รวมความผิดปกติเลือกตั้ง 69: รายงานก่อนปิดหีบ รับรองผลก่อนรู้คะแนน
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 นับเป็นการเลือกตั้งครั้งสำคัญครั้งหนึ่ เป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นพร้อมกับการลงประชามติ และเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 3 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 อย่างไรก็ดี ซึ่งผลลัพธ์พรรคภูมิใจไทยได้ที่นั่งสส. สูงที่สุดและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล "สีน้ำเงิน" ได้อย่างไม่ยากเย็น เมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้าในปี 2562 และ 2566 พบว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิลดลงอย่างน่าใจหาย ตามมาด้วยจำนวนบัตรเสียสูงที่สุด
การเลือกตั้งครั้งนี้ปรากฎภาพ "ความผิดปกติ" ต่างๆ ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้ง โดยเฉพาะในวันเลือกตั้งและการนับคะแนน ไปจนถึงการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ภาพปัญหาต่างๆ ถูกเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ตั้งแต่ประเด็นเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง ปัญหาการบริหารจัดการในการเลือกตั้งล่วงหน้า ตลอดจนความคลุมเครือในขั้นตอนการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง เช่นติดกระดาษขีดคะแนนซ้อนทับกันทำให้ยากต่อผู้สังเกตการณ์ในการตรวจสอบความโปร่งใส หรือกรณีที่เจ้าหน้าที่ กปน. ไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์เห็น
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการรายงานผลคะแนนของ กกต. ยังพบความผิดปกติอย่างต่อเนื่อง ทั้งความล่าช้าและการหยุดชะงักของระบบรายงานคะแนน ความผันผวนของคะแนนระหว่างการรายงานไปจนถึงความผิดปกติของผลคะแนนที่แสดงให้เห็นว่ามีการปรับแต่งตัวเลขก่อนนำมารายงาน และผลคะแนนอย่างเป็นทางการ 100% ในบางเขตเลือกตั้งกลับมีจำนวนน้อยกว่าตัวเลขที่เคยรายงานไว้ว่าเป็นผลคะแนน 94%
ไอลอว์รวบรวมและประมวลข้อเท็จจริงของความผิดปกติที่ปรากฏ เพื่อฉายภาพให้เห็นว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พร้อมการทำประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นบ้าง และมีประเด็นไหนที่ยังคงเป็นคำถาม ต้องเดินหน้าทวงถามความโปร่งใสและประสิทธิภาพของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
คนไปใช้สิทธิเลือกตั้งลดลงเกือบ 2 ล้าน กกต. คำนวนยอดรวมผิดไม่เคยรายงานผล 94%
ในคืนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ทยอยรายงานผลคะแนนการเลือกตั้งผ่านเว็บไซต์ ECT Report และหยุดการรายงานไปในช่วงเวลาเย็นของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 โดยข้อมูลสุดท้ายที่กกต. เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกกต. เอง ปรากฏเป็นตัวหนังสือว่า นับคะแนนไปแล้ว 34,632,581 ใบ ซึ่งบนเว็บไซต์รายงานว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งคิดเป็น 65% อย่างไรก็ดีกกต. อธิบายว่า คะแนนที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้จะเผยแพร่เพียง 94% เท่านั้น และจะรายงานผลอย่างเป็นทางการทั้ง 100% ภายหลัง จึงคาดหมายว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงอาจอยู่ที่ประมาณ 69% ซึ่งก็ถือว่าน้อยลงมาก
โดยจากสถิติการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 72.56% การเลือกตั้งเมื่อปี 2550 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 74.52% การเลือกตั้งเมื่อปี 2554 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 75.03% การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 74.69% และการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 75.71% แนวโน้มของการใช้สิทธิเลือกตั้งในประเทศไทยสูงขึ้นเรื่อยๆ และไม่น่าจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
หลังการเลือกตั้งผ่านไปและการนับคะแนนทุกหน่วยเสร็จสิ้น กกต. ก็ยังไม่ประกาศคะแนนและไม่ประกาศจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ทั้งที่สามารถทราบจำนวนนี้จากการรวบรวมยอดผู้มาใช้สิทธิจากทั่วประเทศและสามารถประกาศให้ประชาชนทราบได้เลยตั้งแต่คืนวันเลือกตั้ง หรืออย่างช้าก็ภายในหนึ่งวัน โดยหลังผ่านวันเลือกตั้งไปแล้วกกต. ก็ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อตอบข้อสงสัยของประชาชนอีกหลายครั้งโดยยังไม่บอกจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด ขณะที่บนเว็บไซต์ของกกต. ก็ยังคงตัวเลขผู้มาใช้สิทธิอยู่ที่ 65% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น้อยผิดปกติไปมาก และตัวเลขจริงอย่างเป็นทางการก็ล่าช้าไปมาก
ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานกกต. ประกาศปิดการรายงานผลการเลือกตั้งบนเว็บไซต์ ECT Report และประกาศว่า คะแนนอย่างไม่เป็นทางการบนเว็บไซต์นี้ห้ามนำไปอ้างอิง ทำให้ประชาชนขาดข้อมูลที่แท้จริงมากขึ้นไปอีก จนกระทั่งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 คิดเป็นเวลา 18 วันหลังการเลือกตั้ง สำนักงานกกต. จึงออกเอกสารประชาสัมพันธ์แจ้งว่า จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งจริงทั้งหมด คือ 37,807,781 คน คิดเป็น 71.42%
หากใช้ตัวเลขนี้เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งครั้งก่อนในปี 2566 จะพบว่า ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งลดลง 4.29% หรือคิดเป็นจำนวนคนลดลงจาก 39,514,943 เหลือ 37,807,781 หรือลดลง 1,707,192 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ลดลงมาก และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์รณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ถูกต้องควรเป็นผู้รับผิดชอบในผลลัพธ์ที่ออกมาเช่นนี้
ขณะที่การรายงานผลคะแนนสดบนเว็บไซต์ ซึ่งกกต. เคยชี้แจงไว้ว่าจะรายงานคะแนนที่ 94% ก็พบว่า ไม่เป็นความจริง เพราะเมื่อใช้ตัวเลขจำนวนผู้มาใช้สิทธิตามที่ประกาศออกมา 37,807,781 คนเป็นตัวตั้ง หมายความว่า การรายงานคะแนน 94% จะต้องรายงานคะแนนให้ได้ถึง 35,539,315 คะแนน แต่บนเว็บไซต์ของกกต. รายงานคะแนนไว้เพียง 34,632,581 คะแนน ที่จริงแล้วการรายงานคะแนนของกกต. ชุดแรก คิดเป็น 91% ไม่ใช่คะแนน 94% ตามที่กกต. เคยอธิบายไว้ ขาดไปอย่างน้อย 906,734 คะแนน
พิมพ์บัตรเกินทำไม เก็บบัตรไว้ที่ไหน?? กกต. มาแปลกแจกบัตรเลือกตั้งไปหน้าหน่วยไม่ครบ
การบริหารจัดการการเลือกตั้ง แบ่งการเลือกตั้งเป็นหน่วยย่อยตามที่อยู่ของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยแต่ละหน่วยเลือกตั้งมีผู้มีสิทธิประมาณ 400-600 คน ในวันเลือกตั้งกกต. กลางก็จะจัดแบ่งบัตรเลือกตั้งกระจายไปตามหน่วยต่างๆ ไม่แจกล่วงหน้าเพราะเกรงว่าจะมีคนนำไปทำบัตรปลอมหรือทำทุจริตอย่างอื่น กรรมการประจำหน่วย (กปน.) มีหน้าที่เบิกบัตรเลือกตั้งในช่วงเช้าของวันเลือกตั้งก่อนเปิดคูหา โดยบัตรเลือกตั้งจะจัดมาเป็นเล่ม เล่มละ 20 ใบ เมื่อได้รับบัตรเลือกตั้งมาแล้วก็จะบันทึกจำนวนบัตรเลือกตั้งที่รับมาเป็นเอกสาร เรียกว่าเอกสาร สส.5/5 ติดประกาศไว้ที่หน้าหน่วยเลือกตั้งนั้น
เพื่อความแน่นอนในการจัดการเลือกตั้งให้รวดเร็วและเรียบร้อย การจัดบัตรเลือกตั้งให้แต่ละหน่วยก็ควรจัดบัตรเลือกตั้งให้มากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเล็กน้อย เผื่อว่ามีผู้มาใช้สิทธิครบจำนวน และมีความผิดพลาดทำให้บัตรเสียหายบ้าง ก็จะได้มีบัตรเลือกตั้งใช้ดำเนินการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้น เช่น หากที่หน่วยเลือกตั้ง A มีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 490 คน ก็น่าจะจัดบัตรเลือกตั้งให้อย่างน้อย 500 ใบ หรือให้เป็นจำนวน 25 เล่ม แต่การดำเนินการของกกต. ในปีนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีประชาชนผู้ไปใช้สิทธิจำนวนมากสังเกตเอกสาร สส.5/5 ที่ติดอยู่หน้าหน่วยเลือกตั้งแล้วพบว่า กปน. รับบัตรเลือกตั้งมาน้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยนั้น และส่งรายงานความผิดปกตินี้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น นับคะแนนเสร็จสิ้น และกปน. ทุกหน่วยติดเอกสาร สส.5/18 ซึ่งเป็นเอกสารสรุปผลการนับคะแนน จำนวนบัตรดี บัตรเสีย จำนวนบัตรเลือกตั้งที่รับมา ที่ใช้ไป และยังไม่ได้ใช้ทั้งหมด และอาสาสมัครประชาชนก็ถ่ายภาพผลการนับคะแนนจากทุกจังหวัดทั่วประเทศส่งเข้ามาทางเว็บไซต์ Vote62 จึงตรวจสอบข้อมูลพบว่า แนวทางการปฏิบัติของทุกหน่วยทั่วประเทศเป็นเหมือนกัน คือ กปน. จะได้รับบัตรเลือกตั้ง "น้อยกว่า" จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยนั้นๆ เล็กน้อย โดยผู้จัดสรรบัตรเลือกตั้งจงใจจัดสรรบัตรให้ไม่ครบจำนวนอย่างเป็นระบบ และเมื่อมีผู้มาใช้สิทธิไม่เต็มจำนวนก็จึงไม่เกิดปัญหาขึ้น
ตัวอย่างเช่น จังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอเมืองหาดใหญ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 111 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 596 คน จำนวนบัตรที่ได้รับจัดสรร 580 ใบ, จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอสบเมย ตำบลป่าโปง หน่วยเลือกตั้งที่ 2 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 782 คน จำนวนบัตรที่ได้รับจัดสรร 760 ใบ, จังหวัดสมุทรปราการ เขตเลือกตั้งที่ 7 อำเภอพระประแดง หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 488 คน จำนวนบัตรที่ได้รับจัดสรร 480 ใบ, จังหวัดเพชรบูรณ์ เขตเลือกตั้งที่ 5 อำเภอหนองไผ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 437 คน จำนวนบัตรที่ได้รับจัดสรร 420 ใบ
ในระเบียบกกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. ไม่ได้กำหนดไว้ว่า จะต้องจัดสรรบัตรเลือกตั้งให้จำนวนเท่าใด จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าเจ้าหน้าที่คนใดทำผิดกฎหมาย แต่โดยหลักเหตุผลตามปกติแล้วก็ควรต้องจัดสรรบัตรเลือกตั้งให้แต่ละหน่วยจำนวนไม่น้อยกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยนั้น นอกจากนี้ในเอกสารคู่มือการปฏิบัติงานของกปน. ที่กกต. จัดทำเผยแพร่เอง ในหน้า 13 ข้อ 2.1.2 เกี่ยวกับการรับวัสดุอุปกรณ์ยังเขียนไว้ว่า จำนวนบัตรต้องมีไม่น้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งของหน่วยที่รับผิดชอบ
นอกจากนี้ก่อนวันเลือกตั้งกกต. ยังออกเอกสารชี้แจงต่อสาธารณะว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่ออย่างละ 55,650,000 ใบ โดยอ้างอิงจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 52,922,923 คน เท่ากับกกต. ตั้งใจพิมพ์บัตรเลือกตั้งให้เกินกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่า 2.7 ล้านใบ คิดเป็นบัตรสำรองประมาณ 5% ของบัตรเลือกตั้งทั้งหมด การแจกจ่ายบัตรเลือกตั้งให้กปน. ประจำหน่วยจึงควรแจกบัตรให้มากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 5% ไม่ใช่แจกน้อยกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เท่ากับว่า กกต. มีบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์มาแล้วแต่ไม่ได้ใช้งานแน่ๆ และเก็บไว้สำรองอยู่ในมือของกกต. ถึง 2.7 ล้านใบแล้ว และเมื่อยังแจกบัตรเลือกตั้งไม่ครบตามจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีก ราว 10-20 ใบจากทุกหน่วยเลือกตั้ง จึงมีบัตรสำรองที่ไม่ถูกแจกจ่ายไปหน้างานอีก 1-2 ล้านใบที่ถูกเก็บไว้ในมือกกต. ส่วนกลาง โดยไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดว่า ทำไมกกต. จึงต้องเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิมพ์มาแล้วเอาไว้โดยไม่แจกจ่ายออกไปหน้างานมากถึงเพียงนั้น
นับคะแนนผิดปกติ: ไฟดับ ติดกระดาษนับคะแนนซ้อนกัน ไม่แสดงบัตรเลือกตั้ง
หลังจากปิดคูหา เวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการนับคะแนนการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ แต่ไม่นานหลังจากนั้น กลับพบว่า มีความผิดปกติหลายรูปแบบเกิดขึ้นในการนับคะแนนตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ทั่วประเทศ
สถิติเรื่องร้องเรียนว่าด้วยความผิดปกติระหว่างการนับคะแนนออกเสียงเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติบนเว็บไซต์vote62.com พบว่า มีจำนวนเรื่องร้องเรียนอย่างน้อย 110 เรื่องด้วยกัน โดยสามารถจำแนกเรื่องร้องเรียนดังกล่าวได้ดังต่อไปนี้
นับคะแนนไม่โชว์บัตร ผู้สังเกตการณ์มองชัดๆ ไม่ได้
กรณีหลักที่น่าสนใจและทำให้เกิดการสั่งนับคะแนนใหม่ คือการไม่แสดงบัตรเลือกตั้งที่ขานคะแนนเรียบร้อยแล้วขณะที่นับคะแนน ซึ่งผิดจากระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่ระบุว่ากรรมการประจำหน่วยที่ทำหน้าที่นับคะแนนนั้นจะต้องแสดงบัตรให้ประชาชนผู้สังเกตการณ์ได้เห็นไปพร้อมกับการขานคะแนนด้วย ไม่ว่าบัตรใบนั้นจะเป็นบัตรดีหรือบัตรเสีย
ตัวอย่างที่สำคัญ คือ การนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร และหน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ประชาชนที่ไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งร้องเรียนว่า กรรมการประจำหน่วยไม่แสดงบัตรเลือกตั้งที่ขานคะแนนแล้วให้ผู้สังเกตการณ์ได้เห็น ทำให้ผู้ที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งอยู่ไม่เห็นว่าการขานคะแนนถูกต้องหรือไม่
24 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ชุดใหญ่ได้มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่ในหน่วยเลือกตั้งทั้งสองหน่วย โดย กกต. จังหวัดสุพรรณบุรีได้กำหนดวันนับคะแนนใหม่เป็นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ผลปรากฏว่า ผลการนับคะแนนเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้สมัครพรรคประชาชนได้คะแนนเพิ่มขึ้น ส่วนผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้กกต. จังหวัดสุพรรณบุรีตั้งเรื่องเพื่อดำเนินการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาดต่อกปน. ผู้ทำหน้าที่นับคะแนนออกเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ต่อไป
ทั้งนี้ ประชาชนได้ร้องเรียนความผิดปกติในการนับคะแนนดังกล่าวของเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี ในเว็บไซต์vote62.com ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และยังมีประชาชนแจ้งเรื่องร้องเรียนลักษณะเดียวกันผ่านเว็บไซต์ vote62 อย่างน้อย 40 เรื่อง ในหลายเขตเลือกตั้ง เช่น
เขตเลือกตั้งที่ 1, 4 และ 5 จังหวัดสุพรรณบุรี
เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดกำแพงเพชร
เขตเลือกตั้งที่ 1, 3, 4 และ 5 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้นน
ติดกระดาษซ้อนกัน กปน. มุดขีดคะแนนแบบประชาชนไม่เห็น
กรณีการติดแบบขีดคะแนน (แบบ ส.ส. 5/11 และ ส.ส. 5/11 (บช)) ซ้อนกัน ทำให้กปน. ต้องมุดเข้าไปขีดคะแนนหลังจากที่ขานคะแนนเรียบร้อยแล้ว เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ผิดปกติจากการนับคะแนนออกเสียงโดยทั่วไป
เอกสารคู่มือการปฏิบัติงานของกปน. ที่ กกต. จัดทำและเผยแพร่ระบุว่า หากมีผู้สมัครจำนวนมากและใช้แบบขีดคะแนนมากกว่า 1 แผ่น ให้ติดเรียงกันโดยไม่ซ้อนแผ่น แต่ก็เป็นที่ปรากฏว่า มีหน่วยเลือกตั้งบางหน่วยที่ติดแบบขีดคะแนนซ้อนกันจนทำให้ประชาชนที่มาสังเกตการณ์การเลือกตั้งไม่สามารถเห็นการขีดคะแนนได้ เช่น หน่วยเลือกตั้งที่ 74 แขวงดินแดง เขตดินแดง ซึ่งอยู่ในเขตเลือกตั้งที่ 6 กรุงเทพมหานคร ประชาชนที่มาสังเกตการณ์การเลือกตั้งร้องเรียนว่า กปน. ติดแบบขีดคะแนนซ้อนกัน และมุดเข้าไปขีดคะแนน ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบคะแนนที่ขีดไปได้ ลักษณะเช่นนี้ยังเกิดขึ้นที่เขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดตรัง หน่วยเลือกตั้งที่ 18 ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง ทำให้กกต. ชุดใหญ่สั่งนับคะแนนใหม่ในหน่วยทั้งสอง
เว็บไซต์vote62.com ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับกรณีการติดแบบขีดคะแนนซ้อนกัน และ "แอบ" ขีดคะแนนโดยทำให้ประชาชนที่มาสังเกตการณ์ไม่สามารถเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่ขีดคะแนนตรงกับที่ขานหรือไม่ อย่างน้อย 34 เรื่อง โดยที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อประชาชนทักท้วงให้ติดกระดาษขีดคะแนนใหม่ เจ้าหน้าที่ตอบกลับว่า "อันนี้คือแบบที่นายอำเภอส่งมาค่ะ”
ไฟดับระหว่างนับคะแนน แต่บางที่เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นยังทำงานได้
ระหว่างการนับคะแนนในช่วงค่ำวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีกรณีปรากฏว่า บางหน่วยเลือกตั้งเกิดไฟฟ้าดับ ทำให้แสดงสว่างไม่เพียงพอและผู้สังเกตการณ์มองไม่เห็นกระบวนการทำงาน แต่การนับคะแนนยังคงดำเนินต่อไป และที่ หน่วยเลือกตั้งที่ 18 บริเวณปะรำหน้าหมู่บ้านพฤกษา 10 ในเขตเทศบาลเมืองไทรน้อย เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดนนทบุรี มีวีดิโอจากผู้สังเกตการณ์เผยแพร่ออกมาว่า การนับคะแนนดำเนินต่อไปแม้ไฟดับ แต่ปรากฏว่าพัดลมที่อยู่ในบริเวณหน่วยเลือกตั้งเดียวกันนั้นยังคงทำงานปกติ ต่อมากกต. ได้สอบข้อเท็จจริงแล้วชี้แจงว่า ขณะดับคะแนนไฟฟ้าไม่ดับ แต่มีไฟส่องสว่างเพียงสองดวง แต่ยังมีแสงไฟฟ้าในหมู่บ้านที่สว่างเพียงพอให้สามารถนับคะแนนต่อไปได้ และในหน่วยนี้ไม่พบกรณีบัตรเขย่ง หรือจำนวนบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิจริง
นอกจากนี้ เว็บไซต์ vote62 ได้รับเรื่องร้องเรียนจากการตั้งแผงกั้นห่างไกลจากกระดานนับคะแนนหรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้ประชาชนที่มาสังเกตการณ์ไม่เห็นการแสดงบัตรเลือกตั้ง และไม่เห็นการขีดคะแนนบนกระดาน อย่างน้อย 36 เรื่อง
พบความผิดปกติ 24 ชั่วโมงหลังปิดคูหา ในระบบการรายงานผลคะแนนเลือกตั้ง 2569 ผ่าน ECT Report
การเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. ได้เปิดเว็บไซต์ECT Report 69 เพื่อรายงานผลคะแนนแบบ Real-time จากหน้าหน่วยเลือกตั้งสู่สาธารณะ โดยเมื่อแต่ละหน่วยเลือกตั้งนับคะแนนเสร็จ เจ้าหน้าที่ กปน.จะกรอกผลคะแนนเข้าระบบเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ผ่านหน้าเว็บไซต์แบบนาทีต่อนาที อย่างไรก็ดี ตลอด 24 ชั่วโมงหลังปิดคูหา การรายงานคะแนนกลับพบความ “ผิดปกติทางสถิติ” ของรูปแบบการรายงานข้อมูล และความผิดปกตินี้บ่งชี้ว่ามีการจัดการและแก้ไขข้อมูลในระหว่างการรายงานคะแนน คะแนนที่ปรากฏต่อสายตาประชาชนไม่ใช่ผลการรายงานสดอย่างเป็นธรรมชาติอย่างมีนัยยะสำคัญดังนี้
คะแนนชุดแรกถูกรายงานก่อนปิดหีบ ซึ่งเป็นไปไม่ได้และผิดกฎหมาย
คะแนนชุดแรกปรากฏขึ้นบนหน้าเว็บไซต์ ECT Report ในเวลา 16.48 น. ของวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จำนวน 559 คะแนน มาจากเขต 3 จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นเวลาที่ยังไม่ปิดหีบ และต้องยังไม่เริ่มนับคะแนน หากมีการนับคะแนนก่อนเวลา 17.00 น. ถือว่า ผิดต่อระเบียบของกกต.
หลังจากคะแนนชุดแรก 559 คะแนนแล้ว ยังไม่มีคะแนนจากหน่วยอื่นถูกรายงานจนกระทั่ง เวลาประมาณ 17.38 น. ซึ่งมีคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงเวลา 2 ชั่วโมงแรกหลังปิดหีบ ตั้งแต่ 17.38 ถึง 19.43 มีคะแนนถูกรายงานไปเพียง 2,094,628 หรือคิดเป็น 6.1% จากคะแนนทั้งหมดที่มีการรายงานบน ECT Report
ระบบหยุดรายงานคะแนนช่วง Prime Time ที่คนติดตามเยอะที่สุด
เวลา 19:43 น. ระบบหยุดรายงานคะแนนนาน 55 นาที ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนติดตามผลมากที่สุด แล้วกลับมารายงานต่อเพียงไม่นานในเวลา 20.38 น. มีคะแนนล็อตใหญ่รายงานเข้ามา +5,648,983 คะแนนในครั้งเดียว จนกระทั่งในเวลา 20.49 น. เว็บไซต์ ECT Report ก็หยุดการรายงานไปอีกครั้งเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 46 นาที ระหว่างเวลา 20.49 – 22.35 น. ที่ไม่มีคะแนนถูกรายงานเข้ามาในระบบเลยแม้แต่คะแนนเดียวทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่การนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งเสร็จสิ้นเป็นส่วนใหญ่แล้ว โดย ECT Report กลับมาเริ่มรายงานคะแนนอีกครั้งในเวลา 22.35 น. มีผลคะแนนล็อตใหญ่รายงานเข้ามา +17,053,456 ในครั้งเดียวซึ่งทำให้ผลการรายงานคะแนนสะสมเพิ่มจาก 9,789,994 เป็น 26,843,450 หรือเพิ่มจาก 28.35% กระโดดไปเป็น 77.74%
จากนั้นคะแนนจึงค่อยๆ ถูกรายงานเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ โดยในช่วงเวลาดึกที่ทุกหน่วยนับคะแนนเสร็จสิ้นแล้วระบบก็ยังไม่อาจรายงานคะแนนทั้งหมด แต่ปรับปรุงไปตลอดคืนจนถึงวันรุ่งขึ้น และรายงานยอดสะสมสุดท้ายที่หน้าเว็บไซต์ระบุว่า 94% ในเวลา 15.51 ของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ หรือเกือบ 24 ชั่วโมงหลังผิดหีบ
จากลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เราสามารถแบ่งภาพรวมของการรายงานคะแนนออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ คือ ช่วงแรกก่อนการหยุดรายงานคะแนนครั้งที่ 1 (ช่วงก่อน GAP 1) ช่วงที่ 2 คือช่วงที่มีการรายงานคะแนนสั้นๆ ระหว่างการหยุดครั้งที่ 1 และ 2 (ช่วงก่อน GAP 2) และช่วงที่ 3 คือช่วงหลังการหยุดรายงานคะแนนครั้งที่ 2 (ช่วงหลัง GAP 2) โดยเมื่อตรวจสอบในแต่ละช่วงจะพบความผิดปกติในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปดังนี้
ช่วงก่อน GAP 1: สัดส่วนการรายงานคะแนนสะสมผิดปกติ ภูมิใจไทยคะแนนนำเยอะเกินจริง
ตามระบบปกติแล้ว เมื่อหน่วยเลือกตั้งใดนับคะแนนเสร็จเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยก็จะกรอกผลคะแนนที่ได้เข้าไปในระบบ แต่ละหน่วยจะรายงานคะแนนได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ และความคล่องแคล่วของเจ้าหน้าที่ในหน่วยนั้นๆ โดยเมื่อคะแนนจากหน่วยเลือกตั้งใดถูกรายงานเข้าระบบแล้วก็จะแสดงต่อสาธารณะผ่านระบบออนไลน์ของกกต. โดย “ไม่มีการเลือกแสดงข้อมูล” ทำให้คะแนนในแต่ละช่วงเวลาควรจะมาจากทุกพื้นที่เท่าๆ กัน และผลรวมควรจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกับสัดส่วนของคะแนน ทั้งหมดในเขตเลือกตั้งนั้นๆ เสมอ
แต่เมื่อนำสัดส่วนการรายงานคะแนนของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมาขีดเส้นเทียบกับผลคะแนนเมื่อรายงานถึง 94% จะพบว่า ในช่วง 2 ชั่วโมงแรกของการนับคะแนนพรรคภูมิใจไทย (เส้นสีน้ำเงิน) มีสัดส่วนคะแนนที่รายงานเข้ามาในช่วงแรก “สูงกว่า” คะแนนสุดท้ายอย่างมาก
แต่จากข้อมูลพบว่าสัดส่วนคะแนนของพรรคภูมิใจไทยถูกรายงานสูงสุดที่ 36.9% ในช่วง 2 ชั่วโมงแรกของการรายงาน ซึ่งมากกว่าคะแนนรวมจริงที่ได้เพียง 31.3% ในขณะที่พรรคประชาชนกลับได้คะแนนในช่วงดังกล่าวเพียง 18.2% ซึ่งต่ำกว่าสัดส่วนคะแนนรวมจริงที่ 24.6% ซึ่งต่ำกว่าคะแนนจริงถึง 6.4% ทำให้ช่วงเวลาที่ประชาชนติดตามผลการเลือกตั้งผ่านทางโทรทัศน์กันมากที่สุดมีภาพจำว่า พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำทิ้งขาดพรรคอื่นๆ ไปไกลมาก ในขณะที่คะแนนของพรรคประชาชนดูเหมือนว่าจะแสดงผลออกมาน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
เมื่อตรวจสอบลำดับการรายงานผลคะแนนจะพบว่า ในช่วงก่อน GAP 1 คะแนนที่ถูกรายงานส่วนใหญ่มาจากกลุ่มจังหวัดที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรคภูมิใจไทย เช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ปราจีนบุรี โดยจาก 377 เขตที่รายงานช่วงก่อน GAP 1 ครอบคลุมเขตที่ภูมิใจไทยจะชนะครบทั้ง 175/175 เขต
ในขณะที่กลุ่มจังหวัดที่เป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่น กรุงเทพมหานคร นนทบุรี มีอย่างน้อย 21 เขตที่ยังไม่มีการรายงานผลคะแนนเข้ามาเลยแม้แต่คะแนนเดียว ผลคือในช่วงเวลาที่ประชาชนติดตามผลการเลือกตั้งมากที่สุดราว 19.30 น. ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยนำทิ้งขาดด้วยสัดส่วนที่เกินความเป็นจริง
ช่วงก่อน GAP 2: ช่วงเวลาสั้นๆ ที่คะแนนบัตรสีเขียวต่างกับสีชมพูเกือบล้าน
ในการเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนจะต้องได้รับบัตรทั้ง 2 ใบพร้อมกัน และต้องหยอดบัตรลงหีบเลือกตั้งทั้ง 2 ใบ ยอดรวมของคะแนนจากบัตรทั้ง 2 ใบในทุกหน่วยและทุกเขตเลือกตั้งควรมีจำนวนเท่ากัน
แต่ตลอดระยะเวลาในการรายงานคะแนนบน ECT Report บัตรสีเขียว (ส.ส.แบบแบ่งเขต) และบัตรสีชมพู (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) มีจำนวนที่ต่างกัน โดยเกิดความแตกต่างระหว่างจำนวนบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูตั้งแต่เริ่มการรายงานคะแนนชุดแรกและผลต่างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดการรายงาน โดยในช่วงเวลาที่จำนวนบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพูมีความแตกต่างกันมากที่สุดคือช่วงระหว่าง GAP 1 และ GAP 2 พบผลต่างสูงสุดที่ 906,825 ใบ และผลต่างทยอยลดลงหลัง GAP 2 จนคะแนนชุดสุดท้ายถูกรายงานเข้ามาในเวลา 15.51 น. ของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ก็ยังคงมีจำนวนบัตรสีเขียวมากกว่าจำนวนบัตรสีชมพูถึง 37,883 ใบ
ช่วงหลัง GAP 2: คะแนนกระโดด-ปรับลดคะแนน-บัตรเขย่ง
เวลา 20:49 น. ระบบหยุดรายงานคะแนนอีกครั้ง และเปิดกลับมาในเวลา 22:35 น. พร้อมล็อตคะแนนขนาดใหญ่ 17 ล้านคะแนนเข้ามาในครั้งเดียว ทำให้มีอย่างน้อย 24 เขต เกิดการพลิกเปลี่ยนตัวผู้ชนะ โดย 17 ใน 24 เขตดังกล่าวพลิกผลทันทีในเวลา 22:35 น. ส่วนอีก 7 เขตที่เหลือทยอยพลิกผลตั้งแต่ช่วงเวลา 23:01 น. จนถึง 00:33 น. ของวันถัดไป
ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดศรีสะเกษ เขต 6 เวลา 20:49 น. ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยมีคะแนนนำพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนห่างกันเพียง 263 คะแนน (12,558 ต่อ 12,295) เมื่อระบบกลับมาในเวลา 22:35 น. คะแนนทั้งสองพรรคพุ่งขึ้นพร้อมกัน และพรรคภูมิใจไทยแซงขึ้นมานำด้วยส่วนต่าง 58 คะแนน (24,097 ต่อ 24,039) หรือจังหวัดนครปฐม เขต 6 ก่อน GAP 2 ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำพรรคประชาชนที่ 647 คะแนน (4,403 ต่อ 3,756) โดยที่หลัง GAP 2 ทันที่พรรคภูมิใจไทยยังคงมีคะแนนนำอยู่ จนเวลา 23:17 น. พรรคประชาชนถึงแซงขึ้นมา ด้วยคะแนน 30,139 ต่อ 30,129 ห่างเพียง 10 คะแนน เป็นเขตที่สูสีที่สุดในบรรดา 24 เขต และยังเป็น 1 ใน 7 เขตที่ไม่พลิกทันทีในเวลา 22:35 น.
อย่างไรก็ดี มีอย่างน้อย 1 จังหวัดที่มีการเปลี่ยนผลผู้ชนะด้วยคะแนนที่ทิ้งห่างทันทีหลังมีคะแนนชุดใหม่รายงานเข้ามาในเวลา 22.35 น. ในจังหวัดสมุทรสาคร เขต 1 ช่วงก่อน GAP 2 ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนนำพรรคประชาชนเพียง 75 คะแนน (4,962 ต่อ 4,887) แต่เมื่อถึงเวลา 22:35 น. พรรคประชาชนพลิกขึ้นมานำด้วยคะแนน 26,307 ต่อ 19,450 ทิ้งห่างพรรคประชาธิปัตย์ไป 6,857 คะแนน ทันที
ช่วงหลัง GAP 2: คะแนนกระโดด-ปรับลดคะแนน-บัตรเขย่ง
ทันทีที่ระบบ ECT Report กลับมารายงานในเวลา 22.35 น. พบปรากฏการณ์ “บัตรเขย่ง” ในอย่างน้อย 47 เขตเลือกตั้ง จาก 29 จังหวัด ซึ่งเป็นกรณีที่มีจำนวนยอดรวมคะแนนมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้นๆ โดยมียอดผลต่างรวม89,398 คะแนน ก่อนที่ข้อมูลชุดดังกล่าวจะถูกแก้ไขให้หายไปทั้งหมดภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันยังพบความผิดปกติจากการที่คะแนนของผู้สมัครหลายรายถูก “ปรับลด” อย่างต่อเนื่อง โดยพบการปรับลดคะแนนแบบแบ่งเขตรวมทั้งสิ้น 118,635 คะแนน ครอบคลุมผู้สมัคร 1,384 คน จาก 179 เขต ใน 62 จังหวัด ซึ่งพรรคที่ถูกปรับลดคะแนนมากที่สุดคือ พรรคประชาชน (-49,291 คะแนน) ตามมาด้วย พรรคภูมิใจไทย และ พรรคกล้าธรรม ตามลำดับ แม้ว่าการปรับลดคะแนนที่ตรวจพบได้นี้จะไม่ส่งผลให้ผู้ชนะในเขตเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไป
โดยคะแนนสะสมสุดท้ายที่ถูกรายงานบน ECT Report 69 ประกาศผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ 94% ซึ่งมียอดผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด 34,527,431 จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 52,922,923 คน คิดเป็น 65.24%
ปิดเว็บรายงานผล แชร์ไฟล์ PDF ให้อ่านเอง ปกปิดการตรวจสอบหาความผิดปกติในการรายงานคะแนน
ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ระบบ ECT Report 69ยุติการเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์โดย กกต. ระบุเหตุผลว่าได้ประกาศผลคะแนนครบถ้วนเกือบทุกเขตแล้ว และจะเปลี่ยนไปรายงานผลอย่างเป็นทางการในรูปแบบ Dashboard ภายหลัง ซึ่งผ่านมาแล้วกว่า 3 เดือนหลังจากการเลือกตั้ง ยังไม่ปรากฎ Dashboard ดังกล่าวตามที่ กกต.เคยระบุไว้แต่อย่างใด
สำหรับการตรวจสอบคะแนนรายหน่วย กกต. ได้เปลี่ยนวิธีจากการแสดงผลผ่านเว็บไซต์เป็นการเผยแพร่เอกสารสส. 5/18 และสส. 6/1 ในรูปแบบไฟล์ PDF โดยอัปโหลดไว้บน Google Drive ซึ่งแยกเป็นโฟลเดอร์รายจังหวัด รายเขตเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเข้าไปสืบค้นและตรวจสอบผลคะแนนรวม 100% ของแต่ละเขตเลือกตั้งด้วยตนเอง ทั้งในส่วนของคะแนนผู้สมัครแบบแบ่งเขตและคะแนนแบบบัญชีรายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง ทำให้สื่อมวลชน พรรคการเมือง และประชาชนที่ต้องการตรวจสอบหรืออ้างอิงผลคะแนน เข้าถึงข้อมูลได้ยาก สร้างภาระด้านเวลาและทรัพยากรให้กับการเข้าถึงและทราบผลการเลือกตั้งโดยประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมากและที่สำคัญ การเผยแพร่ข้อมูลในรูปแบบนี้ยังปิดกั้นโอกาสในการวิเคราะห์ความผิดปกติของคะแนนในเชิงสถิติ ที่จะใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ ช่วยตรวจสอบอีกด้วย
อ่านทั้งหมดที่https://www.ilaw.or.th/articles/57450
ผลคะแนนเลือกตั้งจาก 94% ไปสู่คะแนน 100%: พบร่องรอยการจัดการปรับลดคะแนน และเพิ่มแต่ละพรรคไม่เท่ากัน
หากระบบการรายงานและการจัดการผลคะแนนเป็นไปโดยปกติ คะแนน 94% ที่ออกมาในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 กับคะแนน 100% ที่ประกาศในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ของผู้สมัครทุกคนและทุกพรรคก็ควรจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน คือ "เพิ่มขึ้น" ในสัดส่วนใกล้เคียงกันเพราะคะแนนอีก 6% ที่เหลือจะถูกนำกลับเข้ามารายงาน
แต่เมื่อนำคะแนนสองชุดมาเปรียบเทียบกัน กลับพบความ "ผิดปกติทางสถิติ" ในรูปแบบที่บ่งชี้ว่าระบบไม่ได้แค่ "เพิ่มคะแนนที่เหลือ" ตามปกติ แต่มีร่องรอยของการจัดการคะแนนในช่วงเวลา "10 วันอันตราย" ก่อนประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการอีกด้วย
จากผลคะแนนเลือกตั้ง 94% สู่คะแนน 100%
เมื่อเปรียบเทียบคะแนน 94% กับคะแนน 100% ภาพรวมพบว่ายอดคะแนนของพรรคการเมืองและผู้สมัครเพิ่มขึ้นทั้งสองระบบ โดยในระบบแบ่งเขต ห้าพรรคที่มีคะแนนเพิ่มมากที่สุด ได้แก่ พรรคประชาชน +1,037,066 คะแนน, ภูมิใจไทย +806,658, เพื่อไทย +488,702, กล้าธรรม +267,921 และประชาธิปัตย์ +176,250 ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ ห้าพรรคแรก ได้แก่ ประชาชน +1,265,364, ภูมิใจไทย +513,541, เพื่อไทย +427,859, ประชาธิปัตย์ +290,832 และเศรษฐกิจ +87,602
นอกจากคะแนนพรรคที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยอดผู้มาใช้สิทธิ์ทั้งประเทศก็เพิ่มขึ้น +3,280,391 คน บัตรดีเพิ่ม +3,006,933 ใบ บัตรเสียเพิ่ม +106,409 ใบ และผู้ไม่เลือกผู้ใดเพิ่ม +167,020 ใบ ซึ่งคิดเป็นจำนวนเกือบ 10% ไม่สอดคล้องกับการเพิ่มอีก 6% ที่เหลือ
ปรากฏการณ์คะแนนรวม 100% บางเขตน้อยกว่า 94% กระทบทุกพรรค
เมื่อนำคะแนน 100% มาเปรียบเทียบกับคะแนน 94% โดยละเอียดจะพบว่าคะแนนจากระบบบัญชีรายชื่พบว่า คะแนน 100% น้อยกว่า คะแนน 94% อย่างน้อย 378 กรณี ใน 125 เขตเลือกตั้ง จาก 52 จังหวัดทั่วประเทศ กระทบกับ 56 พรรคการเมืองจากที่ลงสมัครรับเลือกตั้งรอบนี้ 57 พรรคการเมือง พรรคการเมืองเดียวที่คะแนนไม่ได้ลดลงเลย คือ พรรคไทยชนะ
มี 40 เขตเลือกตั้งที่คะแนนของผู้สมัครบางคนในเขตนั้นถูก “ปรับลด” ลงในช่วงเวลานี้ ซึ่งบางเขตเลือกตั้งผู้สมัครถูกปรับลดคะแนนพร้อมกันหลายคน เช่น บุรีรัมย์ เขต 2 ผู้สมัครถูกปรับลดคะแนน 8 จาก 9 คน นนทบุรี เขต 8 ผู้สมัครถูกปรับลดคะแนน 7 จาก 11 คน ขอนแก่นเขต 6 ผู้สมัครถูกปรับลดคะแนน 5 จาก 8 คน โดยไม่มีเขตเลือกตั้งใดเลยที่คะแนนของผู้สมัครถูกปรับลด “ทุกคน” ในช่วงเวลานี้
ทั้งนี้ เมื่อนำสถิติการปรับลดคะแนนทุกช่วงเวลาตลอดการรายงานผลคะแนน ทั้งระบบบัญชีรายชื่อ และระบบแบ่งเขตมารวมกัน จะพบว่าในการรายงานคะแนนผลการเลือกตั้ง 69 นับตั้งแต่เริ่มนับคะแนนแรกในวันที่ 8 กุมภาพันธ์จนถึงผลคะแนนอย่างเป็นทางการมีคะแนนถูกลดทั้งสิ้น 279,102 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนของพรรคประชาชนไปแล้ว 115,002 คะแนน คิดเป็น 41% จากคะแนนทั้งหมดที่ถูกลด
คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ พรรคประชาชนถูกปรับลดเยอะสุด พรรคภูมิใจไทยลดนิดเดียว
พรรคการเมืองที่ถูกปรับลดคะแนนในช่วง 94%→100% มากที่สุดทั้งระบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อคือ พรรคประชาชน โดยถูกลดคะแนนบัญชีรายชื่อ -6,378 คะแนน อันดับสองคือพรรคเป็นธรรม ลดลง -1,489 คะแนน และอันดับสามคือพรรคไทยพร้อม ลดลง -1,073 คะแนน
▌ แบบบัญชีรายชื่อ — คะแนนพรรคที่ลดลง 94%→100% อันดับ พรรคการเมือง คะแนนที่ลด จำนวนเขตที่ถูกลด 1 ประชาชน -6,378 5 2 เป็นธรรม -1,489 13 3 ไทยพร้อม -1,073 22 4 ประชาไทย -716 7 5 เสรีรวมไทย -408 5 6 รวมพลังประชาชน -389 5 7 ไทยก้าวหน้า -386 7 8 ภูมิใจไทย -349 2 9 ไทรวมพลัง -347 8 10 สังคมประชาธิปไตย -315 10 11 เพื่อไทย -305 4 12 พลังธรรมใหม่ -291 8 13 โอกาสใหม่ -287 10 14 รักชาติ -273 6 15 มิติใหม่ -226 9 16 ไทยสร้างไทย -158 6 17 คลองไทย -125 11 18 ประชาธิปัตย์ -122 4 19 พลังเพื่อไทย -114 6 20 ไทยธรรม -110 14 21 ประชาธิปไตยใหม่ -109 3 22 ปวงชนไทย -107 5 23 เพื่อชาติไทย -106 2 24 ไทยทรัพย์ทวี -95 5 25 พลังประชารัฐ -95 9 26 แรงงานสร้างชาติ -77 4 27 เศรษฐกิจ -75 4 28 ฟิวชัน -70 8 29 เพื่อบ้านเมือง -69 5 30 พลวัต -62 7 31 ประชาชาติ -61 4 32 กล้าธรรม -59 5 33 ใหม่ -58 4 34 ไทยก้าวใหม่ -53 6 35 สร้างอนาคตไทย -53 6 36 รวมไทยสร้างชาติ -44 3 37 ก้าวอิสระ -41 12 38 ครูไทยเพื่อประชาชน -35 5 39 แผ่นดินธรรม -33 15 40 ไทยภักดี -31 5 41 ทางเลือกใหม่ -31 8 42 ประชาอาสาชาติ -18 10 43 เครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย -17 13 44 ประชากรไทย -14 2 45 ไทยพิทักษ์ธรรม -13 11 46 ท้องที่ไทย -12 6 47 พร้อม -12 9 48 รวมใจไทย -11 2 49 ความหวังใหม่ -11 4 50 เพื่อชีวิตใหม่ -11 7 51 พลังไทยรักชาติ -10 7 52 กรีน -9 4 53 ไทยรวมไทย -9 5 54 วิชชั่นใหม่ -7 4 55 พลังสังคมใหม่ -5 5 56 อนาคตไทย -3 2 รวมทั้งหมด -15,387 378
แม้ว่า พรรคประชาชนจะได้คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อมากที่สุดที่ 11,043,309 คะแนน แต่ปริมาณคะแนนที่พรรคได้รับทั้งหมดไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสัดส่วนคะแนนที่ถูกปรับลด เพราะพรรคที่ถูกปรับลดคะแนนมากเป็นอันดับที่ 2-4 ได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อไม่มาก อยู่ในหลักหมื่นคะแนนเท่านั้น แต่กลับถูกปรับลดคะแนนจำนวนมาก ขณะที่พรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคที่ได้คะแนนจากระบบบัญชีรายชื่อสูงเป็นอันดับ 2 รองจากพรรคประชาชนที่ 6,468,073 คะแนน กลับถูกปรับลดคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อเพียง 349 คะแนน คิดเป็น 2.3% ของคะแนนระบบบัญชีรายชื่อที่ถูกปรับลดทั้งหมด
คะแนนแบบแบ่งเขต พรรคประชาชนถูกลดเยอะสุด แต่คะแนนที่ลดไม่เป็นผลให้เปลี่ยนผู้ชนะ
สำหรับคะแนนแบบแบ่งเขตพบว่ามี 40 เขตเลือกตั้งที่คะแนนของผู้สมัครบางคนในเขตนั้นถูก “ปรับลด” ลงในช่วงเวลานี้ โดยผู้สมัครจากพรรคประชาชนเป็นพรรคที่ถูกปรับลดคะแนนมากที่สุด ที่ 6 คน ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์และพรรคกล้าธรรมถูกปรับลดคะแนน พรรคละ 5 คน ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยและพรรคพลังประชารัฐถูกปรับลดคะแนน พรรคละ 4 คน โดยพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองใหญ่พรรคเดียวที่มีผู้สมัครถูกปรับละคะแนน 1 คน
ผู้สมัครที่ถูกปรับลดคะแนนเยอะที่สุดในช่วงเวลานี้ คือ วิทธิลักษณ์ จันทร์ธนสมบัติ จากพรรคประชาชน ผู้สมัครจังหวัดบุรีรัมย์ เขต 2 ถูกปรับลด 2,230 คะแนน จาก 13,625 เป็น 11,395 คะแนน ผู้สมัครที่ถูกปรับลดคะแนนเยอะเป็นอันสอง คือ สุชาดา บัวพันธ์ จากพรรคประชาชน ผู้สมัครจังหวัดอุทัยธานี เขต 2 ถูกปรับลด 1,467 คะแนน จาก 10,529 เป็น 9,062 คะแนน ผู้สมัครที่ถูกปรับลดคะแนนเยอะเป็นอันดับสาม คือ กัญญาวีร์ จารุสัมพันธ์กนก จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ผู้สมัครกรุงเทพมหานคร เขต 32 ถูกปรับลด 1,418 คะแนน จาก 2,847 เป็น 1,429 คะแนน เป็นการปรับลดเกือบครึ่งของคะแนนที่ได้รับสุดท้าย
สำหรับพรรคอันดับ 1 ในคะแนนเลือกสส.แบบแบ่งเขตอย่างพรรคภูมิใจไทยพบว่ามีผู้สมัครถูกปรับลดคะแนนเพียง 1 คน คือ อดุลย์ จันทร์แก้ว ผู้สมัครจังหวัดนนทบุรี เขต 8 ถูกปรับลด 817 คะแนน จาก 27,663 เป็น 26,846 คะแนน ซึ่งถือเป็นการปรับลดในอัตราส่วนน้อยมาก เพียง 3% ของคะแนนที่ได้รับสุดท้าย ขณะที่ผู้ชนะในเขตนี้ คือ นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ จากพรรคประชาชน ถูกปรับลดน้อยกว่าที่ 118 คะแนน จาก 36,749 เป็น 36,631 คะแนน ซึ่งเป็นคนเดียวที่ชนะการเลือกตั้งในระบบแบบแบ่งเขต และยังถูกปรับลดคะแนนในช่วงเวลานี้
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงคะแนนจาก 94% ไปเป็นคะแนน 100% แม้จะมีหลายเขตที่ปรากฏการปรับลดคะแนน แต่ไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงตัวผู้ชนะการเลือกตั้งในเขตนั้น
พรรคประชาชนคะแนนผันผวนมากที่สุด ทั้งเพิ่มและลดโดดเด่นกว่าพรรคอื่น
หากการรายงานคะแนนเป็นปกติ จากคะแนน 94% ที่ปรากฏในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อคำนวณสัดส่วนเทียบกับผลคะแนน 100% พบว่าคะแนน 94% นั้น พบว่าเป็นการรายงานคะแนนเพียง 91% เท่านั้น หมายความว่า ถ้านำคะแนนจากวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 มาเปรียบเทียบกับคะแนน 100% แต่ละพรรคควรมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของคะแนนประมาณ 8-9% แต่จากข้อมูลปรากฏว่า พรรคประชาชนกลับมีสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของคะแนนอยู่ที่ 13% หรือ 2,302,430 คะแนน แบ่งเป็นคะแนนแบบแบ่งเขต 1,037,066 คะแนน และคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ 1,265,364 คะแนน
ขณะที่เมื่อเปรียบเทียบคะแนน 94% กับคะแนน 100% ของพรรคการเมืองใหญ่พรรคอื่นพบว่า สัดส่วนการเพิ่มขึ้นของคะแนนอยู่ที่ 8-9% ตามที่ควรจะเป็น เช่น คะแนนของพรรคภูมิใจไทย ในระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น 8.09% ในระบบแบ่งเขตเพิ่มขึ้น 8.62% คะแนนของพรรคเพื่อไทยในระบบบัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น 8.46%เมื่อนำข้อมูลคะแนนที่รายงาน 94% มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับผลคะแนน 100% ผ่านเครื่องมือทางสถิติ OLS Regression เพื่อหาเส้นค่าเฉลี่ยความสัมพันธ์ของการรายงานคะแนน พบว่าในขณะที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่มีข้อมูลเกาะกลุ่มไปตามเส้นค่าเฉลี่ยที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน แต่คะแนนของ พรรคประชาชน กลับมีการกระจายตัวที่ผิดปกติ โดยจุดข้อมูลส่วนใหญ่ (สีส้ม) วางตัวขนานอยู่ใต้เส้นค่าเฉลี่ยอย่างเป็นระบบ สะท้อนว่าในหลายเขตเลือกตั้ง คะแนนของพรรคประชาชนถูกรายงานต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานเมื่อเทียบกับพรรคอื่นในพื้นที่เดียวกัน เห็นได้ชัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ซึ่งข้อมูลคะแนนของพรรคประชาชนแยกตัวออกมาเป็นแนวเส้นที่สองอย่างชัดเจน เช่น ในเขต 2 จังหวัดแพร่ ที่คะแนนพรรคประชาชนถูกรายงานเพียง 62.2% ในขณะที่พรรคอื่นถูกรายงานไปแล้วกว่า 91.3% อย่างไรก็ตาม รูปแบบความผันผวนนี้กลับไม่ปรากฏเด่นชัดในพื้นที่ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
ร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้ผ่านปรากฏการณ์เหล่านี้ (Digital Trace) กำลังเปิดประตูไปสู่การตั้งคำถามถึงกระบวนการรายงานและจัดการผลคะแนนของ กกต. ในการเลือกตั้ง 2569 ว่ามีการเลือกลำดับการรายงาน เลือกช่วงเวลา และเลือกการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่ทำให้การตรวจสอบของสาธารณะเป็นไปได้ยาก ทั้งหมดนี้ไม่ได้ชี้ว่ามีการทุจริต แต่สะท้อนให้เห็นความผิดปกติของกระบวนการที่ต้องการคำอธิบายอย่างเปิดเผย
อ่านทั้งหมดที่https://www.ilaw.or.th/articles/57682
กกต. อัปโหลดคะแนนรายหน่วย “ไม่ครบ” ทำให้ตรวจสอบความถูกต้องของผลเลือกตั้งไม่ได้
เมื่อกกต. ปิดเว็บไซต์รายงานผลที่มีข้อมูลเป็นระบบดิจิทัลไปแล้ว วิธีการเดียวที่ประชาชนหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งจะตรวจสอบดูได้ว่า การประกาศผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกต้องหรือไม่ คือ การรวมผลคะแนนจากทุกหน่วยเลือกตั้ง เข้ามาเป็นผลรวมว่า ใครชนะการเลือกตั้งได้เป็นสส. แบบแบ่งเขต และพรรคการเมืองใดได้คะแนนแบบบัญชีรายชื่อเท่าไรจากแต่ละเขต ก็คือต้องเปิดไฟล์ PDF ของเอกสาร สส.5/18 และเอกสาร สส. 5/18 (บช.) ที่เป็นสรุปคะแนนรายหน่วยดูทุกใบและรวมคะแนนด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละเขตเลือกตั้งจะมีประมาณ 170-250 หน่วย และนำผลรวมไปเปรียบเทียบกับผลรวมคะแนนทั้งหมดในเอกสาร สส. 6/1 และสส. 6/1 (บช.) ของหน่วยนั้นๆ
แต่อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบของ iLaw ในโฟลเดอร์ผลการนับคะแนนรายหน่วย บนเว็บไซต์ของสำนักงานกกต. กลาง ระหว่างวันที่ 1-8 มีนาคม 2569 พบว่า หลายเขตเลือกตั้งที่สุ่มตรวจสอบดู ยังอัปโหลดเอกสาร สส. สส.5/18 และเอกสาร สส. 5/18 (บช.) รวมทั้งผลการนับคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต เลือกตั้งล่วงหน้าในเขต และเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรไม่ครบทั้งหมด ทำให้ประชาชนไม่สามารถมีข้อมูลคะแนนรายหน่วยที่ครบถ้วนเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของการรวมคะแนนในเขตเลือกตั้งนั้นๆ และการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของกกต. ได้ บางเขตเลือกตั้ง เช่น ศรีสะเกษ เขต 9 แม่ฮ่องสอน เขต 2 ไม่มีข้อมูลคะแนนผลการเลือกตั้งรายหน่วยเลย
จากการสุ่มตรวจเอกสารรายงานผลคะแนนรายหน่วย และผลคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า จำนวน 17 เขต ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชัยนาท จังหวัดกระบี่ จังหวัดตาก จังหวัดสงขลา จังหวัดกาฬสินธุ์ และจังหวัดจันทบุรี พบว่า ไม่มีจังหวัดใดเลยที่ประกาศผลคะแนนรายหน่วยและอัปโหลดเอกสารได้ครบถ้วน โดยมีบางเขตเลือกตั้ง ได้แก่ กระบี่ เขต 1, กระบี่ เขต 2 และจันทบุรี เขต 3 ที่อัปโหลดเอกสารได้ครบถ้วน ขณะที่จังหวัดอุบลราชธานีขาดเอกสารเกือบร้อยหน่วย
บางกรณีที่เอกสารไม่ครบนั้น ไฟล์เอกสารหายไปเฉยๆ ซึ่งอาจหายไปทั้งโฟลเดอร์ หรือหายไปเป็นบางไฟล์ ส่วนบางกรณีเป็นการอัปโหลดไฟล์เอกสารที่มีปัญหา หรือบางกรณีเป็นการอัปโหลดไฟล์เอกสารผิด นำไฟล์อื่นมาไว้แทน ทำให้เอกสารจำนวนหนึ่งขาดหายไปและไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของการรวมคะแนนได้ ดังนี้
จังหวัด ชัยนาท ขาดไปอย่างน้อย 4 หน่วย
เขต 1 อ.สรรพยา ต.บางหลวง หน่วย 3 (อัพโหลดหน่วย 2 ซ้ำ)
เขต 1 อ.สรรพยา ต.โพนางดำออก หน่วย 5 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18
เขต 2 อ.เนินขาม ต.สุขเดือนห้า หน่วย2 เอกสาร ส.ส. 5/18 (บช) ไม่ครบ
เขต 2 อ.หันคา ต.ไพรนกยูง หน่วย 4 ไม่มีข้อมูล
จังหวัด กระบี่ ขาดไปอย่างน้อย 1 หน่วย
- เขต 1 อ.เมือง ต.ไสไทย หน่วย 1 ขาดเอกสาร ส.ส. 5/18(บช)
จังหวัด ตาก ขาดไปอย่างน้อย 7 หน่วย
เขต 1 อ.วังเจ้า ต.ประดาง หน่วย 2 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 (อัพโหลดหน่วย 1 ซ้ำ)
เขต 2 อ.พบพระ ต.พบพระ หน่วย 7,8,9 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18(บช)
เขต 3 อ.ท่าสองยาง ต.แม่ต้าน หน่วย 2 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18(บช) อัพโหลดเอกสารผิด
เขต 3 อ.ท่าสองยาง เทศบาลตำบลแม่ต้าน หน่วย 1-2 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18(บช)
จังหวัดสงขลา ขาดไปอย่างน้อย 51 หน่วย เทศบาลตำบลพะวงหายหมด
เขต 1 อ.เมืองสงขลา เทศบาลตำบลพะวง ไม่มีคะแนนทั้ง 44 หน่วย
เขต 1 อ.เมืองสงขลา เทศบาลนครสงขลา หน่วย 25,26,27 ไขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18(บช)
เขต 1 อ.เมืองสงขลา เทศบาลเมืองเขารูปช้าง หน่วย 10 ขาดเอกสาร ส.ส. 5/18 (บช)
เขต 2 อ.หาดใหญ่ เทศบาลนครหาดใหญ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 8 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18(บช)
เขต 2 อ.หาดใหญ่ เทศบาลนครหาดใหญ่ หน่วยเลือกตั้งที่ 46 มีเอกสาร ส.ส. 5/18 แต่ไม่มีข้อมูลอยู่ในนั้น
จังหวัด กาฬสินธ์ุ ขาดอย่างน้อย 18 หน่วย
เขต 1 อ.เมือง ต.ไผ่ หน่วย 9 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18 (บช)
เขต 2 อ.ยางตลาด ต.ยางตลาด หน่วยที่ 1-6 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18 (บช)
เขต 2 อ.ยางตลาด ต.หัวงัว หน่วยที่ 9 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18 (บช)
เขต 2 อ.ยางตลาด ต.อุ่มเม่า หน่วยที่ 3-4 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 และ ส.ส. 5/18 (บช)
จังหวัด จันทบุรี ขาดอย่างน้อย 6 หน่วย
เขต 1 อ.เมือง เทศบาลเมืองท่าช้าง หน่วย 3 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 (บช)
เขต 1 อ.แหลมสิงห์ ต.หนองชิ่ม หน่วย 2 ขาดเอกสาร ส.ส.5/18 (บช)
เขต 2 อ.แก่งหางแมว ต.เขาวงกต หน่วย 4 เอกสาร ส.ส. 5/18 (บช) ไม่ครบทุกแผ่น
เขต 2 อ.ท่าใหม่ ต.ตะกาดเง้า หน่วย 3 ขาด เอกสาร ส.ส. 5/18
เขต 2 อ.ท่าใหม่ ต.สองพี่น้อง หน่วย 3 เอกสาร ส.ส. 5/18 (บช) ไม่ครบทุกแผ่น
เขต 2 อ.ท่าใหม่ เทศบาลตำบลเขาบายศรี หน่วย 4 เอกสาร ส.ส. 5/18 (บช) ไม่ครบทุกแผ่น
คะแนนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตหาย 17 เขต
จากการตรวจสอบเอกสารทุกเขตเลือกตั้งทั้ง 400 เขตเลือกตั้ง เพื่อหาคะแนนออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า พบว่า อย่างน้อย 13 เขตเลือกตั้ง ไม่มีเอกสารสรุปผลการนับคะแนนของคนที่ออกเสียงเลือกตั้งล่วงหน้าในเขต เลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต และเลือกตั้งล่วงนอกราชอาณาจักรเลย ทั้ง ส.ส. 5/16, สส. 5/16, สส. 5/17, สส. 5/17 (บช) ได้แก่
จังหวัดขอนแก่น เขต 1 เขต 3 และ เขต 4
จังหวัดชลบุรี เขต 3
จังหวัดน่าน เขต 1
จังหวัดแม่ฮ่องสอน เขต 1
จังหวัดสงขลา เขต 5 และ 6
จังหวัดสระแก้ว เขต 2
จังหวัดสุพรรณบุรี เขต 2 และ 4 จังหวัดอุบลราชธานี เขต 2
จังหวัดปราจีนบุรี เขต 3 ไม่มีเอกสารเป็นไฟล์สแกน แต่อัปโหลดเป็นไฟล์สรุปคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งหมด
กกต. “ผิด-พลั้ง-ไม่ยั้งมือ” สู่ข้อวิจารณ์การเลือกตั้งไม่โปร่งใส
ท่ามกลางความผิดพลาด ข้อสงสัย และข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักต่อการทำงานของกกต. ความกังขาเหล่านี้ ประชาชนกลับมีโอกาสเห็นการปรากฏตัวของ กกต. ชุดใหญ่เพียงครั้งเดียวในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นำโดย ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เพื่อแถลงยืนยันมติ "ไม่" นับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ หลังจากนั้น บทบาทของ กกต. กลับลดเหลือเพียงการเผยแพร่เอกสารข่าวเป็นรายกรณี พร้อมเดินหน้าประกาศผลเลือกตั้งก่อนการประกาศผลคะแนน ซ้ำร้ายยังดำเนินคดีกับภาคประชาชนที่ออกมาเรียกร้องความโปร่งใส
นอกจากความเคลือบแคลงใจต่อ กกต. ชุดใหญ่แล้ว สังคมยังกังขาถึงความผิดพลาดชัดเจนในระดับหน่วยเลือกตั้ง ทั้งจากการทำงานของเจ้าหน้าที่หน้าหน่วยเลือกตั้งและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการจัดเลือกตั้งใหม่และนับคะแนนใหม่ในหลายพื้นที่ เช่นที่จังหวัดน่าน อุดรธานี และกรุงเทพมหานคร
เหตุผิดพลาด ฉีกบัตรผิด นับคะแนนไม่เปิดเผย ทำให้ต้องมีเลือกตั้งใหม่-นับคะแนนใหม่
8 กุมภาพันธ์ 2569 มีรายงานว่า เขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดน่าน หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่านเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งฉีกบัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตผิดรูปแบบจำนวน 69 ใบ ทำให้ประชาชนไม่สามารถออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งได้ ลักษณะการฉีกบัตรผิดรูปแบบเช่นนี้ยังพบที่เขตเลือกตั้งที่ 6 จังหวัดอุดรธานี หน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลโพนสูง อำเภอไชยวาน ในขณะที่เขตเลือกตั้งที่ 15 กรุงเทพมหานคร หน่วยเลือกตั้งที่ 9 แขวงคันนายาว เขตคันนายาว เกิดพายุฝนฟ้าคะนองขณะนับคะแนน ส่งผลให้แบบขีดคะแนนและบัตรเลือกตั้งและออกเสียงประชามติเสียหาย 12 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. มีมติสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่เฉพาะ 3 หน่วยดังกล่าว
นอกเหนือจากการสั่งนับคะแนนใหม่และลงคะแนนใหม่แล้ว วันที่17 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ได้มีมติสั่งให้ออกเสียงลงคะแนนใหม่อีก 1 หน่วย ในเขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา และนับคะแนนใหม่อีก 8 หน่วย ใน 5 จังหวัด เพราะจำนวนบัตรเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ
และ 24 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่เพิ่มอีก 9 หน่วยเลือกตั้ง สืบเนื่องจากข้อร้องเรียนของประชาชนผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งต่อพฤติการณ์ของ กปน. เช่น การมุดกระดาษแบบขีดคะแนนที่ติดซ้อนกันเข้าไปขีดคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ 6 กรุงเทพมหานคร หน่วยเลือกตั้งที่ 74 แขวงดินแดง เขตดินแดงและเขตเลือกตั้งที่ 4 จังหวัดตรัง หน่วยเลือกตั้งที่ 18 ตำบลกันตัง อำเภอกันตัง หรือกรณีการไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ประชาชนผู้สังเกตการณ์เห็น ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของการนับคะแนนได้ ในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร และหน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอสองพี่น้อง
ทว่ามีบางพื้นที่ที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีความผิดปกติที่อาจเป็นเหตุสงสัยให้มีการนับคะแนนใหม่ได้ แต่ที่สุดแล้ว กกต. ก็มีมติให้สั่งไม่นับคะแนนใหม่ หรือไม่มีมติให้ดำเนินการนับคะแนนใหม่ ดังกรณีตัวอย่างต่อไปนี้
เขตที่มีปัญหาชัดเจน กลับไม่ให้นับคะแนนใหม่
ชลบุรี เขต 1: กกต. ชี้หลักฐานในโซเชียลมีเดียไม่เพียงพอให้สั่งนับใหม่
สำหรับเหตุการณ์ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี เริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อประชาชนพบความผิดปกติหลายประการ ณ สนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี ซึ่งเป็นจุดรวมหีบบัตรเลือกตั้ง โดยพบว่า หีบบัตรจำนวนมากไม่ได้ถูกปิดผนึกด้วยสายรัดที่มีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่ ทั้งยังพบเอกสารสำคัญอย่างแบบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งถูกทิ้งอยู่ในถังขยะและกองรวมกับขยะวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ อีกทั้งพบว่าบางหน่วยเลือกตั้งในเขตดังกล่าวมีการรวมคะแนนผิดพลาด ยิ่งไปกว่านั้น ในวันดังกล่าวกล้องวงจรปิดในบริเวณนั้นกลับเสียพร้อมกันอย่างน่าสงสัย จนนำไปสู่การชุมนุมเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่ในเขตนี้
อ่านสรุปข้อเท็จจริงได้ที่นี่
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.พร้อมรองเลขาธิการ กกต. แถลงมติสั่งนับคะแนนใหม่และเลือกตั้งใหม่ในพื้นที่ต่างๆ แต่มีมติไม่สั่งนับคะแนนใหม่ในเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ด้วยเหตุผลว่า ไม่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม หรือการนับคะแนนเป็นไปโดยไม่โปร่งใส ซึ่งทางรองเลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงว่า สภาพความไม่เรียบร้อยที่ประชาชนพบน้ัน เกิดจากกระบวนการขนย้ายที่เร่งรีบเนื่องจากต้องคืนพื้นที่สนามแบดมินตันให้เทศบาลภายในวันนั้นพอดี
ในส่วนของพยานหลักฐาน กกต. ระบุว่าผู้ร้องเรียนทั้ง 10 กรณี รวมถึงผู้ที่มาให้ถ้อยคำ ไม่ได้เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ความผิดปกติโดยตรง และจากการตรวจสอบย้อนหลังไม่พบข้อทักท้วงระหว่างการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้ง มติดังกล่าวจึงเป็นการยืนยันความถูกต้องของการนับคะแนนเดิม ท่ามกลางคำถามของภาคประชาชนที่ยังคงติดใจในมาตรฐานการเก็บรักษาอุปกรณ์สำคัญของการเลือกตั้งในครั้งนี้
จันทบุรี: ยอดรวมคะแนนเกินจำนวนผู้มาใช้สิทธิ คะแนนปรับลด
ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ช่วงระหว่างเวลา 15.57-16.40 น. มีการปรับลดคะแนนของผู้สมัครหลายคน ซึ่งตามปกติแล้วคะแนนจะ “ลดลง” ไม่ได้ ระหว่างการรายงานคะแนนจะต้องมีแต่คะแนนที่เพิ่มขึ้น เช่น ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคภูมิใจไทย เวลา 15.57 มี 33,023 คะแนน แต่เมื่อเวลา 16.40 มี 31,182 คะแนน และยังพบข้อสังเกตว่า ภายหลังจากการประกาศตัวเลขดังกล่าวระบบรายงานผลได้มีการปรับเปลี่ยนตัวเลขคะแนนของผู้สมัครหลายรายลดลง เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนบัตรดีที่มีอยู่จริง นำไปสู่การตั้งคำถามถึงความถูกต้องแม่นยำของระบบ
จากข้อสังเกตดังกล่าว ผู้สมัคร สส. เขต 1 พรรคประชาชน และพรรคเศรษฐกิจ จึงได้ยื่นหนังสือต่อ กกต. ประจำจังหวัดจันทบุรี ขอให้เปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยและตรวจสอบความผิดปกติดังกล่าว รุ่งขึ้น วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เครือข่ายภาคประชาชน นำโดยนิติกร พันธ์มุกดา และกฤษฎา ดาราศร พร้อมด้วยประชาชนจำนวนหนึ่งที่ยังข้องใจในผลการเลือกตั้ง ได้เดินทางมายังสำนักงาน กกต.จังหวัดจันทบุรี และกระจายกำลังไปยังที่ว่าการอำเภอต่างๆ เพื่อขอตรวจสอบแบบ ส.ส. 5/18 และขอให้นับคะแนนใหม่ทั้งจังหวัด
ช่วงค่ำของวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ทาง กกต.จังหวัดจันทบุรี ได้นำแบบ ส.ส. 5/18 ฉบับจริง ออกมาแสดงให้ตัวแทนประชาชนตรวจสอบความถูกต้องในเบื้องต้น เพื่อลดความตึงเครียด ก่อนที่ประชาชนจะพบว่า แบบ ส.ส. 5/18 บางส่วนมีร่องรอยใช้น้ำยาลบคำผิดแก้ไขตัวเลข โดยผอ.กกต.จังหวัดจันทบุรี ยืนยันว่าได้รวบรวมพยานหลักฐานและส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง กกต.กลาง เพื่อพิจารณาคำร้องขอนับคะแนนใหม่ตามมาตรา 124 แล้ว แต่สุดท้ายไม่มีการนับคะแนนใหม่ทั้งเขตตามข้อเรียกร้องของประชาชน
อ่านสรุปข้อเท็จจริงได้ที่นี่
ปัญหาบาร์โค้ด-QR code สู่ข้อกังขาเลือกตั้ง “ไม่ลับ”
ในการเลือกตั้งสส. และการออกเสียงประชามติครั้งนี้ มีผู้สังเกตว่าบนบัตรเลือกตั้งสีชมพู หรือบัตรเลือกตั้งสส. แบบบัญชีรายชื่อ มีการพิมพ์บาร์โค้ด และบนบัตรเลือกตั้งสีเขียว หรือบัตรเลือกตั้งสส. แบบแบ่งเขต มีการพิมพ์คิวอาร์โค้ด (QR Code) เอาไว้ทุกใบ ต่อมาเมื่อมีผู้ทดลองสแกนบาร์โค้ดระบบบัญชีรายชื่อ พบว่ามีรูปแบบอักขระตรงกับรูปแบบเลขที่ของบัตรเลือกตั้งซึ่งระบุบนต้นขั้วบัตร ทั้งยังมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดในลักษณะเดียวกันปรากฏบนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งทั้งสองประเภทด้วย นำมาสู่ข้อถกเถียงว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ดังกล่าวขัดกับหลักการลงคะแนน “โดยตรงและลับ” ที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญและพ.ร.ป. สส.ฯ หรือไม่
โดยการแถลงของ กกต. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 มีส่วนหนึ่งชี้แจงถึงกรณีการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด โดยสรุปว่า แม้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดจะสามารถระบุบัตรเลือกตั้งได้ว่ามาจากใครและหน่วยใด แต่ถือว่าไม่ขัดต่อหลักการการลงคะแนนโดยตรงและลับ เพราะกระบวนการขั้นตอนการเก็บรักษาบัตรและต้นขั้วบัตรด้วยการใส่สายรัดที่ถุงใสและหีบบัตรเลือกตั้ง จะเป็นมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยที่ทำให้ไม่สามารถเปิดหีบตรวจสอบบัตรลงคะแนนและต้นขั้วบัตรได้ว่า บัตรเลือกตั้งใบนั้นเป็นของผู้ใดหรือลงคะแนนให้ผู้ใด
“ไม่มีใครสามารถไปเปิดดูว่ามีบัตรของใครอย่างไร ต่อให้กกต.เองก็ไม่มีอำนาจครับ จะเปิดได้ในกรณีเดียวที่มีการสั่งให้นับคะแนนใหม่” รองเลขาธิการกกต. ระบุ
ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กกต.ออกเอกสารชี้แจง ย้ำหลักการออกเสียงโดยตรงและลับ ระบุว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการมาใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครองและห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และป้องกันไม่ให้เกิดการกดดันหรือแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมทั้งยืนยันว่า การเลือกตั้งเป็นไปภายใต้หลักการออกเสียงโดยตรงและลับ และมีมาตรการทางกฎหมายรองรับชัดเจน
13 มีนาคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเผยแพร่เอกสารประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่า คณะผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าสามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับถึงตัวผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นความลับ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อันมีลักษณะเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6:3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569
เร่งประกาศผล ไม่สน “คะแนน”: รับรองผล สส. 499 คน ทั้งที่ยังประกาศคะแนนรายหน่วยไม่ครบถ้วน
ภายหลังจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลงและมีการรายงานคะแนนที่ 94% บนหน้าเว็บไซต์ ECT Report แล้ว สำนักงาน กกต. แต่ละจังหวัดก็เริ่มทยอยอัปโหลดรายงานผลการนับคะแนนรายหน่วย หรือที่เรียกว่า แบบ ส.ส. 5/18 และ ส.ส. 5/18 (บช) ขึ้นเผยแพร่บนเว็บไซต์ของสำนักงาน กกต. โดยใช้รูปแบบโฟลเดอร์ใน google drive แยกเป็นจังหวัดๆ ต่อมาวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ส่วนกลางได้ประกาศเอกสารสรุปผลการเลือกตั้งในแต่ละเขต หรือที่เรียกว่าแบบ ส.ส. 6/1 และแบบ ส.ส. 6/1 (บช) ในรูปแบบGoogle Drive ที่บรรจุไฟล์สแกนให้ประชาชนตรวจสอบเอง จากนั้นในวันถัดมา (20 กุมภาพันธ์ 2569) กกต. ได้ปิดการรายงานผลบนเว็บไซต์ ECT Report โดยระบุเพิ่มเติมว่าจะเปิดเผยรายงานผลการนับคะแนนในรูปแบบแดชบอร์ด (Dashboard) ต่อไป ก่อนจะรับรองผลการเลือกตั้ง สส. 396 เขตในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 และอีก 3 เขต ในวันที่ 4 มีนาคม 2569 พร้อมกับประกาศรับรอง สส. ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยในวันที่ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการนั้นประชาชนยังไม่ทราบผลคะแนนว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคนได้กี่คะแนน และพรรคการเมืองได้คะแนนระบบบัญชีรายชื่อเท่าไร