โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กว่าจะเป็นสาธารณะ : 100 ปีสวนลุมพินี ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ 'ความเป็นสวนสาธารณะ' (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 02.00 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

กว่าจะเป็นสาธารณะ

: 100 ปีสวนลุมพินี

ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ ‘ความเป็นสวนสาธารณะ’ (1)

ความเข้าใจทั่วไปของสังคมไทยเมื่อพูดถึง “สวนลุมพินี” คือ สวนสาธารณะแห่งแรกของไทย เกิดขึ้นจากพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 6 ที่จะพระราชทานที่ดินบริเวณทุ่งศาลาแดง จำนวน 360 ไร่ ให้เป็น “วนะสาธารณ์” (หรือ “สวนสาธารณะ” ในความหมายปัจจุบัน) แก่ประชาชนภายหลังการจัดงาน “สยามรัฐพิพิธภัณฑ์” ในปี พ.ศ.2468 ซึ่งหากนับมาจนถึงปัจจุบันก็มีอายุครบ 100 ปีพอดี

แต่ดังที่ทราบกันดีว่า งานดังกล่าวจำเป็นต้องยกเลิกไปก่อนงานจะเริ่มต้นเพียงไม่นาน เนื่องมาจากการสวรรคตของรัชกาลที่ 6 เมื่อ 26 พฤศจิกายน พ.ศ.2468 และเป็นเหตุทำให้สวนลุมพินีถูกทิ้งจากนั้นเป็นเวลานาน

แม้ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปมากเพื่อรองรับการจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ ทั้งการถมที่ให้เรียบ ทำถนนภายใน ขุดสระน้ำพร้อมทั้งสร้างเกาะลอยกลางน้ำอย่างสวยงาม ตลอดจนหอนาฬิการูปแบบศิลปะตะวันตกผสมจีน แต่เมื่อสิ้นรัชสมัยแล้ว พื้นที่นี้ก็มิได้ถูกพัฒนาต่อให้เป็นสวนสาธารณะแต่อย่างใด

ดังนั้น “ความเป็นสวนสาธารณะ” ของสวนลุมพินีจึงมิได้เกิดขึ้นทันทีเมื่อ พ.ศ.2468 และประวัติศาสตร์สวนสาธารณะแห่งแรกของไทยย่อมไม่อาจย้อนกลับไปยาวนานได้ถึง 100 ปี

แผนผังการจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์ พ.ศ.2468 ที่มา : เพจ Siam Renaissance

ในทางทฤษฎี “สวนสาธารณะ” ถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ “พื้นที่สาธารณะ” (public space) มีลักษณะเป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ และถูกออกแบบขึ้นเพื่อรองรับการใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน

โดยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่กำหนดความเป็นสวนสาธารณะที่สำคัญ ได้แก่ การเปิดให้เข้าถึงอย่างเสมอภาคโดยไม่จำกัดสถานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจ

ขณะเดียวกัน ในเชิงบทบาทหน้าที่ สวนสาธารณะคือพื้นที่สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และการแสดงออกทางวัฒนธรรมภายในเมือง (ดูเพิ่มใน Public Space โดย Stephen Carr และคณะ, Public Places, Urban Spaces : The Dimensions of Urban Design โดย Matthew Carmona และคณะฯ)

ประเด็นนี้อาจฟังดูเล็กน้อย แต่หากมองในแง่การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์พื้นที่สาธารณะ ความเป็นสาธารณะ และสวนสาธารณะในสังคมไทย ผมคิดว่าเป็นประเด็นใหญ่ทีเดียว อย่างน้อยในแวดวงวิชาการทางด้านผังเมืองและการออกแบบเมืองควรต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งอย่างจริงจัง

คำถามที่อยากชวนคิดคือ เมื่อไรกันแน่ที่สวนลุมพินีได้กลายมาเป็นสวนสาธารณะอย่างแท้จริงตามนิยามข้างต้น

ซึ่งคำตอบของคำถามนี้อาจนำเราไปสู่ประเด็นที่ใหญ่กว่าคือ สวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของไทยจริงหรือไม่

แผนที่กรุงเทพฯ ตีพิมพ์ พ.ศ.2481 แสดงให้เห็นสวนสนุกในสวนลุมพินี

หลังการสวรรคตของรัชกาลที่ 6 เราไม่ทราบแน่ชัดว่าสวนลุมพินีถูกใช้ทำอะไรบ้าง

แต่หลักฐานในปี พ.ศ.2470 พบว่า สระน้ำในสวนลุมพินีกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ทิ้งขยะของกรุงเทพฯ

มีชาวตะวันตกที่อาศัยอยู่บนถนนวิทยุร้องเรียนว่า กรมนคราทรขนขยะไปทิ้งลงในสระน้ำ ริมถนนวิทยุ จนน้ำเน่าเหม็น ส่งกลิ่นรบกวนไม่อาจอยู่อาศัยได้ จนเป็นเรื่องใหญ่ไปถึงเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในเวลานั้น (ดูใน นิภาพร รัชตพัฒนากุล, “นาสิกประสาตภัย: ประวัติศาสตร์ของกลิ่นเหม็นในเมืองกรุงเทพฯ,” ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ มกราคม 2562)

หลักฐานชิ้นนี้ชวนให้เห็นว่า สวนลุมพินีน่าจะถูกปล่อยไว้โดยมิได้ทำอะไรจริงจัง เป็นพื้นที่ปิดของทางราชการ ขาดการดูแล และคงไม่เปิดให้ใครเข้าใช้งาน

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2471 สวนลุมพินีได้เริ่มการปรับปรุงครั้งสำคัญ โดยกระทรวงมหาดไทยผู้ดูแลสวนลุมพินีขณะนั้น อนุญาตให้พระยาคทาธรบดีสีหราชบาลเมือง (เทียบ อัศวรักษ์) เช่าที่ดิน 90 ไร่ด้านทิศใต้ของสวนลุมพินีก่อสร้างขึ้นเป็นสวนสนุก เพื่อหารายได้มาใช้พัฒนาสวนลุมพินี

สวนสนุกออกแบบในลักษณะสวนพักผ่อนหย่อนใจ ภายในประกอบด้วยโรงละคร, เวทีแสดงมหรสพ, ระบำคาบาเรต์, สนามกีฬา, ที่เล่นกีฬาทางน้ำ, พื้นที่แสดงละครสัตว์, ม้าหมุน, ชกมวย, พนันจับสลาก ฯลฯ เปิดบริการเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ.2472 โดยรัชกาลที่ 7 เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด

จากแผนที่กรุงเทพฯ พ.ศ.2481 (รังวัดสำรวจ พ.ศ.2478) แสดงพื้นที่สวนสนุกเอาไว้อย่างชัดเจน

อนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ราวปลายทศวรรษ 2480 ที่มา: หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

แม้ทำให้สวนลุมพินีได้รับการพัฒนา แต่ก็อาจยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นสวนสาธารณะอย่างสมบูรณ์ตามนิยามสากล เพราะมีการเก็บค่าเข้าสวนสนุก 10 สตางค์ (25 สตางค์ในช่วงเทศกาล) ซึ่งถือว่าราคาพอสมควรทีเดียวในยุคสมัยนั้น

อีกทั้งการพัฒนาก็จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ด้านทิศใต้ 90 ไร่เท่านั้น พื้นที่ที่เหลือซึ่งมีขนาดมากกว่า 200 ไร่ น่าเชื่อว่า ยังคงถูกปล่อยทิ้งเอาไว้เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับการมีรั้วรอบพื้นที่ทั้งหมด ย่อมทำให้ประชาชนทั่วไปที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำไม่สามารถเข้าใช้ได้

กระนั้น สวนลุมพินีในช่วงเวลานั้นก็อาจเรียกได้ว่าเป็น “พื้นที่สาธารณะแบบมีการคัดกรอง” (Exclusive Public Space) หรือ “พื้นที่สาธารณะเชิงพาณิชย์”

ซึ่งแม้จะยังไม่ใช่พื้นที่สำหรับทุกคนอย่างเสมอภาค แต่ก็พอจะนับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจาก “อุทยานส่วนพระองค์” มาสู่พื้นที่ของกระฎุมพีที่วัฒนธรรมการพักผ่อนแบบตะวันตกกำลังเบ่งบานในกรุงเทพฯ และกระจายมาสู่กลุ่มคนอื่นๆ ในสังคม

กองทหารญี่ปุ่นภายในสวนลุมพินี ที่มา : ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์

ความเปลี่ยนแปลงสำคัญอีกครั้งจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475

พระยาคทาธรบดีฯ ยื่นเรื่องขออนุญาตจัดการเล่นพนันจับสลาก (ได้รับอนุญาตในระบอบเก่า) ซึ่งถือเป็นรายได้หลักอย่างหนึ่งของสวนสนุก ต่อรัฐบาลคณะราษฎร แต่ไม่ได้รับอนุญาต

คณะราษฎรเห็นว่า สิ่งนี้ขัดกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการกำจัดการเล่นพนัน ซึ่งทำให้เมื่อสวนสนุกหมดสัญญาเช่าในเดือนเมษายน พ.ศ.2477 จึงต้องเลิกกิจการไป

อีกทั้งรัฐบาลคณะราษฎรยังเห็นว่า ควรนำพื้นที่มาสร้างเป็น “วนะสาธารณ์” สำหรับประชาชน (ตามแนวคิดแรกเริ่ม) ที่ใครๆ ก็สามารถเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจได้โดยไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู

ดังนั้น พ.ศ.2476 รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการ 7 คนขึ้นมาเพื่อดูแลโครงการจัดสร้างสวนลุมพินีให้เป็นสวนสาธารณะ มีการตกแต่งดัดแปลงคันตลิ่ง ตลอดจนคูคลองที่ชำรุดให้มีสภาพดีขึ้น ปรับแต่งพื้นดินเพื่อที่จะสร้างสนามหญ้า สร้างรางระบายน้ำ ปลูกต้นไม้ ฯลฯ

แต่โครงการดูจะมีความล่าช้า จนมีการตั้งกระทู้ถามในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ.2477

(ดูเพิ่มใน อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ, “รัฐมนตรีปรีดี ตอบ ส.ส. เรื่องการสร้างสวนลุมพินีให้เป็นสวนสาธารณะ,” สถาบันปรีดี พนมยงค์ 30 เมษายน 2565)

อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2482 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้คิดโครงการจัดสร้างอนุสาวรีย์ “สมเด็จพระมหาวีรราชเจ้าของไทยในโบราณ” ในจังหวัดต่างๆ ของประเทศ รวมทั้งสิ้น 7 พระองค์ ซึ่งอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 เป็นหนึ่งใน 7 ของอนุสาวรีย์ที่จะจัดสร้างขึ้น

ความเป็นจริง แนวคิดดังกล่าวมีมาก่อนหน้านี้แล้วโดยสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ

แต่ต่อมาโครงการได้ถูกเสนอเข้ามาที่รัฐบาล ซึ่งจอมพล ป.เห็นด้วย โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่า พระองค์ทำคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การปลุกชาติ” จนทำให้คนไทยตื่นตัวในความรักชาติ

ประเด็นนี้สอดคล้องกับนโยบายของจอมพล ป.อยู่แล้วในการปลุกกระแสชาตินิยมให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และนี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ขึ้นในที่สุด

โดยรัฐบาลเลือกสถานที่จัดสร้างคือตำแหน่งด้านหน้าทางเข้าหลักของสวนลุมพินี (ประตู 4 ในปัจจุบัน) แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดในปี พ.ศ.2485

โครงการนี้ส่งผลกระทบต่อสวนลุมพินีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ที่เป็นการสร้าง land mark ใหม่ให้กับสวน บริเวณอนุสาวรีย์จะกลายเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับประชาชน และพื้นที่จัดกิจกรรมมากมาย ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการส่งเสริมให้สวนลุมพินีกลายเป็นพื้นที่สาธารณะในเวลาต่อมา

แต่น่าเสียดาย ในปี พ.ศ.2484 เกิดเหตุการณ์ยกพลขึ้นบกของทหารญี่ปุ่น ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องกลายเป็นหนึ่งในพันธมิตรฝ่ายอักษะเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว สวนลุมพินีได้ถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งหน่วยทหารญี่ปุ่นที่สำคัญจุดหนึ่งในพื้นที่พระนคร ซึ่งก็คงทำให้พื้นที่นี้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพื้นที่ควบคุมทางทหารที่ประชาชนทั่วไปคงไม่สามารถเข้าไปใช้สอยในฐานะพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจอะไรได้ แม้ว่าจะมีอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 เกิดขึ้นในฐานะ land mark ใหม่ของสวนแล้วก็ตาม

จากที่กล่าวมา คงเห็นภาพชัดนะครับว่า สวนลุมพินีแม้จะมีแนวคิดในการเป็นสวนสาธารณะมาตั้งแต่ พ.ศ.2468

แต่จนกระทั่งปลายทศวรรษ 2480 “ความเป็นสวนสาธารณะ” ก็ยังไม่เกิดขึ้น

ในทัศนะผม สวนลุมพินีกว่าที่จะกลายมาเป็นสวนสาธารณะอย่างแท้จริงได้นั้น ก็ต้องล่วงมาจนถึงช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 2490 แล้ว

ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ การจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญ

และการจัดงานแสดงสินค้านานาชาติภายใต้บริบทสงครามเย็น ณ สวนลุมพินี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กว่าจะเป็นสาธารณะ : 100 ปีสวนลุมพินี ที่ไม่ใช่ 100 ปีของ ‘ความเป็นสวนสาธารณะ’ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...