โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “อานนท์-สมยศ-มุก-ฟ้า” คดีม. 112 ชุมนุมปลดอาวุธศักดินาไทยคนละ 2 ปี 8 เดือน

iLaw

อัพเดต 20 ก.พ. เวลา 09.22 น. • เผยแพร่ 20 ก.พ. เวลา 09.22 น. • iLaw

20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:00 น. ศาลอาญานัดอานนท์ นำภา จำเลยที่ 1 สมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยที่ 3 มุก-พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ จำเลยที่ 4 แหวน-ณัฏฐธิดา มีวังปลา จำเลยที่ 5 ฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี จำเลยที่ 6 และทราย-อินทิรา เจริญปุระ จำเลยที่ 7 ฟังคำพิพากษาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มูลเหตุคดีนี้มาจากการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563

เวลาประมาณ 9:20 น. ทนายจำเลยมีข้อโต้แย้งจากการแก้ยื่นแก้ไขคำฟ้องของโจทก์หรืออัยการที่ยื่นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 หรือก่อนวันพิพากษา 3 วัน โดยโจทก์แก้คำฟ้องในส่วนของคำว่า “จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 5 กับพวก" เป็นคำว่า "จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 6 กับพวก" และในส่วนคำขอท้ายคำฟ้องในเรื่องการนับโทษต่อในคดีอื่นๆ ของฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งในตอนที่ฟ้องไม่ได้เขียนให้นับโทษต่อไว้ จึงเป็นเหตุให้ทนายจำเลยโต้แย้งและขอยื่นคำร้องก่อนที่จะมีคำพิพากษา ศาลระบุว่าขออ่านคำพิพากษาก่อนและถ้าจะค้านก็ให้ค้านในภายหลัง แต่ทนายจำเลยแย้งว่าจำเป็นจะต้องค้านก่อน

ต่อมาศาลระบุทำนองว่า มันจะเป็นการเสียเวลาของคนที่มาติดตามรอคำพิพากษา อย่างไรก็ดีผู้ที่มาติดตามในห้องพิจารณาคดีต่างพูดออกมาพร้อมกันว่า ไม่เสียเวลาและรอได้ ศาลจึงอนุญาตให้ยื่นคำร้อง โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการเขียนคำร้องและยื่นต่อศาล ต่อมาเวลา 9:59 น. ศาลกำลังจะเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยระบุทำนองว่าจะไม่อ่านส่วนคำฟ้องแต่อ่านส่วนอื่น ๆ เช่น ส่วนพิเคราะห์ที่มีคำฟ้องประกอบด้วย แต่อานนท์แย้งว่าอยากให้ศาลอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มทั้งฉบับเลย เพื่อที่ผู้ที่มาติดตามจะได้เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด สุดท้ายศาลยอมอ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม โดยขอให้จำเลย ทนายจำเลย และโจทก์ ยืนขึ้นระหว่างฟังคำพิพากษา ขณะที่สมยศขอนั่งเนื่องจากมีปัญหาเจ็บขามาจากการผ่าตัด

เวลาประมาณ 10:00 น. ศาลเริ่มอ่านในส่วนคำฟ้องซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และในส่วนพิเคราะห์และวินิจฉัยอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 12:00 น. โดยพิพากษาลงโทษ อานนท์ สมยศ มุก-พิมพ์สิริ และฟ้า-พรหมศรในความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 คนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับทั้งสี่คนกับแหวน-ณัฏฐธิดา ฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและไม่ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงรวม 10,200 บาท ทั้งนี้ยกฟ้องทราย-อินทิราทั้งหมด โดยศาลอาญาให้ประกันตัว สมยศ มุก-พิมพ์สิริ และฟ้า-พรหมศรระหว่างสู้คดีในชั้นอุทธรณ์

คำพิพากษาโดยสรุปดังนี้

คดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ในทางนำสืบของโจทก์โดยสรุปว่าวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 มีการโพสต์ในลักษณะเชิญชวนให้ออกมาร่วมชุมนุมผ่านเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โซเชียลมีเดียของอานนท์ นำภา และเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ โดยให้มาร่วมชุมนุมในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ในเวลาประมาณ 15:00 น. ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามกฎหมาย ต่อมาพ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง ผู้กำกับการ สน.บางเขน แจ้งว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตามคำสั่งที่ 353/2563 ให้เลิกการชุมนุมในเวลา 18:00 น. ของวันเดียวกัน แต่การชุมนุมยังดำเนินต่อไป ในรายละเอียดอื่น ๆ เรื่องของการชุมนุมพบว่าในวันดังกล่าวเวลาประมาณ 13:00 น. ฝ่ายป้องกันและปราบปรามมีการนำรถบัส 3 คันมาขวางประตูหน้า ราบ 11 ไว้ ต่อมาเริ่มมีผู้ชุมนุมมารวมตัวกันที่สถานีรถไฟฟ้าสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ รวมกันประมาณ 1,000 คน ปิดถนนฝั่งพหลโยธิน ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางได้ พ.ต.ท. อรรถพล ได้แจ้งผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมได้ยินแล้วแต่ก็ยังคงชุมนุมตามเดิม และเคลื่อนตัวมาที่หน้า ราบ 11 และมีการปราศรัยบนรถบรรทุกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 มีการปราศรัยบนรถบรรทุกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในทำนองที่ว่ากล่าวว่าไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง มีการขยายพระราชอำนาจ มีการโอนย้ายทรัพย์สินของแผ่นดินและการโอนกำลังพล ใส่ความรัชกาลที่ 10 ว่าใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ วิจารณ์พระราชอำนาจ พระจริยวัตรของรัชกาลที่ 10 หลังจากนั้นผู้ชุมนุมมีการพ่นสี ปาจรวด ระหว่างการชุมนุมไม่มีเหตุการณ์รุนแรงและเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 22:00 น. มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,000-3,000 คน

ในทางนำสืบของจำเลย จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-7 นำสืบในทำนองเดียวกันในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกว่า เป็นคุณค่าพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ถกเถียงโดยถือว่าอำนาจเป็นของประชาชน จำเลยที่ 1 ให้การว่าในการปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์พระราชอำนาจเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ภายใต้รัฐบาลของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออกกฎหมาย 2 ฉบับ ซึ่งเปลี่ยนหลักการสำคัญในการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยกฎหมายใหม่นั้นให้มีการจัดการได้ตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งอาจจะหมายความว่าจะยกให้ใครก็ได้ เป็นการขยายขอบเขตของพระราชอำนาจ โดยระบุว่าการกระทำของจำเลยนั้นไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 116 ไม่ได้มีการข่มขู่ใช้กำลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง

ในประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้นจำเลยที่ 1 นั้นทำการติดตามและศึกษามาตลอด และเห็นถึงข้อบกพร่องที่นำมาสู่การติเตียนเรื่องความเป็นกลาง และหลักการของ The King can do no wrong เมื่อมีข้อบกพร่องก็ย่อมหนีไม่พ้นในการที่จะต้องถูกวิพากษ์ติเตียน ซึ่งเป็นการวิจารณ์โดยสุจริตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จำเลยที่ 3 ให้การว่าไม่ได้เป็นสมาชิกแนวร่วมธรรมศาสตร์ และก็ขึ้นปราศรัยคั่นระหว่างที่ผู้ชุมนุมยังมาไม่ถึง โดยปราศรัยเกี่ยวกับเรื่องไพร่ทาสและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จำเลยที่ 4 ให้การว่าทำงานในองค์กร Article 19 และกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย ในวันดังกล่าวนั้นทำหน้าที่ในการสังเกตการณ์การชุมนุมและขึ้นปราศรัยเนื่องจากหัวข้อนั้นมีเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน และจำเลยที่ 5 ขึ้นปราศรัยเพราะต้องการพูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553

พิเคราะห์ว่า วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 เพจเฟซบุ๊กแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้มีการโพสต์เชิญชวนให้มาร่วมชุมนุม ซึ่งระหว่างนั้นอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 มีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 2,000-3,000 คน โดยมีข้อเรียกร้องให้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ มีประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแรก จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-7 นั้นร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงหรือไม่ เห็นว่าตามมาตรา 3 (6) ของพ.ร.บ. ชุมนุมฯ นั้นจะไม่มีผลใช้บังคับในเวลาเกิดเหตุ ดังนั้นจึงไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว

ในประเด็นความผิดตามข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน พ.ต.ท.สุริยน รัตนคุณศาสตร์ สารวัตรสืบสวน สน. บางเขน และส.ต.อ.เอกชัย งามประสิทธิ์ ผู้บังคับหมู่จราจร สน.บางเขน เบิกความในทำนองเดียวกันว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18:00-22:00 น. ประชาชนร่วมชุมนุมจำนวนมาก ไม่มีกระบวนการคัดกรองและไม่มีการเว้นระยะห่าง เห็นว่ามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ 2560 รับรองเสรีภาพการชุมนุม แต่จำต้องพิจารณาเรื่องการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกา (Supreme Court) ประเทศสหรัฐอเมริกา ในคดี Texas vs. Johnson ในปี 1989 เป็นคำพิพากษาในศาลต่างประเทศไม่มีบทบัญญัติให้ต้องตีความตามอย่างไรก็ตามก็ต้องพิจารณาคดีตามหลักนิติธรรมและจารีตประเพณีประกอบ

ประเด็นนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ชุมนุมจัดกิจกรรมในที่แออัดหลายพันคนไม่มีการเว้นระยะห่าง ผู้ชุมนุมส่วนน้อยที่ใส่หน้ากากอนามัย จำเลยจึงมีความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ในส่วนของจำเลยที่ 7 แม้จะได้ความจาก พ.ต.ท.อิสรพงษ์ ทิพย์อาภากุล สารวัตรกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ว่ามีการโพสต์ขายเสื้อหาเงินสนับสนุนให้แก่การชุมนุม และมีการโพสต์ระบุสถานที่ที่มีห้องน้ำ แต่ก็เป็นการให้การที่อ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยที่ 7 นั้นไปร่วมชุมนุมปราศรัย

ในประเด็นว่า จำเลยทั้งหมดร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะหรือไม่ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3-6 นั้นร่วมกันชุมนุมและปราศรัย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยดังกล่าวทำทำการกีดขวางทางสาธารณะ

ในประเด็นตามว่า มีการมั่วสุมฯตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และมาตรา 216 แม้ได้ความจากพ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน ว่า ชุมนุมในวันเกิดเหตุนั้นไม่มีอาวุธและผู้ชุมนุมบางคนนั้นได้มีการรื้อลวดหนาม ทำลายรถยนต์ตู้ของทางราชการ มีการปล่อยลมยาง พ่นสีบนพื้นถนน แต่ก็ไม่ทราบว่าตัวบุคคลที่กระทำการคือใคร ด้านพ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวนให้การว่า ในการกระทำดังว่านั้นมีการแยกดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลซึ่งไม่ใช่กลุ่มจำเลย นอกเหนือจากนี้ กองพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจสอบพื้นที่ชุมนุมแล้วก็ไม่พบว่า มีปลอกกระสุนปืน มีด อาวุธ ประกอบกับคำปราศรัยของผู้ปราศรัยต่างปราศรัยห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมยั่วยุหรือใช้เลเซอร์ในการชุมนุม ซึ่งเป็นไปโดยสงบไม่ใช่การมั่วสุมหรือมีเจตนาพิเศษตามมาตรา 215 และมาตรา 216

ในประเด็นเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 โจทก์มีพล.ต.ต.มณฑล บัวจีบ ผู้บังคับบัญชาการหน่วยสืบสวน กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 พ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง ผู้กำกับการ สน.บางเขน พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน พ.ต.ท.สุริยน รัตนคุณศาสตร์ สารวัตรสืบสวน สน. บางเขน มาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3-6 นั้น มีการปราศรัยซึ่งมีข้อความตามเอกสารหมาย จ.3 และบันทึกภาพและเสียงตาม DVD ที่ส่งศาล ด้านพ.ต.ท.เอกภักดิ์ รัตนพันธ์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ให้การในทำนองว่าได้ตรวจสอบแล้วว่า วิดีโอที่อยู่ใน DVD ที่นำส่งนั้นไม่มีการตัดต่อ เห็นว่า สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ เนื่องจากว่าเคยใช้ในการดำเนินคดีกับชินวัตร จันทร์กระจ่าง จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการปราศรัยบางช่วงบางตอนตาม DVD ดังกล่าวนั้นเป็นไปตามคำฟ้อง

จากนั้นศาลอ่านข้อความปราศรัยที่อยู่ในคำฟ้องของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 6 อีกครั้ง เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 นั้น ปราศรัยให้ร้ายรัชกาลที่ 10 ทำให้ประชาชนเข้าใจว่ามีการโอนทรัพย์สินของแผ่นดินมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว และมีการไม่เป็นกลาง ความร่ำรวยความมั่งคั่งของพระมหากษัตริย์นั้นมาจากเลือดเนื้อของประชาชน ในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น ก็กล่าวถึงเรื่องการที่ประทับในประเทศเยอรมนีทำให้เสียดุล ขณะที่จำเลยที่ 4 นั้น มีการกล่าวทำนองว่า รัชกาลที่ 10 มีลักษณะคล้ายกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นผู้นำนาซีที่จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอาชญากรสงคราม และคำปราศรัยนั้นยังประสงค์โดยตรงในการยกเลิกมาตรา 112 ที่มุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ และในส่วนของจำเลยที่ 6 นั้น มีการกล่าวในทำนองว่ารัชกาลที่ 10 เป็นกษัตริย์ที่ไม่ดี มีการโอนทรัพย์สินและกองกำลัง

ถ้อยคำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 นั้น เป็นคำกล่าวที่ก้าวล่วงและหมิ่นพระเกียรติ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติของกษัตริย์ ให้ร้ายกษัตริย์ว่าร่ำรวยเพราะขูดรีด เอาทรัพย์สินของประชาชนและกองกำลังเป็นของตน ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา เป็นคำกล่าวให้ร้ายกระทบพระมหากษัตริย์ เปรียบเทียบว่าคล้ายนาซี รัชกาลที่ 10 ไม่เป็นกลางทางการเมือง ฟุ่มเฟือย ไม่มีความมัธยัสถ์ ทำให้เข้าใจว่ากษัตริย์ไม่น่าเคารพ เสื่อมศรัทธา ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง แม้ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงใดแต่จากถ้อยคำก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 10

ในส่วนของจำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่าแม้จำเลยที่ 4 จะให้การว่า ทำงานในหน่วยงาน Article 19 แต่ว่าไม่ได้เบิกความอธิบายถึงมูลเหตุจงใจว่าเป็นการปราศรัยด้วยเหตุใด การใช้เสรีภาพใดก็ตามจำต้องมีขอบเขตตามกฎหมายที่กำกับไว้ เนื่องจากหากใช้เสรีภาพอย่างหนึ่งอย่างใดโดยปราศจากขอบเขต ย่อมอาจก้าวล่วงไปกระทบกับเสรีภาพอีกอย่างหนึ่งได้เสมอ

ในส่วนของจำเลยที่ 5 นั้น มีการปราศรัยในทำนองว่า ถามคนบนฟ้าว่าใครสั่งยิงก็ไม่ได้รับคำตอบ ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ 5 เห็นว่า จำเลยที่ 5 นั้น ปราศรัยถึงการสังหารคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ที่อยู่ภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกล่าวถึงการที่คุมตัวและการล่วงละเมิดทางเพศ คำว่า “คนบนฟ้า” นั้น น่าจะมีหมายถึงดวงวิญญาณคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต ไม่ได้กล่าวถึงกษัตริย์แต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์

ทั้งนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 นั้น ไม่ได้ถึงขั้นที่จะเกิดความกระด้างกระเดื่องขึ้นในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 การจะเข้าองค์ประกอบความผิดต้องดูเจตนาโดยอาศัยพฤติการณ์โดยรวมด้วยว่ามีเจตนามุ่งหมายถึงเพียงนั้นหรือไม่ ซึ่งลักษณะการชุมนุมก็ยังเป็นไปโดยสงบจึงไม่ผิดตามมาตรา 116 ในเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงนั้น จากข้อเท็จจริงพบว่าไม่ได้มีการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงตามพ.ร.บ.การควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ

พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลย 6 นั้น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 และมาตรา 18 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 นั้น มีความผิดตามพ.ร.บ.การควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 และ 9 การกระทำของจำเลยนั้นเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

ในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 ปี ฐานร่วมฝ่าฝืนการออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 คนละ 15,000 บาท ฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับเป็นพินัยจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 คนละ 200 บาท

ในทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้การกระทำ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ คงจำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คงปรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 6 คนละ 10,000 บาท

รวมจำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 10,200 บาท รวมปรับจำเลยที่ 5 จำนวน 10,200 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 7

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...