ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “อานนท์-สมยศ-มุก-ฟ้า” คดีม. 112 ชุมนุมปลดอาวุธศักดินาไทยคนละ 2 ปี 8 เดือน
20 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 9:00 น. ศาลอาญานัดอานนท์ นำภา จำเลยที่ 1 สมยศ พฤกษาเกษมสุข จำเลยที่ 3 มุก-พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ จำเลยที่ 4 แหวน-ณัฏฐธิดา มีวังปลา จำเลยที่ 5 ฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี จำเลยที่ 6 และทราย-อินทิรา เจริญปุระ จำเลยที่ 7 ฟังคำพิพากษาในคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มูลเหตุคดีนี้มาจากการชุมนุม “ปลดอาวุธศักดินาไทย” เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563
เวลาประมาณ 9:20 น. ทนายจำเลยมีข้อโต้แย้งจากการแก้ยื่นแก้ไขคำฟ้องของโจทก์หรืออัยการที่ยื่นเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 หรือก่อนวันพิพากษา 3 วัน โดยโจทก์แก้คำฟ้องในส่วนของคำว่า “จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 5 กับพวก" เป็นคำว่า "จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 6 กับพวก" และในส่วนคำขอท้ายคำฟ้องในเรื่องการนับโทษต่อในคดีอื่นๆ ของฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี ซึ่งในตอนที่ฟ้องไม่ได้เขียนให้นับโทษต่อไว้ จึงเป็นเหตุให้ทนายจำเลยโต้แย้งและขอยื่นคำร้องก่อนที่จะมีคำพิพากษา ศาลระบุว่าขออ่านคำพิพากษาก่อนและถ้าจะค้านก็ให้ค้านในภายหลัง แต่ทนายจำเลยแย้งว่าจำเป็นจะต้องค้านก่อน
ต่อมาศาลระบุทำนองว่า มันจะเป็นการเสียเวลาของคนที่มาติดตามรอคำพิพากษา อย่างไรก็ดีผู้ที่มาติดตามในห้องพิจารณาคดีต่างพูดออกมาพร้อมกันว่า ไม่เสียเวลาและรอได้ ศาลจึงอนุญาตให้ยื่นคำร้อง โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงในการเขียนคำร้องและยื่นต่อศาล ต่อมาเวลา 9:59 น. ศาลกำลังจะเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยระบุทำนองว่าจะไม่อ่านส่วนคำฟ้องแต่อ่านส่วนอื่น ๆ เช่น ส่วนพิเคราะห์ที่มีคำฟ้องประกอบด้วย แต่อานนท์แย้งว่าอยากให้ศาลอ่านคำพิพากษาฉบับเต็มทั้งฉบับเลย เพื่อที่ผู้ที่มาติดตามจะได้เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด สุดท้ายศาลยอมอ่านคำพิพากษาฉบับเต็ม โดยขอให้จำเลย ทนายจำเลย และโจทก์ ยืนขึ้นระหว่างฟังคำพิพากษา ขณะที่สมยศขอนั่งเนื่องจากมีปัญหาเจ็บขามาจากการผ่าตัด
เวลาประมาณ 10:00 น. ศาลเริ่มอ่านในส่วนคำฟ้องซึ่งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และในส่วนพิเคราะห์และวินิจฉัยอีกประมาณ 1 ชั่วโมง เสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 12:00 น. โดยพิพากษาลงโทษ อานนท์ สมยศ มุก-พิมพ์สิริ และฟ้า-พรหมศรในความผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 112 คนละ 2 ปี 8 เดือน และปรับทั้งสี่คนกับแหวน-ณัฏฐธิดา ฐานฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯและไม่ขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงรวม 10,200 บาท ทั้งนี้ยกฟ้องทราย-อินทิราทั้งหมด โดยศาลอาญาให้ประกันตัว สมยศ มุก-พิมพ์สิริ และฟ้า-พรหมศรระหว่างสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาโดยสรุปดังนี้
คดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ ในทางนำสืบของโจทก์โดยสรุปว่าวันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 มีการโพสต์ในลักษณะเชิญชวนให้ออกมาร่วมชุมนุมผ่านเพจแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม โซเชียลมีเดียของอานนท์ นำภา และเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ โดยให้มาร่วมชุมนุมในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 ในเวลาประมาณ 15:00 น. ซึ่งไม่ได้มีการแจ้งการชุมนุมก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงตามกฎหมาย ต่อมาพ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง ผู้กำกับการ สน.บางเขน แจ้งว่าการชุมนุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตามคำสั่งที่ 353/2563 ให้เลิกการชุมนุมในเวลา 18:00 น. ของวันเดียวกัน แต่การชุมนุมยังดำเนินต่อไป ในรายละเอียดอื่น ๆ เรื่องของการชุมนุมพบว่าในวันดังกล่าวเวลาประมาณ 13:00 น. ฝ่ายป้องกันและปราบปรามมีการนำรถบัส 3 คันมาขวางประตูหน้า ราบ 11 ไว้ ต่อมาเริ่มมีผู้ชุมนุมมารวมตัวกันที่สถานีรถไฟฟ้าสถานีวัดพระศรีมหาธาตุ รวมกันประมาณ 1,000 คน ปิดถนนฝั่งพหลโยธิน ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้เส้นทางได้ พ.ต.ท. อรรถพล ได้แจ้งผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมได้ยินแล้วแต่ก็ยังคงชุมนุมตามเดิม และเคลื่อนตัวมาที่หน้า ราบ 11 และมีการปราศรัยบนรถบรรทุกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 มีการปราศรัยบนรถบรรทุกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในทำนองที่ว่ากล่าวว่าไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง มีการขยายพระราชอำนาจ มีการโอนย้ายทรัพย์สินของแผ่นดินและการโอนกำลังพล ใส่ความรัชกาลที่ 10 ว่าใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ วิจารณ์พระราชอำนาจ พระจริยวัตรของรัชกาลที่ 10 หลังจากนั้นผู้ชุมนุมมีการพ่นสี ปาจรวด ระหว่างการชุมนุมไม่มีเหตุการณ์รุนแรงและเสร็จสิ้นในเวลาประมาณ 22:00 น. มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,000-3,000 คน
ในทางนำสืบของจำเลย จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-7 นำสืบในทำนองเดียวกันในเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกว่า เป็นคุณค่าพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ถกเถียงโดยถือว่าอำนาจเป็นของประชาชน จำเลยที่ 1 ให้การว่าในการปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์พระราชอำนาจเป็นไปตามหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ภายใต้รัฐบาลของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการออกกฎหมาย 2 ฉบับ ซึ่งเปลี่ยนหลักการสำคัญในการจัดการทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ โดยกฎหมายใหม่นั้นให้มีการจัดการได้ตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งอาจจะหมายความว่าจะยกให้ใครก็ได้ เป็นการขยายขอบเขตของพระราชอำนาจ โดยระบุว่าการกระทำของจำเลยนั้นไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 116 ไม่ได้มีการข่มขู่ใช้กำลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ในประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้นจำเลยที่ 1 นั้นทำการติดตามและศึกษามาตลอด และเห็นถึงข้อบกพร่องที่นำมาสู่การติเตียนเรื่องความเป็นกลาง และหลักการของ The King can do no wrong เมื่อมีข้อบกพร่องก็ย่อมหนีไม่พ้นในการที่จะต้องถูกวิพากษ์ติเตียน ซึ่งเป็นการวิจารณ์โดยสุจริตเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จำเลยที่ 3 ให้การว่าไม่ได้เป็นสมาชิกแนวร่วมธรรมศาสตร์ และก็ขึ้นปราศรัยคั่นระหว่างที่ผู้ชุมนุมยังมาไม่ถึง โดยปราศรัยเกี่ยวกับเรื่องไพร่ทาสและการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จำเลยที่ 4 ให้การว่าทำงานในองค์กร Article 19 และกรรมการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ประเทศไทย ในวันดังกล่าวนั้นทำหน้าที่ในการสังเกตการณ์การชุมนุมและขึ้นปราศรัยเนื่องจากหัวข้อนั้นมีเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชน และจำเลยที่ 5 ขึ้นปราศรัยเพราะต้องการพูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมในปี 2553
พิเคราะห์ว่า วันที่ 28 พฤศจิกายน 2563 เพจเฟซบุ๊กแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมได้มีการโพสต์เชิญชวนให้มาร่วมชุมนุม ซึ่งระหว่างนั้นอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2563 มีผู้ร่วมชุมนุมประมาณ 2,000-3,000 คน โดยมีข้อเรียกร้องให้พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาลาออก แก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ มีประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นแรก จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-7 นั้นร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมก่อนล่วงหน้า 24 ชั่วโมงหรือไม่ เห็นว่าตามมาตรา 3 (6) ของพ.ร.บ. ชุมนุมฯ นั้นจะไม่มีผลใช้บังคับในเวลาเกิดเหตุ ดังนั้นจึงไม่มีความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว
ในประเด็นความผิดตามข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน พ.ต.ท.สุริยน รัตนคุณศาสตร์ สารวัตรสืบสวน สน. บางเขน และส.ต.อ.เอกชัย งามประสิทธิ์ ผู้บังคับหมู่จราจร สน.บางเขน เบิกความในทำนองเดียวกันว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 18:00-22:00 น. ประชาชนร่วมชุมนุมจำนวนมาก ไม่มีกระบวนการคัดกรองและไม่มีการเว้นระยะห่าง เห็นว่ามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ 2560 รับรองเสรีภาพการชุมนุม แต่จำต้องพิจารณาเรื่องการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกา (Supreme Court) ประเทศสหรัฐอเมริกา ในคดี Texas vs. Johnson ในปี 1989 เป็นคำพิพากษาในศาลต่างประเทศไม่มีบทบัญญัติให้ต้องตีความตามอย่างไรก็ตามก็ต้องพิจารณาคดีตามหลักนิติธรรมและจารีตประเพณีประกอบ
ประเด็นนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ชุมนุมจัดกิจกรรมในที่แออัดหลายพันคนไม่มีการเว้นระยะห่าง ผู้ชุมนุมส่วนน้อยที่ใส่หน้ากากอนามัย จำเลยจึงมีความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ในส่วนของจำเลยที่ 7 แม้จะได้ความจาก พ.ต.ท.อิสรพงษ์ ทิพย์อาภากุล สารวัตรกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ว่ามีการโพสต์ขายเสื้อหาเงินสนับสนุนให้แก่การชุมนุม และมีการโพสต์ระบุสถานที่ที่มีห้องน้ำ แต่ก็เป็นการให้การที่อ้างลอย ๆ ไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่าจำเลยที่ 7 นั้นไปร่วมชุมนุมปราศรัย
ในประเด็นว่า จำเลยทั้งหมดร่วมกันกีดขวางทางสาธารณะหรือไม่ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3-6 นั้นร่วมกันชุมนุมและปราศรัย โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยดังกล่าวทำทำการกีดขวางทางสาธารณะ
ในประเด็นตามว่า มีการมั่วสุมฯตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 และมาตรา 216 แม้ได้ความจากพ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน ว่า ชุมนุมในวันเกิดเหตุนั้นไม่มีอาวุธและผู้ชุมนุมบางคนนั้นได้มีการรื้อลวดหนาม ทำลายรถยนต์ตู้ของทางราชการ มีการปล่อยลมยาง พ่นสีบนพื้นถนน แต่ก็ไม่ทราบว่าตัวบุคคลที่กระทำการคือใคร ด้านพ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี พนักงานสอบสวนให้การว่า ในการกระทำดังว่านั้นมีการแยกดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลซึ่งไม่ใช่กลุ่มจำเลย นอกเหนือจากนี้ กองพิสูจน์หลักฐานกลางตรวจสอบพื้นที่ชุมนุมแล้วก็ไม่พบว่า มีปลอกกระสุนปืน มีด อาวุธ ประกอบกับคำปราศรัยของผู้ปราศรัยต่างปราศรัยห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมยั่วยุหรือใช้เลเซอร์ในการชุมนุม ซึ่งเป็นไปโดยสงบไม่ใช่การมั่วสุมหรือมีเจตนาพิเศษตามมาตรา 215 และมาตรา 216
ในประเด็นเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ มาตรา 116 โจทก์มีพล.ต.ต.มณฑล บัวจีบ ผู้บังคับบัญชาการหน่วยสืบสวน กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 พ.ต.อ.อรรถพล มีเสียง ผู้กำกับการ สน.บางเขน พ.ต.ท.อนันต์ วรสาตร์ รองผู้กำกับสืบสวน สน.บางเขน พ.ต.ท.สุริยน รัตนคุณศาสตร์ สารวัตรสืบสวน สน. บางเขน มาเบิกความในทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3-6 นั้น มีการปราศรัยซึ่งมีข้อความตามเอกสารหมาย จ.3 และบันทึกภาพและเสียงตาม DVD ที่ส่งศาล ด้านพ.ต.ท.เอกภักดิ์ รัตนพันธ์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ให้การในทำนองว่าได้ตรวจสอบแล้วว่า วิดีโอที่อยู่ใน DVD ที่นำส่งนั้นไม่มีการตัดต่อ เห็นว่า สามารถใช้เป็นหลักฐานได้ เนื่องจากว่าเคยใช้ในการดำเนินคดีกับชินวัตร จันทร์กระจ่าง จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการปราศรัยบางช่วงบางตอนตาม DVD ดังกล่าวนั้นเป็นไปตามคำฟ้อง
จากนั้นศาลอ่านข้อความปราศรัยที่อยู่ในคำฟ้องของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 6 อีกครั้ง เห็นได้ว่าจำเลยที่ 1 นั้น ปราศรัยให้ร้ายรัชกาลที่ 10 ทำให้ประชาชนเข้าใจว่ามีการโอนทรัพย์สินของแผ่นดินมาเป็นทรัพย์สินส่วนตัว และมีการไม่เป็นกลาง ความร่ำรวยความมั่งคั่งของพระมหากษัตริย์นั้นมาจากเลือดเนื้อของประชาชน ในส่วนของจำเลยที่ 3 นั้น ก็กล่าวถึงเรื่องการที่ประทับในประเทศเยอรมนีทำให้เสียดุล ขณะที่จำเลยที่ 4 นั้น มีการกล่าวทำนองว่า รัชกาลที่ 10 มีลักษณะคล้ายกับ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเป็นผู้นำนาซีที่จุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นอาชญากรสงคราม และคำปราศรัยนั้นยังประสงค์โดยตรงในการยกเลิกมาตรา 112 ที่มุ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ และในส่วนของจำเลยที่ 6 นั้น มีการกล่าวในทำนองว่ารัชกาลที่ 10 เป็นกษัตริย์ที่ไม่ดี มีการโอนทรัพย์สินและกองกำลัง
ถ้อยคำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 นั้น เป็นคำกล่าวที่ก้าวล่วงและหมิ่นพระเกียรติ ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติของกษัตริย์ ให้ร้ายกษัตริย์ว่าร่ำรวยเพราะขูดรีด เอาทรัพย์สินของประชาชนและกองกำลังเป็นของตน ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา เป็นคำกล่าวให้ร้ายกระทบพระมหากษัตริย์ เปรียบเทียบว่าคล้ายนาซี รัชกาลที่ 10 ไม่เป็นกลางทางการเมือง ฟุ่มเฟือย ไม่มีความมัธยัสถ์ ทำให้เข้าใจว่ากษัตริย์ไม่น่าเคารพ เสื่อมศรัทธา ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง แม้ไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงใดแต่จากถ้อยคำก็ถือว่าเป็นการดูหมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 10
ในส่วนของจำเลยที่ 4 นั้น เห็นว่าแม้จำเลยที่ 4 จะให้การว่า ทำงานในหน่วยงาน Article 19 แต่ว่าไม่ได้เบิกความอธิบายถึงมูลเหตุจงใจว่าเป็นการปราศรัยด้วยเหตุใด การใช้เสรีภาพใดก็ตามจำต้องมีขอบเขตตามกฎหมายที่กำกับไว้ เนื่องจากหากใช้เสรีภาพอย่างหนึ่งอย่างใดโดยปราศจากขอบเขต ย่อมอาจก้าวล่วงไปกระทบกับเสรีภาพอีกอย่างหนึ่งได้เสมอ
ในส่วนของจำเลยที่ 5 นั้น มีการปราศรัยในทำนองว่า ถามคนบนฟ้าว่าใครสั่งยิงก็ไม่ได้รับคำตอบ ประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ 5 เห็นว่า จำเลยที่ 5 นั้น ปราศรัยถึงการสังหารคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ที่อยู่ภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกล่าวถึงการที่คุมตัวและการล่วงละเมิดทางเพศ คำว่า “คนบนฟ้า” นั้น น่าจะมีหมายถึงดวงวิญญาณคนเสื้อแดงที่เสียชีวิต ไม่ได้กล่าวถึงกษัตริย์แต่อย่างใด จึงมีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์
ทั้งนี้การกระทำของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 นั้น ไม่ได้ถึงขั้นที่จะเกิดความกระด้างกระเดื่องขึ้นในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 การจะเข้าองค์ประกอบความผิดต้องดูเจตนาโดยอาศัยพฤติการณ์โดยรวมด้วยว่ามีเจตนามุ่งหมายถึงเพียงนั้นหรือไม่ ซึ่งลักษณะการชุมนุมก็ยังเป็นไปโดยสงบจึงไม่ผิดตามมาตรา 116 ในเรื่องการใช้เครื่องขยายเสียงนั้น จากข้อเท็จจริงพบว่าไม่ได้มีการขออนุญาตใช้เครื่องขยายเสียงตามพ.ร.บ.การควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ
พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลย 6 นั้น มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 และมาตรา 18 จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 นั้น มีความผิดตามพ.ร.บ.การควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงฯ มาตรา 4 และ 9 การกระทำของจำเลยนั้นเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91
ในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ จำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 4 ปี ฐานร่วมฝ่าฝืนการออกข้อกำหนดตามความในมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ปรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 คนละ 15,000 บาท ฐานร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ปรับเป็นพินัยจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3-6 คนละ 200 บาท
ในทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้การกระทำ 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ คงจำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 ของ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน คงปรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ถึงจำเลยที่ 6 คนละ 10,000 บาท
รวมจำคุกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 6 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 10,200 บาท รวมปรับจำเลยที่ 5 จำนวน 10,200 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 7