“24 รัฐสหรัฐ” ฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ปมภาษีนำเข้าใหม่ 10%
"24 รัฐสหรัฐ" ฟ้องรัฐบาลทรัมป์ ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศ ปมภาษีนำเข้าใหม่ 10% พร้อมเรียกร้องให้ศาลสั่งระงับภาษีดังกล่าวและคืนเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว
วันที่ 6 มีนาคม 2569 เวลา 12.38 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า 24 รัฐของสหรัฐจำนวน 24 รัฐได้ยื่นฟ้องรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ถือเป็นการท้าทายทางกฎหมายครั้งแรกต่อมาตรการภาษีนำเข้าใหม่ในอัตรา 10% ที่รัฐบาลประกาศใช้ โดยระบุว่าประธานาธิบดีไม่สามารถหลีกเลี่ยงคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลสูงสหรัฐที่เพิ่งยกเลิกภาษีจำนวนมากก่อนหน้านี้ ด้วยการอ้างกฎหมายใหม่เพื่อออกมาตรการภาษีชุดใหม่
รัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครต รวมถึงนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และโอเรกอน ระบุในคำฟ้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐในนครนิวยอร์กว่า มาตรการภาษีดังกล่าวที่ทรัมป์ประกาศทันทีหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์นั้นถือว่าผิดกฎหมาย โดยรัฐบาลใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมาย Trade Act ปี 1974 เพื่อกำหนดภาษีชั่วคราวเป็นเวลา 150 วัน
ฝ่ายรัฐผู้ฟ้องแย้งว่ากฎหมายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อรับมือวิกฤตทางการเงินระยะสั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าขาดดุล ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามปกติเมื่อประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างสหรัฐนำเข้าสินค้ามากกว่าส่งออก
Dan Rayfield อัยการสูงสุดของรัฐโอเรกอน กล่าวว่า ภาษีชุดใหม่ของทรัมป์เป็นความพยายามหลีกเลี่ยงกระบวนการทำงานร่วมกับรัฐสภา ทั้งที่รัฐธรรมนูญสหรัฐกำหนดให้การกำหนดภาษีต้องผ่านอำนาจของสภาคองเกรส
เขาระบุว่า นโยบายภาษีของทรัมป์เป็นหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นที่นิยมในประวัติศาสตร์ และกำลังสร้างภาระทางเศรษฐกิจมหาศาลให้กับประชาชน ธุรกิจ และรัฐบาลของรัฐต่าง ๆ
ด้านทำเนียบขาวระบุว่าจะต่อสู้คดีดังกล่าวในศาลอย่างเต็มที่ โดยโฆษก Kush Desai กล่าวว่า ประธานาธิบดีกำลังใช้อำนาจที่รัฐสภามอบให้ เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินระหว่างประเทศและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐ
มาตรการภาษีที่ทรัมป์ประกาศเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์กำหนดภาษีนำเข้าในอัตรา 10% สำหรับสินค้าจากทั่วโลก โดย Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐยังระบุว่าอัตราภาษีดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% ในเร็ว ๆ นี้
ภาษีศุลกากรถือเป็นนโยบายสำคัญของทรัมป์ในวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง โดยเขาอ้างอำนาจกว้างขวางในการกำหนดภาษีโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสูงสหรัฐได้สร้างแรงกระทบทางกฎหมายครั้งใหญ่ต่อรัฐบาล เมื่อมีคำตัดสินยกเลิกภาษีจำนวนมากที่ทรัมป์เคยประกาศใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยระบุว่ากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีอย่างที่เขาอ้าง
หลังคำตัดสินดังกล่าว ทรัมป์ได้วิจารณ์ผู้พิพากษาศาลสูงและประกาศใช้ภาษีใหม่ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act ปี 1974 ซึ่งไม่เคยถูกใช้เพื่อกำหนดภาษีมาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐ
กฎหมายดังกล่าวให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดภาษีสูงสุด 15% เป็นเวลาไม่เกิน 150 วันกับประเทศใด ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงินที่รุนแรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบสวนหรือขั้นตอนทางกฎหมายอื่น ๆ และหากต้องการขยายเวลามาตรการออกไป จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา
กลุ่มรัฐผู้ฟ้องระบุว่า มาตรการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรับมือความเสี่ยงทางการเงินแบบเก่าที่เกิดขึ้นในยุคที่รัฐบาลต่างประเทศสามารถแลกดอลลาร์เป็นทองคำจากสหรัฐได้ แต่รัฐบาลทรัมป์กลับนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการค้าซึ่งมีลักษณะแตกต่างกัน
รัฐที่ร่วมฟ้องประกอบด้วย 22 รัฐที่มีอัยการสูงสุดจากพรรคเดโมแครต รวมถึงรัฐเพนซิลเวเนียและรัฐเคนตักกี ซึ่งมีผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครตแต่มีอัยการสูงสุดจากพรรครีพับลิกัน โดยทั้งหมดเรียกร้องให้ศาลมีคำสั่งระงับมาตรการภาษีชุดใหม่ และให้คืนเงินภาษีที่ถูกจัดเก็บภายใต้มาตรา 122
ในขณะเดียวกันศาลการค้าระหว่างประเทศยังต้องพิจารณาคดีความอีกเกือบ 2,000 คดีจากภาคธุรกิจที่เรียกร้องเงินคืนจากภาษีที่ถูกจัดเก็บภายใต้กฎหมาย IEEPA ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีมูลค่ารวมมากกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ โดยล่าสุดศาลได้สั่งให้หน่วยงานศุลกากรของสหรัฐเริ่มดำเนินการคืนเงินภาษีดังกล่าวแล้ว