โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

รู้จัก “เควิน วอร์ช” ตัวเต็งประธานเฟดคนใหม่ หลังทรัมป์จ่อประกาศชื่อ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 ม.ค. เวลา 15.04 น. • เผยแพร่ 30 ม.ค. เวลา 04.09 น.

ทำความรู้จัก "เควิน วอร์ช" ตัวเต็งประธานเฟดคนใหม่ ในสายตาทรัมป์ ที่ถูกจับตาหนักท่ามกลางคำถามสำคัญเรื่องความเป็นอิสระของเฟด ทิศทางดอกเบี้ย และปฏิกิริยาของตลาดการเงินโลก

วันที่ 30 มกราคม 2569 เวลา 10.16 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่าตั้งใจจะประกาศรายชื่อผู้ที่จะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งแทนเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ ในวันศุกร์ (30 ม.ค.69) โดยมีกระแสคาดการณ์อย่างหนักว่าผู้ที่ได้รับเลือกอาจเป็นเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ต่อมาสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าทำเนียบขาวกำลังเตรียมพร้อมให้ทรัมป์เสนอชื่อวอร์ชเป็นประธานเฟดคนต่อไป

โดยแหล่งข่าวระบุว่า วอร์ช ซึ่งอยู่ในรายชื่อผู้สมัครเบื้องต้นที่จะดำรงตำแหน่ประธานเฟด เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของพาวเวลสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2569 ได้เดินทางไปทำเนียบขาวเพื่อพบกับทรัมป์เมื่อวันพฤหัสบดี (29 ม.ค.69)

ขณะที่คูน โกห์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยเอเชีย ธนาคาร ANZ ประเทศสิงคโปร์ ระบุว่า "ผมคิดว่าการแต่งตั้งวอร์ช หากเป็นเรื่องจริง จะถูกมองว่าเป็นคนที่สามารถรักษาความเป็นอิสระได้ในระดับหนึ่ง และไม่ใช่คนที่ถูกมองว่ามีแนวโน้มที่จะยอมจำนนต่อความต้องการของทรัมป์ …สิ่งที่บ่งบอกได้ชัดเจนกว่าคือปฏิกิริยาของตลาดเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ"

สำหรับ เควิน วอร์ช ถือเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกับวงการนโยบายการเงินสหรัฐอย่างดี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ ระหว่างปี 2549-2554 ในช่วงวิกฤตซับไพรม์ ปี 2551 ซึ่งเป็นจังหวะที่เฟดต้องใช้มาตรการพิเศษขนาดใหญ่เพื่อพยุงระบบการเงิน วอร์ชมีบทบาทใกล้ชิดกับการกำหนดนโยบายในช่วงดังกล่าว และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพระบบการเงินและความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง

ในช่วงวิกฤตซับไพรม์ ปี 2551 วอร์ชเป็นหนึ่งในทีมผู้กำหนดนโยบายระดับสูงของเฟด ซึ่งต้องตัดสินใจใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อพยุงเสถียรภาพระบบการเงิน โดยแม้เขาจะสนับสนุนการแทรกแซงเพื่อป้องกันวิกฤตลุกลาม แต่หลังจากนั้น วอร์ชกลับเป็นหนึ่งในผู้ที่แสดงความกังวลต่อการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระยะยาว โดยเตือนว่าอาจบิดเบือนราคาสินทรัพย์และสร้างความเสี่ยงสะสมต่อระบบการเงิน ท่าทีดังกล่าวทำให้เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักนโยบายที่ให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน และความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง แม้จะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสายเหยี่ยวจัดก็ตาม

ในรายละเอียดเชิงนโยบาย วอร์ช มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใช้เครื่องมือที่ไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อนของเฟดในขณะนั้น เช่น การเปิดช่องให้เฟดอัดฉีดสภาพคล่องผ่านโครงการปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินแก่สถาบันการเงินนอกระบบธนาคาร และการยอมรับหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็นหลักประกัน เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดที่หยุดทำงานเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ดีวอร์ชเป็นหนึ่งในผู้ที่เน้นย้ำว่า มาตรการเหล่านี้ควรถูกออกแบบให้เป็นชั่วคราวและมีเงื่อนไขชัดเจน มากกว่าการเปลี่ยนบทบาทเฟดให้กลายเป็นผู้ค้ำประกันความเสี่ยงของภาคเอกชน โดยแสดงความกังวลว่าการขยายงบดุลเฟดอย่างรวดเร็ว และการลดเส้นแบ่งระหว่างนโยบายการเงินกับนโยบายการคลัง อาจทำให้ตลาดคาดหวังว่าเฟดจะเข้ามาช่วยเหลือทุกครั้งที่เกิดความผันผวน ซึ่งจะบั่นทอนวินัยของตลาดและเพิ่มปัญหา moral hazard ในระยะยาว

ในช่วงดำรงตำแหน่ง วอร์ชยังมีบทบาทสำคัญในการประสานงานด้านนโยบายกับธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ ท่ามกลางความปั่นป่วนของระบบการเงินโลก หลังพ้นตำแหน่ง วอร์ชเป็นหนึ่งในอดีตผู้กำหนดนโยบายที่วิพากษ์วิจารณ์เฟดอย่างสม่ำเสมอ โดยมองว่าธนาคารกลางขยายบทบาทมากเกินไป และเสี่ยงบั่นทอนความน่าเชื่อถือในระยะยาว วอร์ชมักเน้นว่าความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางในการควบคุมเงินเฟ้อ เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ มากกว่าการพึ่งพานโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้สนับสนุนความเป็นอิสระของธนาคารกลาง โดยเคยแสดงความเห็นว่าการเมืองไม่ควรแทรกแซงการกำหนดนโยบายการเงินโดยตรง ซึ่งเป็นเหตุผลที่นักลงทุนบางส่วนมองว่าเขาอาจไม่ใช่ผู้ที่พร้อมทำตามแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง แม้จะได้รับการเสนอชื่อจากทรัมป์ก็ตาม เมื่อเทียบกับพาวเวล ซึ่งถูกมองว่าเน้นการสื่อสารกับตลาดและการประคองเศรษฐกิจในวงกว้าง วอร์ชถูกมองว่าให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินและวินัยในระยะยาวมากกว่า

เควิน วอร์ช จบการศึกษาปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิตสาขานโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในปี 1992 จากนั้นเข้าเรียนที่โรงเรียนกฎหมายฮาร์วาร์ดและสำเร็จการศึกษา ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง (cum laude) และได้รับปริญญา JD ในปี 1995

รวมถึงยังได้เรียนหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ตลาดและตลาดทุนตราสารหนี้ที่ MIT Sloan School of Management และ Harvard Business School อีกด้วย พื้นเพของวอร์ชยังสะท้อนความเชื่อมโยงกับภาคการเงินระดับสูง เขาเคยทำงานในวอลล์สตรีท และเคยเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กับทำเนียบขาวในสมัยประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ขณะเดียวกันยังมีสายสัมพันธ์กับแวดวงธุรกิจและตลาดทุน ซึ่งทำให้ตลาดมองว่าหากวอร์ชได้รับการเสนอชื่อจริง อาจเป็นตัวเลือกที่สร้างสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของเฟดกับความเข้าใจมุมมองของภาคธุรกิจ

ด้วยประสบการณ์ดังกล่าว นักวิเคราะห์มองว่าหากวอร์ชได้รับการเสนอชื่อจริง เขาอาจเป็นตัวเลือกที่สร้างสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของธนาคารกลางกับความเข้าใจต่อภาคธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ปฏิกิริยาของตลาดต่อการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการ มีความสำคัญไม่แพ้ตัวบุคคลเอง

นักวิเคราะห์มองว่าวอร์ชอาจเป็นตัวเลือกที่ทรัมป์ยอมรับได้ เนื่องจากมีมุมมองเชิงวิพากษ์ต่อเฟดในยุคดอกเบี้ยต่ำยาวนาน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ถูกมองว่าเป็นบุคคลที่พร้อมเปิดทางให้การเมืองเข้าควบคุมนโยบายการเงินโดยตรง โดยหลังการประกาศชื่ออย่างเป็นทางการ ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงแรกของผู้ได้รับการเสนอชื่ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะท่าทีต่อดอกเบี้ย นโยบายงบดุลของเฟด และความเป็นอิสระจากแรงกดดันทางการเมือง

อนึ่งทั้งนี้วอร์ชเคยถูกพิจารณาเป็นตัวเลือกตำแหน่งประธานเฟดมาแล้วในสมัยรัฐบาลทรัมป์วาระแรก ก่อนที่ทรัมป์จะตัดสินใจเลือกเจอโรม พาวเวล ในปี 2561

อ้างอิง : reuters.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...