โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ดาวโจนส์ปิดลบ 179 จุด กังวลเสนอชื่อปธ.เฟดคนใหม่, ผลประกอบการบริษัท-เงินเฟ้อฉุดตลาด

efinanceThai

เผยแพร่ 02 ก.พ. เวลา 00.01 น.

ดาวโจนส์ปิดลบ 179 จุด กังวลเสนอชื่อปธ.เฟดคนใหม่, ผลประกอบการบริษัท-เงินเฟ้อฉุดตลาด

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 ก.พ. 69 7:01: น.

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันศุกร์ (30 ม.ค.) เนื่องจากนักลงทุนมองว่า การที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอชื่อ เควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นมาเป็นประธานเฟดคนต่อไป ถือเป็นตัวเลือกสายเหยี่ยว ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนนโยบายการเงินแบบคุมเข้ม ขณะเดียวกัน ตลาดยังซึมซับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและตัวเลขเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 48,892.47 จุด ลดลง 179.09จุด หรือ -0.36%, ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 6,939.03 จุด ลดลง 29.98 จุด หรือ -0.43% และดัชนีแนสแดค ปิดที่ 23,461.82 จุด ลดลง 223.28 จุด หรือ -0.94%

นอกจากประเมินความเสี่ยงจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ รวมถึงอิหร่าน นักลงทุนยังกังวลความเป็นไปได้ที่อาจเกิดการปิดหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐฯ รอบใหม่ หลังเกิดอุปสรรคเกี่ยวกับข้อตกลงการจัดสรรงบประมาณในชั้นวุฒิสภา เพื่อให้การดำเนินงานของหน่วยงานรัฐเดินหน้าต่อไปได้

ขณะเดียวกัน นักลงทุนคาดว่า เควิน วอร์ช จะสนับสนุนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่น่าถึงขั้นใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินเชิงรุกเหมือนผู้ได้รับการเสนอชื่อบางราย โดยพาวเวลล์จะหมดวาระในเดือนพ.ค. นี้ และหากวอร์ชผ่านการรับรองจากวุฒิสภา เขาจะขึ้นเป็นประธานธนาคารกลาง ซึ่งที่ผ่านมา วอร์ชเคยโต้แย้งว่าควรลดบทบาทของเฟดในระบบเศรษฐกิจ และทบทวนแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน

นักวิเคราะห์จาก Citizens Wealth กล่าว ตลาดกำลังปรับมุมมองต่อการเลือกเควิน วอร์ช และแนวโน้มนโยบายการเงินในอนาคต โดยระบุถึง การปรับพอร์ตและปิดสถานะการลงทุนก่อนหน้า ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นในวันศุกร์ ส่วนโลหะมีค่าร่วงลงอย่างรุนแรง

ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด ระบุว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้นมากกว่าคาดในเดือนธ.ค. บ่งชี้ว่าเงินเฟ้ออาจเร่งตัวขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า ทั้งนี้ เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันในเดือนพ.ย. ส่วนเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. 2025 หลังจากเพิ่มขึ้น 3.5% ในปี 2024

แองเจโล คูร์คาฟาส นักกลยุทธ์การลงทุนระดับอาวุโสจาก Edward Jones กล่าวว่า นักลงทุนมีข้อกังวลจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องการประกาศชื่อประธานเฟด ผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยีที่ออกมาผสมผสาน แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ รวมถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการปิดหน่วยงานรัฐบาล แม้จะเป็นเพียงระยะสั้นก็ตาม

ดัชนี Russell 2000 ซึ่งติดตามหุ้นขนาดเล็กที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยร่วงลง 1.6% ในวันศุกร์ หลังทำผลงานดีกว่าหุ้นขนาดใหญ่ในช่วงก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ดี ตลอดทั้งเดือน ดัชนีปิดบวกกว่า 5% และเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนติดต่อกันเป็นเดือนที่ 9 ซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2018

ขณะที่ดัชนีหลัก พบว่า ดาวโจนส์ปรับขึ้น 1.7%, S&P 500 บวก 1.4% และแนสแดคบวก 0.9% ในการซื้อขายตลอดเดือนม.ค. ที่ผ่านมา

ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มวัสดุเป็นกลุ่มที่ร่วงลงมากที่สุด โดยลดลง 1.9% หลังหุ้นเหมืองทองและเงินที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ดิ่งลงตามแรงเทขายทองคำและเงิน

ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวขึ้นมากที่สุดของวัน โดยเพิ่มขึ้น 1.4% นำโดยหุ้น Colgate-Palmolive ซึ่งปิดบวก 5.9% หลังบริษัทผู้ผลิตยาสีฟันและสบู่คาดการณ์ว่า ยอดขายรายปีจะสูงกว่าที่วอลล์สตรีทประเมิน จากอุปสงค์สินค้าจำเป็นในตลาดอย่างลาตินอเมริกาและยุโรปที่ยังแข็งแกร่ง

นักลงทุนมีปฏิกิริยาที่หลากหลายต่อผลประกอบการของหุ้นกลุ่มเมกะแคปในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณเตือนชัดเจนว่า การใช้จ่ายด้านการลงทุนในระดับสูงเป็นประวัติการณ์จะยังได้รับการยอมรับ ตราบใดที่มีการเติบโต

หุ้น Apple กลับมาพลิกบวก 0.4% หลังจากบริษัทผู้ผลิต iPhone เปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส และคาดการณ์อัตราการเติบโตของรายได้ไตรมาสเดือนมี.ค. สูงกว่าที่คาดไว้ โดยอาจเพิ่มขึ้นถึง 16% แต่ก็เตือนว่าราคาชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้นเริ่มกดดันความสามารถในการทำกำไร

ฝั่งหุ้น Microsoft ปิดลบ 0.7% หลังร่วงลงถึง 10% ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการลดลงรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมี.ค. 2020 หลังรายได้จากธุรกิจคลาวด์ออกมาน่าผิดหวัง ขณะที่หุ้น META ปิดลบ 3% ในวันศุกร์

ขณะที่หุ้น Tesla พุ่งขึ้น 3.3% ในวันศุกร์ หลังจากร่วงลงภายหลังรายงานผลประกอบการเมื่อวันก่อน และเป็นหุ้นที่หนุนดัชนี S&P 500 มากที่สุด หลังมีรายงานว่า SpaceX กำลังสำรวจข้อตกลงกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายนี้และบริษัทอื่น ๆ ที่อีลอน มัสก์เป็นผู้บริหาร

หุ้น Verizon Communications ปิดพุ่งขึ้น 11.8% และหนุนดัชนี S&P 500 เป็นอันดับสอง หลังบริษัทคาดการณ์กำไรและกระแสเงินสดอิสระประจำปีสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ จากแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงรุกในช่วงเทศกาลวันหยุด ซึ่งช่วยให้จำนวนผู้ใช้บริการไร้สายเพิ่มขึ้นรายไตรมาสสูงสุดในรอบ 6 ปี

ขณะที่หุ้น SanDisk พุ่งขึ้น 6.9% หลังคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสสามออกมาดีกว่าคาด ท่ามกลางความต้องการอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้นจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่หุ้น KLA Corpดิ่งลง 15.2% แม้บริษัทจะรายงานกำไรและรายได้ไตรมาสสองสูงกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ก็ตาม

ที่มา Reuters

รายงาน โดย Supak Hopuengju เรียบเรียง โดย Supak Hopuengju
อีเมล์. supak@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...