โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปตท.ชูโมเดล CCS ญี่ปุ่นครบวงจร เปิดแผนเก็บคาร์บอนรับมือ CBAM

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ยิ่งโลกปั่นปวน ราคาน้ำมันผันผวน ประเทศไทยยิ่งต้องมีแผนรับมือวิกฤต โดยเฉพาะการสำรองน้ำมันเอาไว้เพื่อป้องกันการขาดแคลน และเพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยิ่งต้องมีบทบาทอย่างมากในการวางเกมและกลยุทธ์ทั้งแบบระยะสั้น กลาง ยาว ให้สมดุลมากที่สุด ในขณะที่ปลายทางของโลกที่ยังต้องเดินคู่ขนานกันไป เพื่อมุ่งไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) ในปี 2050 (2593) แม้จะดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวจับต้องได้ยาก

แต่วันนี้การค้าโลกบีบให้ผู้อยู่ในวงโคจรการส่งออกต้องควบคุมเรื่องการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ให้ได้ เราจึงเห็นกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกา ยุโรป สิงคโปร์ รวมถึงญี่ปุ่น นำหน้าไทยไปแล้วถึง 10 ปี กับโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage : CCS)”

ปี’71 ลดคาร์บอนได้ล้านตัน

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพให้เห็นถึงสิ่งที่ ปตท.กำลังทำ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่ง ปตท.ได้พูดมาเสมอสำหรับพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานผ่านมิติพลังงาน 3 ด้าน นั่นคือ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน (Affordability) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability) พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน เพราะทั้งหมดนี้เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและมีความเกี่ยวพันกับสังคมของประเทศไทยเอง

เมื่อเป้าหมายถูกกำหนดและกระชับให้เร็วขึ้น คำว่า Net Zero จึงมีความสำคัญขึ้นมาทันที และความตื่นตัวตรงจุดนี้เอง บวกกับภาคอุตสาหกรรมที่เป็นจำเลยลำดับต้น ๆ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนไดออกไซด์ จำเป็นต้องลุกขึ้นมาปรับบทบาทของตนเอง ทั้งในฐานะผู้ที่ต้องลด CO2 และในฐานะผู้ควบคุมมันให้ได้ ภารกิจนี้ ปตท.ได้วางหมากเอาไว้แล้วในช่วง. 2-3 ปีก่อน ด้วยการส่งมือวางอันดับ 1 ในเครืออย่าง ปตท.สผ. ให้มารับหน้าที่ศึกษาเทคโนโลยี CCS ที่แหล่งก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ อ่าวไทย โครงการนำร่องนี้ได้ผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision : FID) เรียบร้อยแล้วในปี 2568 และคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้เทคโนโลยี CCS นี้ได้ในปี 2571 ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตได้ปริมาณ 1 ล้านตันต่อปี

จากนั้นจึงจะขยายไปต่อกันที่โครงการ Thailand Eastern CCS Hub ในพื้นที่จังหวัดชลบุรีและระยอง ด้วยการนำไปกักเก็บใต้พื้นดินนอกชายฝั่งได้ 5-10 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะสามารถ FID ในปี 2574 จากนั้นจะดำเนินการเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation Date : COD) ในปี 2577 ที่เป็นการให้บริการกับบริษัทภายในประเทศและต่างประเทศที่สนใจใช้ CCS เป็นทางเลือกในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับโครงการนี้จะสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero

กฎหมายความรับผิดชอบต้องเข้ม

แต่ในระหว่างทางตรงนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ กฎหมายพร้อมทั้งกฎระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ความชัดเจนเรื่องสิทธิการใช้พื้นที่ใต้ดินระยะยาว กรอบความรับผิดชอบ (Liability) หลังการปิดหลุมกักเก็บ และมาตรฐานการติดตามและตรวจสอบ (Monitoring & Verification) หากดูกฎระเบียบเฉพาะประเทศ เช่น เยอรมนีที่ได้แก้ไขกฎหมายเพื่ออนุญาตให้กักเก็บ CO2 นอกชายฝั่งและอาจอนุญาตบนบกในบางพื้นที่ได้

และในอีกหลายประเทศที่ออกกฎหมายฉบับใหม่ ด้วยการเร่งรัดการสร้างเครือข่ายท่อส่ง CO2 และจัดทำแผนที่แหล่งกักเก็บคาร์บอน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสะอาดให้ได้เร็วที่สุด เช่นเดียวกัน ในบางประเทศคาร์บอนที่ถูกดักจับและกักเก็บอย่างถาวรจะได้รับการยกเว้นจากการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System) ซึ่งช่วยลดต้นทุนให้ผู้ผลิต

CCS

“ญี่ปุ่น” พาร์ตเนอร์รายใหม่

ในขณะที่ภูมิภาคฮอกไกโด ซึ่งเป็นโครงการ CCS แห่งแรกของญี่ปุ่น Tomakomai CCS Demonstration Project โดย Japan CCS Co. Ltd (JCCS) ผู้พัฒนาโครงการ ถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจ ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ว่าเป็นต้นแบบ CCS แบบครบวงจร แม้จะใช้เวลารวมหลายปีในการพัฒนาโครงการ แต่ก็เดินหน้าได้อย่างสำเร็จด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นอย่างกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI)

นับตั้งแต่การเริ่มกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในเดือนเมษายน 2559 ที่ 1 แสนตันต่อปี ด้วยการนำไปกักเก็บในชั้นหินอุ้มน้ำเค็มนอกชายฝั่งและในปี 2562 สามารถกักเก็บได้ถึง 3 แสนตันโดยไม่มีผลของการสูญเสียในด้านใดเลย

Tomakomai CCS จึงเป็นการลงทุนเพื่อสร้างความพร้อมของประเทศ ในการนำ CCS ไปสู่ระดับอุตสาหกรรมในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังให้ความสำคัญกับมาตรการด้านคาร์บอน เช่น Carbon Pricing หรือมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการส่งออกของอุตสาหกรรม

และนี่จึงเป็นที่มาว่า ญี่ปุ่นอาจได้เป็นหนึ่งในพาร์ตเนอร์ของ ปตท. อาจจะในรูปแบบของการ Joint Venture หรือในรูปแบบอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่ได้เริ่มเข้าโหมดของการเจรจากับไทย ที่อาจเป็นทั้งผู้ร่วมทุน หรือมาในรูปแบบของลูกค้า เพื่อวันหนึ่ง ปตท.จะมีกำไรจากธุรกิจ CCS ไม่มากก็น้อย ด้วยการประกาศพร้อมแข่งกับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

ได้เงินสดกลับมา 13,000 ล้าน

CCS คือแผนระยะยาวการลงทุนของ ปตท. ในขณะที่แผนระยะสั้นและระยะกลาง ปตท.ก็พร้อมทบทวนกลยุทธ์และปรับพอร์ตธุรกิจ Nonhydrocarbon ไปด้วยการปรับโครงสร้างธุรกิจ EV จากการลดสัดส่วนการถือหุ้นบริษัท ฮอริษอน พลัส จำกัด (Horizon Plus) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง อรุณ พลัส (ในเครือ ปตท.) กับฟ็อกซ์คอนน์ เพื่อผลิตรถอีวีในไทย การขายเงินลงทุนในหุ้นของ CATL รวมถึงการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด ทำให้ได้รับเงินสดกลับมากว่า 13,000 ล้านบาท จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปี 2568 ปตท. และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 90,166 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องการปรับโครงสร้างโดยการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก (Global Partner) โดยเฉพาะธุรกิจปิโตรเลียมและการกลั่น (P&R Portfolio) ภายใต้โครงการ Genesis โดยมีเป้าหมายชัดเจนที่ว่า ภายในปี 2569 ต้องมีการเข้าร่วมลงทุนในบริษัทแฟลกชิปของกลุ่ม ทั้ง บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องเร่งสร้างการเติบโตธุรกิจ LNG เพื่อมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player โดยมีแผนขยาย LNG Portfolio สู่เป้าหมาย 10 ล้านตันต่อปีภายในปี 2573

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปตท.ชูโมเดล CCS ญี่ปุ่นครบวงจร เปิดแผนเก็บคาร์บอนรับมือ CBAM

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...