพิจารณา รวมถึงการโจมตีทางอากาศที่มุ่งเป้าไปยังผู้นำระดับสูงและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของอิหร่านที่ถูกมองว่าอยู่เบื้องหลังการสังหารผู้ประท้วง ตลอดจนการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์และสถาบันของรัฐ อย่างไรก็ดีทรัมป์ยังไม่ได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ปัจจัยสำคัญ คือ การที่กองเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln Carrier Strike Group ได้เคลื่อนเข้าสู่มหาสมุทรอินเดียและขยับเข้าใกล้อิหร่าน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนทั้งการโจมตีและการป้องกันพันธมิตรในภูมิภาคจากการตอบโต้ของอิหร่าน
ก่อนหน้านี้ สหรัฐและอิหร่านเคยติดต่อกันผ่านตัวกลางอย่างโอมาน รวมถึงการสื่อสารระหว่างผู้แทนพิเศษของทรัมป์ สตีฟ วิตคอฟฟ์ กับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะทางทหาร แต่การหารือโดยตรงไม่เคยเกิดขึ้นจริง และขณะนี้การเจรจาได้ชะงักลงโดยสิ้นเชิง
สหรัฐเรียกร้องเงื่อนไขเข้มงวดสำหรับการพบปะกับอิหร่าน ได้แก่ การยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างถาวร การจำกัดโครงการขีปนาวุธ และการยุติการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค อย่างไรก็ตามประเด็นที่ติดขัดมากที่สุดคือข้อเรียกร้องให้จำกัดพิสัยขีปนาวุธ ซึ่งอิหร่านปฏิเสธและยืนยันจะหารือเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์เท่านั้น
ท่ามกลางความตึงเครียด สหรัฐได้เสริมกำลังป้องกันในภูมิภาค โดยเคลื่อนย้ายระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot เพิ่มเติม และเตรียมส่งระบบ THAAD เข้าประจำการ ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศสหรัฐเตรียมจัดการฝึกทางอากาศหลายวันในตะวันออกกลาง เพื่อทดสอบขีดความสามารถในการปฏิบัติการภายใต้สถานการณ์กดดันสูง
ด้านอิหร่าน รัฐมนตรีต่างประเทศอารักชี ประกาศว่า กองทัพพร้อมตอบโต้อย่างฉับไวและรุนแรงต่อการรุกรานใด ๆ ขณะที่ อาลี ชัมคานี ที่ปรึกษาคนสำคัญของคาเมเนอี เตือนว่า การโจมตีจะถูกมองว่าเป็นการเปิดฉากสงคราม และขู่ว่าจะโจมตีเป้าหมายอย่างเทลอาวีฟ
รายงานข่าวกรองสหรัฐ ระบุว่า ระบอบการปกครองอิหร่านอยู่ในจุดอ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ หลังถูกโจมตีโครงสร้างนิวเคลียร์และเครือข่ายพันธมิตร รวมถึงแรงกดดันจากการประท้วงภายในประเทศ อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองเตือนว่า การโค่นผู้นำสูงสุดอาจไม่ได้นำไปสู่การล่มสลายของระบอบโดยอัตโนมัติ เนื่องจากผู้สืบทอดอำนาจยังคงเป็นกลุ่มสายแข็ง
ขณะเดียวกันพันธมิตรสำคัญของสหรัฐในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ประกาศไม่อนุญาตให้ใช้ดินแดนหรือห้วงอากาศของตนในการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน สะท้อนความกังวลต่อความเสี่ยงของการลุกลามเป็นสงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ
อ้างอิง : edition.cnn.com