โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘กรณ์’ จี้ ก.ล.ต.-ปปง.อธิบายปมปล่อยกองทุน CAI เอี่ยวสแกมเมอร์ขายหุ้นหนี

The Reporters

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 05.49 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 05.49 น.

บอกเคยเตือนแล้วจนสิงคโปร์จัดการเอง ถามคดีไม่คืบเกรงใจใครหรือไม่ หลังเกี่ยวโยงบุคคลสำคัญในวงการเมืองหลายคน โดยเฉพาะพรรคที่กำลังจะร่วมรัฐบาล บอกขอรอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผิดอาญาหรือไม่ก่อนตัดสินใจดำเนินการต่อ

วันนี้ (11 มี.ค.69) นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะรองหัวหน้าพรรค แถลงข่าวจากกรณีที่มีการดำเนินคดีกับบริษัทจัดการกองทุน Capital Asia Investments (CAI) และผู้บริหารของกองทุนโดยหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ และพรรคประชาธิปัตย์ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 20 พ.ย.2568 โดยระบุว่ามีธุรกรรมที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงประชาชนและการฟอกเงิน เช่น เบน สมิธ, แคทรียา บีเวอร์, สุภารัตน์, ยิมเลียก และพวก รวมทั้ง Alpha Charter Energy (ACE) และ Capital Asia Investment (CAI) และเตือนว่าหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องเร่งดำเนินการก่อนที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องจะถูกขายหรือโอนถ่ายออกไปก่อนการตรวจสอบจะแล้วเสร็จ ในหนังสือหลักฐานดังกล่าวพรรคประชาธิปัตย์ได้ชี้แจงต่อทั้ง ก.ล.ต.และ ปปง.อย่างเจาะจงว่า นอกจากกองทุน CAI จะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน หลักฐานธุรกรรมควรสงสัยตามเกณฑ์ ปปง.ทุกรายการ ซึ่งเพียงพอแล้วที่หน่วยงานรัฐควรเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ

แต่ยังปรากฏพฤติกรรมการซื้อขายหุ้นหลายรายการที่มีลักษณะผิดปกติ โดยหนึ่งในหลักทรัพย์ที่ระบุไว้ชัดเจนคือหุ้นของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG รวมถึงหุ้นอื่น ๆ เช่น FSX ที่มีการเคลื่อนไหวของการถือครองในลักษณะที่ควรได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม และถึงขณะนี้ไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินการใด ๆ อย่างเป็นรูปธรรมจากทั้ง ก.ล.ต.และ ปปง.จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 มี.ค.2569 หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินคดีกับกองทุน CAI แล้ว

พรรคประชาธิปัตย์ได้เตือนแล้วว่ามีหุ้นและธุรกรรมหลายรายการที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และในวันนี้ก็ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่าการยักย้ายดังกล่าวได้เกิดขึ้นจริง ในขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของประเทศสิงคโปร์ได้ดำเนินการอย่างจริงจัง แต่หน่วยงานของประเทศไทยกลับยังไม่มีการดำเนินการที่ชัดเจนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มผู้หลอกลวง จากรายงานพบว่าคนไทยสูญเสียทรัพย์สินจากกลุ่มสแกมเมอร์มากกว่า 115,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ทรัพย์สินที่สามารถดำเนินการยึดหรืออายัดได้มีมูลค่าต่ำกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างมาก

สำหรับ BCPG พบว่ากองทุน CAI ถือหุ้นอยู่ประมาณ 168.4 ล้านหุ้น หรือประมาณ 5.62% และยังปรากฏอยู่ในรายงานประจำปี พ.ศ.2568 และจนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานการขายหลักทรัพย์ผ่านจุด 5% แต่เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2569 ปรากฏว่าการถือครองหุ้นดังกล่าวเหลือเพียงประมาณ 21.237 ล้านหุ้น หรือประมาณ 0.71% เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ามีการขายหุ้นออกไปเกือบทั้งหมด ซึ่งหุ้นดังกล่าวนั้นเป็นทรัพย์สินที่ควรได้รับการอายัดไว้เพื่อการตรวจสอบตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

นอกจากหุ้น BCPG แล้วพรรคประชาธิปัตย์ยังได้นำเสนอหลักฐานการถือครองหุ้นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกองทุน CAI ผ่านบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น การถือครองผ่านแคทรียา บีเวอร์ ภรรยานายเบน สมิธ และผ่านบริษัทอื่นในกลุ่มเดียวกันอีกหลายรายการ ซึ่ง ก.ล.ต.ควรขยายการตรวจสอบที่มาของเงิน และตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริงที่อยู่เบื้องหลังธุรกรรมที่ผิดปกติของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ รวมถึงควรมีการระงับธุรกรรมในบัญชีที่เกี่ยวข้องจนกว่าการตรวจสอบจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดำเนินการอย่างทันท่วงที ส่งผลให้เกิดการขายหุ้นออกไปเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ

ดังนั้นขอตั้งคำถามไปยัง ก.ล.ต.และ ปปง.โดยตรงว่า เหตุใดธุรกรรมต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทยและนำไปสู่การดำเนินคดีของหน่วยงานสิงคโปร์ จึงไม่ได้รับการดำเนินการใด ๆ จากหน่วยงานของรัฐ จะมีแนวทางอย่างไรในการติดตามทรัพย์สินที่ถูกยึดเหล่านี้มาชดเชยให้กับผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวง และมีอุปสรรคหรือข้อจำกัดใดหรือไม่ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สามารถดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ส่วนจะมีความผิดทางอาญาหรือไม่กรณีเจ้าหน้าที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ นายกรณ์กล่าวว่า รอดูว่าเขาจะตอบเราอย่างไร ให้โอกาสอธิบายว่าทั้งหมดเป็นเพราะอะไรถึงมีการปล่อยปละละเลยจริง ๆ และทำให้ความเสียหายเกิดขึ้น หากถามตนเองทางการจะอธิบายบอกว่าเราไม่เคยมีเหตุที่ทำให้เรารู้ว่า CAI มีความผิดหรือเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินอย่างไร ซึ่งคำตอบฟังไม่ขึ้น และการตัดสินใจยึดอายัดหุ้นบางจาก เพราะได้ประเมินแล้วว่ามีความเกี่ยวโยงนำไปสู่การถือครองที่ถือว่าเป็นเจ้าของตัวจริงคือกองทุน CAI โดยรู้อยู่แล้วว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับการฟอกเงินของกลุ่มสแกมเมอร์ นั่นคือสาเหตุที่ไปยึดหุ้นบางจากมา ดังนั้นจะบอกว่าไม่รู้จักบริษัท CAI เป็นไปไม่ได้

อีกทั้งเราได้นำหลักฐานที่ขึ้นในระบบตลาดหลักทรัพย์และเป็นข้อมูลสาธารณะว่าบริษัท CAI ถือหุ้นอะไรบ้างในตลาดหลักทรัพย์ โดยเราได้ยื่น ก.ล.ต.ไปแล้วหลายรอบ นอกจากนี้ยังยึดทรัพย์ทางอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เรือยอร์ช จึงถามว่าแล้วหุ้นอื่น ๆ ที่ปรากฏในตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นชื่อของเขา ทำไมไม่ยึดด้วย และเคยเตือนแล้วว่ารอนานไปเสียหายเพราะเขาจะขายหุ้นหนี และเราก็รอดูสถานะการถือหุ้นว่ามีการเคลื่อนไหวหรือไม่ และเพิ่งปิดบุ๊กไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และสิ่งที่ทำให้เราเศร้าใจมากคือเห็นหุ้นที่ CAI เคยถืออยู่ถูกเทขายเกือบหมดแล้ว

ส่วนได้วางเส้นตายในการรอคำตอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า เวลาที่ผ่านไปยิ่งนานแค่ไหนก็ยิ่งทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการยักย้ายถ่ายเทเพิ่มเติม เพราะยังมีหลักทรัพย์อีกหลายตัวที่คนกลุ่มนี้ยังถือครองอยู่ เพราะฉะนั้นอยากให้ทางการรีบพิจารณาคำตอบที่ฟังขึ้น คงไม่ถึงขั้นต้องกำหนดว่าภายในกี่วัน แต่ถ้ายิ่งช้าจะยิ่งเป็นปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอนาคต หากเรื่องนี้มีการท้าทายในแง่แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมาย

ส่วนการตรวจสอบครั้งนี้เป็นการทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือไม่ นายกรณ์ยืนยันว่า เราทำเรื่องนี้ก่อนที่เราจะเป็นฝ่ายค้าน และวันนี้ยังไม่ได้เป็นฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ เราทำในฐานะนักการเมืองพรรคการเมืองที่มองว่าเรื่องการต่อสู้กับทุนเทาและกระบวนการการฟอกเงินควรเป็นหน้าที่ของทางฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ควรเป็นหน้าที่ของทุกคน และถือว่าในสถานะไหนก็แล้วแต่นี่คือหน้าที่สำคัญที่เราควรจะต้องทำ

เมื่อถามถึงการปล่อยปละละเลยกรณีการขายหุ้นเกิน 5% จะสามารถเอาผิดทางอาญากับ ก.ล.ต.และ ปปง.ที่ไม่ได้ยึดอายัดทรัพย์ก่อนหน้านี้ได้หรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า เพื่อความยุติธรรมนั่นคือสาเหตุที่เราได้ตั้งคำถามไปยังหน่วยงานและรัฐบาลว่ามีเหตุผลหรือปัญหาอะไรที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ต้องรอคำตอบว่ามีปัญหาอะไร เราแค่มองว่าจริง ๆ มันชัดเจนแต่แรกและความเสี่ยงก็ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรขึ้น และก็เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้นเรามองข้ามประเด็นไหนไป ถึงไม่ได้เห็นว่ามีปัญหาอะไรที่ทำให้ผู้ที่รับผิดชอบไม่สามารถปกป้องประโยชน์ของประเทศได้ และหากมองตามตรรกะเราไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมไม่ได้ดำเนินการ หุ้นบางจากก็ยึดไปแล้วแต่ทำไมหุ้นอื่นถึงไม่ยึด

เมื่อถามย้ำว่าถือว่ามีความผิดปกติหรือไม่ที่ไม่มีการขยายผลเพิ่มเติม นายกรณ์กล่าวว่า เป็นประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจว่ามีใครเกรงใจหรือกลัวใครหรือไม่ มีใครเกี่ยวข้องบ้างที่ทำให้เรื่องนี้เดินหน้ายาก พรรคประชาธิปัตย์เรายึดตามหลักฐาน ไม่ยึดตามข่าวลือ ไม่ได้ใส่ใจหรือให้ความสนใจเลยกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนายเบน สมิธเคยมีภาพถ่ายกับใครบ้าง กินข้าวกับใครบ้าง หากดูตามหลักฐานที่ปรากฏเราจะเห็นว่ากองทุน CAI เกี่ยวกับบุคคลสำคัญทางการเมืองหลายคน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงเคยบอกว่าการที่บริษัทที่เคยถือหุ้นใหญ่เข้าไปซื้อหุ้นบริษัท Pilgrim Finansa Investment Holdings ก็ซื้อด้วยเงินที่กู้มาจากกองทุน CAI ส่วนจะจริงหรือไม่จริงก็เป็นเรื่องที่ควรมีการตรวจสอบ หรือแม้แต่กรณีการลงนาม MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ขณะนี้ทางดีเอสไอมีข้อกล่าวหานักการเมืองและข้าราชการอยู่ คู่สัญญาก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI เช่นกัน และในวันที่มีการลงนามนายเบน สมิธก็มาถ่ายภาพด้วยเพื่อเป็นสักขีพยานในการลงนาม และบริษัทบีซีพีจีก็เห็นว่ากองทุน CAI ได้เข้าไปถือหุ้น หากย้อนกลับไปดูและตั้งคำถามว่า CAI ถือหุ้นบริษัทลูกของพลังงานที่มีความสำคัญระดับหนึ่งของประเทศได้อย่างไร ไม่ได้ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แต่เป็นการซื้อหุ้นประเภทการขายแบบเจาะจง มีมติจากคณะกรรมการขายให้โดยตรง ควรมีคำถามว่าทำไมถึงเลือกขายหุ้นเพิ่มทุนให้กองทุนนี้ และต้องไปถามคณะกรรมการของบริษัทบีซีพีจี หากตรวจเช็กดูคณะกรรมการของบีซีพีจีในขณะนั้นมีใครบ้างก็จะเห็นเองว่ามีบุคคลที่เกี่ยวโยงกับพรรคการเมืองในระดับสูงสุด หรือเกือบจะสูงสุดว่าเป็นใครบ้าง ความเกี่ยวโยงกับบุคคลทางการเมืองที่มีความสำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบันกับพรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้เราอดที่จะมีคำถามในใจไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมเลยในเรื่องการจำกัดเครือข่ายการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่ และยังไม่รวมข้อเท็จจริงว่าคู่ลงนามในสัญญาบริษัทในเครือ CAI ที่กระทรวงดีอีลงนาม ปัจจุบันก็ยังดำรงตำแหน่งใน ก.ล.ต.อยู่ จึงทำให้สังคมท้อใจ

“พรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าต่อในเรื่องนี้ และรอคำตอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีคำอธิบายในเรื่องนี้อย่างไรก่อนที่เราจะตัดสินใจว่าจะเดินหน้าปกป้องดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องคนไทยเรื่องการต่อสู้กับการฟอกเงินและทุนเทาอย่างไร” นายกรณ์กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...