คิดแบบกาลกิณี
เป็นความวิบัติที่เกิดขึ้นซ้ำซ้อน จนต้องตั้งคำถามว่า จะอยู่กันอย่างนี้หรือ
จากเหตุเครนหล่นทับรถไฟที่ สีคิ้ว นครราชสีมา
มาถึงเครนถล่มทับรถที่ถนนพระราม ๒ มันเป็นเรื่องซ้ำซากที่พูดกันแล้วพูดกันอีก แต่ต้องพูดกันต่อไป
ทำไมบริษัทรับเหมาถึงทำเรื่องผิดพลาดจนนำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนที่สัญจรไปมาได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่มีการแก้ไขใดๆ
ที่สำคัญเป็นบริษัทรับเหมาหน้าเดิม
อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)
แถมยังได้งานใหม่เพิ่มหลังตึก สตง.ถล่ม อาทิ โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี มูลค่าเกือบหมื่นล้านบาท
แต่ทางผู้บริหารบริษัทอิตาเลียนไทย “วิเชียร รุ่งรุจิรัตน์” ก็เหลือเกินครับ เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายยังไม่ทันเผาเลย บริษัทนึกถึงการมีงาน มีเงินแล้ว
"…ยอมรับว่า การยกเลิกสัญญามีผลกระทบกับทางบริษัท เพราะเป็นบริษัทก่อสร้างทำธุรกิจ ต้องมีงานมีเงิน
การที่ไม่มีงานไม่มีเงินไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน เพราะจะกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท และความเป็นอยู่ของลูกจ้าง และครอบครัวของลูกจ้างอีกหลายหมื่นชีวิต
ไม่อยากให้รัฐบาลพิจารณาไปถึงขั้นการยกเลิกสัญญา…"
หมดคำพูดจริงๆ ครับ
ครั้งเดียวพอว่า
แต่นี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนสังคมตั้งคำถามว่า ที่บริษัทนี้ยังได้งานจากภาครัฐมาเรื่อยๆ นั้น มันเกิดอะไรขึ้นกับระบบการตรวจสอบ มันยากจะเข้าใจจริง
อิตาเลียนไทยห่วงงานตัวเอง กลัวไม่ได้เงิน กลัวบริษัทได้รับผลกระทบ
ขณะที่ประชาชนกลัวที่จะขับรถผ่านถนนพระราม ๒
กลัวที่จะขึ้นรถไฟ ซึ่งเป็นขนส่งสาธารณะที่ได้ชื่อว่าปลอดภัยที่สุด
มันเกิดอะไรขึ้นกับระบบตรวจสอบ
หรือมันไม่มีระบบตรวจสอบ
ขนาดนายกฯ สั่งการให้ดำเนินการใช้สิทธิทางสัญญาปกครอง เพื่อบอกเลิกสัญญา เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า หากปล่อยให้ดำเนินการต่อไปจะเข้าข่ายเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ก็ยังมีข้อโต้แย้งว่าอาจทำไม่ได้ รัฐบาลอาจจะถูกฟ้องกลับ
ข่าวบอกว่า "ศุภณัฐ มีนชัยนันท์" ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคส้ม ให้สัมภาษณ์เตือนสติรัฐบาลว่า “อุบัติเหตุ” เลิกสัญญาไม่ได้ ระวัง “เข้าทาง” ผู้รับเหมา
"…อุบัติเหตุ ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างในการยกเลิกสัญญาจัดซื้อจัดจ้างได้
หากรัฐดันทุรังใช้อุบัติเหตุเป็นเหตุผลหลัก อาจเปิดช่องให้ผู้รับเหมาใช้สิทธิ์ทางศาลฟ้องร้องกลับ และหน่วยงานรัฐมักจะแพ้คดีเพราะถือว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง
หากจะยกเลิกสัญญาให้ถูกต้อง ต้องใช้เหตุผลอื่น เช่น การจ้างช่วงผิดระเบียบ, ไม่มีวิศวกรควบคุมงาน, การทิ้งงาน หรือไม่อยู่เฝ้างาน ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดทางสัญญาที่ชัดเจนกว่า
การยกเลิกสัญญาตอนนี้ อาจกลายเป็นคุณแก่ผู้รับเหมาโดยให้เหตุผลว่า หากโครงการก่อสร้างมีแนวโน้มจะล่าช้ากว่ากำหนด
ปกติผู้รับเหมาจะต้องถูกปรับเงินรายวัน (เช่น วันละ ๐.๒๕%) ซึ่งในโครงการขนาดใหญ่อย่างรถไฟความเร็วสูง หากล่าช้าอาจมีค่าปรับสูงถึง ๙๘๐ ล้านบาท
'…การที่ไปยกเลิกสัญญาโดยทันที เท่ากับว่าผู้รับเหมาไม่ต้องมีความล่าช้าแล้ว เพราะอยู่ในระยะเวลาของสัญญาอยู่ สัญญายังไม่หมด
แต่ถามว่ารัฐสามารถเรียกร้องความเสียหายจากอุบัติเหตุได้หรือไม่ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องประเมินว่าโครงการนี้ทำถึงไหนแล้ว และมีเนื้องานเหลืออีกเท่าไหร่ ซึ่งหากเปิดทีโออาร์ใหม่ หาผู้รับจ้างใหม่ อาจทำให้โครงการล่าช้าได้ร่วมเป็นปี นานพอสมควร
เพราะฉะนั้น เวลาที่เสียไปเพิ่มเติมจากการที่ยกเลิกสัญญา รัฐต้องหาช่องทางในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในเชิงเสียผลประโยชน์ตรงนี้ด้วย…'
ถ้าเป็นผมจะรอดูวิเคราะห์ก่อนว่าโครงการนี้มีโอกาสล่าช้าหรือไม่
ถ้าเกิดมีโอกาสล่าช้าสูง ผมจะทิ้งสัญญาไปอีกระยะหนึ่ง ให้เข้าสู่ช่วงการปรับผู้รับเหมาก่อน อย่างน้อยผ่านไปแค่ ๔๐ วัน สามารถปรับผู้รับเหมาได้ร่วมพันล้านบาท และค่อยไปยกเลิกสัญญาตอนนั้นก็ยังไม่สาย…”
เป็นคำเตือนที่มีประโยชน์ครับ
แบบนี้เขาเรียกว่าช่วยกันคิดแก้ปัญหา โดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
เป็นการเมืองที่สร้างสรรค์
แต่อีกคนจากพรรคเดียวกัน มันวิบัติจริงๆ
“รักชนก ศรีนอก” ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคส้ม โพสต์ข้อความด้วยตรรกะวิบัติอย่างแรง
"…เหตุเภทภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ หลุมยุบกลางกรุง สงครามชายแดน น้ำท่วมหาดใหญ่ เครนถล่มติดต่อกันสองที่ ไฟไหม้สะพานภูมิพล
มีโหราศาสตร์หรือปรมาจารย์ดวงดาวท่านไหนออกมา ทำนายทายทักหรือยังว่า เป็นเพราะประเทศนี้ถูกปกครองด้วย ‘กาลกิณี’ หรือ เกิดอาเพศด้วยเหตุแห่งกรรมเนื่องจาก ‘กลั่นแกล้งกลุ่มคนตั้งใจเพื่อบ้านเมืองมากเกินไป’ จนเทวดาเมืองไม่พอใจ
จึงพบเจอแต่ความวิบัติ
เชื่อไหมถ้าเป็นรัฐบาลอื่น ต้องโดนโจมตีด้วยเรื่องพวกนี้เละเทะหมดแล้ว แต่ความจริงเกิดทั้งหมดด้วยเหตุแห่งสายธารการคอรัปชั่น และ บริหารบ้านเมืองห่วยแตกนะจ๊ะ
ไม่ใช่เวรกรรมอะไรจ้า…"
ไม่รู้เจ้าตัวต้องการอะไรครับ
โยงทุกอย่างเป็นเรื่องการเมืองไปหมด
ภัยธรรมชาติจะเกิดกับรัฐบาลไหนมันห้ามไม่ได้หรอกครับ
ส่วนภัยน้ำมือมนุษย์ ก็ต้องดูว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร ใครเป็นคนต้องรับผิดชอบ
ถ้าจะอ้างกาลกิณี ก็ต้องดูว่า เสนียดจัญไร ที่ว่ามาจากไหน
และไม่ว่ารัฐบาลไหนพอเกิดเรื่องราวพวกนี้ขึ้น จะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่เขาเรียกว่า พวกกาลีบ้านกาลีเมือง คนพวกนี้จะด่ากราดได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องมีเหตุผลรองรับ
จะพูดจากระแทกแดกดัน โดยไม่ต้องมีข้อเท็จจริง
จะยกตัวเองว่าดีกว่าคนอื่นอยู่เสมอ
ไม่เชื่อเรื่องเวรกรรมไม่เป็นไรครับ
เดี๋ยวมันก็ตามทัน.