โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เลิกสัญญา 'ไฮสปีด 3 สนามบิน' ทำได้จริงหรือแค่โยนหินถามทาง ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

นับจากปิดดีลเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 ถึงขณะนี้ปี 2569 รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. วงเงิน 224,544 ล้านบาท มีบริษัท เอเชีย เอราวัน จำกัด (กลุ่ม ซี.พี.) เป็นคู่สัญญารับสัมปทาน 50 ปี ยังคงไม่ได้ฤกษ์ตอกเข็ม

ติดปัญหา “แก้สัญญาร่วมทุน” ซึ่งเอกชนขอเปลี่ยนวิธีการชำระเงินจากเดิมเอกชนต้องหาเงินมาก่อสร้างให้เสร็จ 5 ปี และการรถไฟฯจ่ายค่าร่วมทุน 10 ปี หลังเปิดบริการ เป็น “สร้างไปจ่ายไป“ เหตุจากวิกฤตโควิด เอกชนหาแหล่งเงินสนับสนุนโครงการได้ยาก

”พิพัฒน์” ไม่แก้ไขสัญญา ส่งซิกบอกเลิกได้

ผ่านมา 6 ปี สถานะของโครงการรอลุ้น “รัฐบาลอนุทิน” ชี้ชะตา ให้ไปต่อหรือปล่อยให้โครงการชะลอยาว

ล่าสุด นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยื่นคำขาดกับผู้บริหารกลุ่ม ซี.พี. หลังมีการหารืออย่างไม่เป็นทางการว่า ”จะไม่แก้ไขสัญญา“ โดยเฉพาะการจ่ายเงินแบบ ”สร้างไปจ่ายไป“ เพราะยอมรับไม่ได้ พร้อมส่งซิก ถ้าหากเอกชน “ไม่ไหว” อยากจะขอยกเลิกสัญญาก็แจ้งมาที่คมนาคม หรือการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะคู่สัญญาหรือคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาตามขั้นตอน

”จากเหตุการณ์สู้รบตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความผันแปรด้านพลังงาน ต้นทุนการก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง ที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งมีมติคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ กรณีเอกชนที่มีสัญญาแล้ว หากไม่สามารถดำเนินการโครงการต่อไปได้ รัฐเปิดโอกาสให้บอกเลิกสัญญาได้ ซึ่งตนหารือและแจ้งกับเอกชนเป็นการภายใน แต่ไม่ขอบอกว่าเป็นผู้บริหารคนไหน เป็นการพูดคุยส่วนตัว หากเอกชนอยากเจรจาจะให้เลขาฯ อีอีซี เปิดเจรจาอย่างเป็นทางการ“

การส่งสัญญาณจาก “พิพัฒน์” นำไปสู่คำถามตามมาว่าสัญญา PPP โครงการระดับ 2 แสนล้านบาท จะเข้าข่ายมาตรการเยียวยาสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งกรมบัญชีกลางระบุว่าเป็น “เหตุสุดวิสัย” สามารถนำมาใช้เพื่อขอยกเลิกสัญญาได้หรือไม่

อีอีซี-กลุ่ม ซี.พี.-การรถไฟฯ หารือ 8 พ.ค.นี้

ขณะที่แหล่งข่าวจากสำนักงานกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือ สกพอ. กล่าวว่าวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 จะมีการประชุมหารือร่วมกัน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย สกพอ. การรถไฟฯ และกลุ่ม ซี.พี. ถึงแนวทางตามที่นายพิพัฒน์ได้ออกมาระบุให้เอกชนสามารถยกเลิกสัญญาได้ว่าสัญญารถไฟความเร็วสูงอีอีซี ซึ่งเป็นสัญญาร่วมทุน และอยู่คนละฐานกฎหมายกันจะสามารถดำเนินการหรือไม่

“วันที่ 8 พฤษภาคมนี้ จะหารือเรื่องที่รองนายกรัฐมนตรีพิพัฒน์ ระบุว่าไม่แก้สัญญา ในประเด็นเงินร่วมลงทุนและทางออกอื่น ๆ หากรัฐบาลไม่แก้สัญญาให้ ต้องดูว่าเอกชนจะหาทางออกอย่างไร”

ด้านแหล่งข่าวจากกลุ่ม ซี.พี. กล่าวว่า ต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาลและผู้ใหญ่ของบริษัทว่าเดินหน้าต่อหรือจะเสนอทางอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ ถ้าหากรัฐไม่แก้สัญญาจะมีอะไรที่จะมาช่วยเหลือภาคเอกชนได้ อย่างไรก็ตามการบอกเลิกสัญญาโดยใช้เหตุสุดวิสัยจากสงครามตะวันออกกลาง ตามที่กรมบัญชีกลางได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อเยียวยาผู้รับเหมาก่อสร้าง

สัญญาบอกเลิกได้หากเป็นเหตุสุดวิสัย

โดยระบุว่าสัญญาที่ยังไม่ได้เซ็นหรือยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้างก็สามารถยกเลิกสัญญาได้ คงไปต้องดูว่าจะสัญญาร่วมทุนรถไฟความเร็วสูงจะเข้าเกณฑ์หรือไม่ เพราะมาตรการที่ออกมาเป็นสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งของเราหากมองตามบริบทสงครามตะวันออกกลาง ก็ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริง

“สัญญาร่วมทุน PPP ที่ทำไว้กับการรถไฟฯมี 4 ประเด็นที่สามารถหยิบมาพิจารณาเพื่อยกเลิกสัญญาได้ เช่น เอกชนผิดสัญญา การรถไฟฯ ผิดสัญญา เกิดเหตุสุดวิสัยหรือเหตุผ่อนผัน ถ้าหากใช้ข้อเหตุสุดวิสัยมาเป็นการบอกเลิกสัญญาก็ไม่ได้มีการการันตีว่า ความเสียหายจะคุยกันอย่างไร

ทั้งนี้ หากการรถไฟฯมีความเสียหายก็คงต้องยึดเงินหลักประกันสัญญาของเอกชนที่ทำไว้ช่วงเซ็นสัญญา 2,000 ล้านบาท ถ้าไม่พอก็ฟ้องร้องเอกชน แต่ถ้าไม่เสียหายก็ไม่ยึด ก็ต้องมาคุยกัน แต่ทั้งหมดเป็นเพียงแค่ข้อคิดเห็น ยังไม่มีข้อสรุปใด ๆ”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในสัญญาระบุว่าทั้งสองฝ่าย มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ถ้าหากเป็นเหตุสุดวิสัย เหตุผ่อนผัน แต่ก็ต้องมาว่ากันต่อไป เช่น กระบวนการทางข้อกฎหมาย ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ยินสัญญาณจากผู้ใหญ่ ซึ่งหน้าที่หลักที่ได้รับนโยบายคือ ให้เตรียมเปิดประมูลคัดเลือกผู้รับเหมา ทั้งก่อสร้าง และงานระบบ แต่เป็นการดำเนินการก่อนที่จะเกิดสงครามตะวันออกกลาง และได้หยุดกระบวนการทั้งหมดไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

“ตอนนี้ยังไม่รู้นโยบาย แต่เราก็พยามทำโครงการให้พร้อมเดิน แต่จะไปต่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของทางผู้ใหญ่และรัฐบาล ที่ผ่านมาแต่ก็ลงทุนไปค่อนข้างมากแล้ว ประมาณปีละ 1,000 ล้านบาท รวมถึงมีการเพิ่มทุนจาก 4,000 ล้านบาท เป็น 7,000 ล้านบาทแล้วด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการและรักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ที่สัญญาที่ปรับใหม่ มี 2 เงื่อนไขที่รอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา คือ ปรับวิธีการจ่ายเงินเป็นสร้างไปจ่ายไป ซึ่งนโยบายรัฐไม่ยอมรับ ยืนยันให้ใช้เงื่อนไขเดิมที่เอกชนมีหน้าที่ก่อสร้างให้เสร็จก่อน 2.ชำระค่าใช้สิทธิแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แบ่งชำระ 7 งวด ยืนยันให้ใช้เงื่อนไขเดิมเช่นกัน คือ จ่ายหมดในงวดเดียวถึงจะได้สิทธิการเดินรถ

“ที่ผ่านมาเอกชนพยายามที่จะเดินหน้าโครงการ จึงเจรจาเรื่องปรับเงื่อนไขจ่ายเงิน โดยยอมวางหลักประกันเพิ่มเติม แต่หลักการตอนนี้ ฝ่ายนโยบายยืนยันไม่แก้สัญญา ทางการรถไฟฯคงต้องนัดหารือเอกชนและอีอีซี เพื่อเจรจากันอย่างเป็นทางการ คาดว่าในเดือนพฤษภาคมนี้ และหวังให้ได้ข้อสรุปชัดเจนในเดือนกรกฎาคมนี้”

อย่างไรก็ตาม กรณีเอกชนขอเลิกสัญญาและรัฐพิจารณาให้เลิกสัญญาได้ การรถไฟฯมีแผนสำรองในการดำเนินโครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบินเอง ขณะนี้ EIA ผ่านแล้ว เวนคืนแล้วปัญหาอุปสรรคเรื่องพื้นที่ไม่มีแล้ว มีจุดที่ต้องเร่งรัด คือ ช่วงใช้โครงสร้างร่วมรถไฟไทย-จีน สัญญา 4-1 และบริเวณอุโมงค์ลอดใต้รันเวย์สนามบินอู่ตะเภา ส่วนแนวเส้นทางจุดอื่น ยังพอมีเวลาก่อสร้าง

“กรณีเลิกสัญญา แม้ว่ารถไฟจะเป็นผู้ก่อสร้างเอง แต่กระบวนการจะล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อย 2-3 ปี เนื่องจากต้องเริ่มต้นโครงการใหม่ตั้งแต่ออกแบบรายละเอียด เปิดประมูลก่อสร้าง ส่วนระยะเวลาก่อสร้างยังคงอยู่ที่ 5 ปีครึ่ง รวมแล้วก็ใช้เวลา 7-8 ปี ซึ่งเป็นการสูญเสียทางต้นทุนและเวลา”

ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะเชิญผู้ยื่นข้อเสนอรายที่ 2 คือ กลุ่มบริษัท บีทีเอส มาเจรจา นายอนันต์กล่าวว่า เรื่องนี้ตอบยาก เพราะต้องพิจารณาระเบียบที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากโครงการมีการประมูลเสร็จสิ้นและมีคู่สัญญาแล้ว ขณะที่เอกชนที่เข้าร่วมประมูลได้มีการคืนหลักประกันซองและหนังสือยืนราคาน่าจะหมดอายุไปแล้ว

คงต้องลุ้นว่ารัฐ-เอกชนจะหาทางลงและทางสายกลาง ผ่าทางตันรถไฟความเร็วสูงสายนี้อย่างไร!!

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เลิกสัญญา ‘ไฮสปีด 3 สนามบิน’ ทำได้จริงหรือแค่โยนหินถามทาง ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...