‘สุภา’ ไล่ไทม์ไลน์ โต้ ป.ป.ช.ชี้มูลคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ฯ ผิด 157 ยันไม่เข้าองค์ประกอบ-รายงานตัวศาลสัปดาห์นี้
‘สุภา’ ไล่ไทม์ไลน์ โต้ ป.ป.ช.ชี้มูลคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ฯ ผิด 157 – เผยสรรพากรตามบี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน ยังไม่เสียหาย – ไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เตรียมรายงานตัวต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯสัปดาห์นี้
ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีกรรมการ ป.ป.ช. ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 และ 157 กรณีนางสาวสุภา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่สั่งให้เพิกถอนการประเมินภาษีนายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชอนวัตร ทำให้กรมสรรพากรไม่สามารถจัดเก็บภาษีจากการซื้อ-ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาทนั้น
นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจ้งว่า กรณีที่บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จำกัด โอนหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชินวัตร นอกตลาดหลักทรัพย์ในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาซื้อ-ขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปฯ ในตลาดหลักทรัพย์ ขณะนั้นมีราคาอยู่ที่ 49.50 บาทต่อหุ้น ทางกรมสรรพากรจึงได้มีการประเมินภาษีจากการซื้อ-ขายหุ้นดังกล่าว ต่อมาในปี 2552 นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ต่อศาลภาษีอากรกลาง ขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีจากการซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ปฯ ของกรมสรรพากร
และในระหว่างที่ต่อสู้ที่ศาลภาษีอากรกลาง ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำวินิจฉัยศาลวินิจฉัยว่า นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร เป็นเพียงตัวแทนเชิด โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และนางพจมาน ชินวัตร (นามสกุลในขณะนั้น) ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นบริษัทชินคอร์ปที่แท้จริง แม้จะมีชื่อของบุตรทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดทะเบียนก็ตาม จึงพิพากษาให้เงินที่ได้จากการขายหุ้น 46,373 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน และต่อมาเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษีดังกล่าว เนื่องจากนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง
จากคำพากษาของศาลฎีกาฯ ในคดีดังกล่าวนี้ ส่งผลทำให้การประเมินภาษีการซื้อ-ขายหุ้น มุ่งเน้นไปที่ตัวการที่แท้จริงมากกว่าตัวแทนเชิดในเวลาต่อมา
ต่อมา สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด จึงทำหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 14 มีนาคม 2554 ส่งถึงนายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ลงนามรับทราบเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2554 โดยสำนักงานคดีภาษีอากรได้มีความเห็นว่า “คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ดังกล่าวชอบด้วยเหตุผลทั้งข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายแล้ว ไม่ควรอุทธรณ์” หากกรมสรรพากรและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของกรมสรรพากรประสงค์จะอุธรณ์คดีนี้ ขอให้แจ้งสำนักงานคดีภาษีอากรทราบภายในวันที่ 25 มีนาคม 2554 โดยคดีนี้จะครบกำหนดอุทธรณ์ภายในวันที่ 29 มีนาคม 2554 และอาจขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ออกไปได้อีก 30 วัน
1. ขอให้พิจารณาตรวจสอบแนวปฏิบัติเดิม กรณีที่เคยที่การฟ้องร้อง หรือ อุทธรณ์การถือหุ้นแทน เทียบเคียงกับกรณีของนายพานทองแทน และพินทองทา ถ้ามี ก็เห็นควรให้อุทธรณ์ต่อไป
2. หากไม่เคยมีแนวปฏิบัติ ตามข้อ 1. ก็ให้ตรวจสอบว่า หุ้นชินคอร์ปฯที่นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ถือครอง เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นชินคอร์ปฯ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือไม่ “ถ้าใช้ ก็เห็นสมควรไม่อุทธรณ์”
ต่อมา กรมสรรพากรได้ทำหนังสือแจ้งกลับมาว่า หุ้นชินคอร์ปฯที่นายพานทองแท้ และพินทองทา ถือครองนั้น เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นชินคอร์ปฯ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และอัยการสูงสุดมีความเห็น ไม่อุทธรณ์ ตามหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 14 มีนาคม 2554
หลังจากที่ได้รับรายงานจากกรมสรรพากร นางสาวสุภา ก็ได้ทำบันทึกข้อความด่วนที่สุดลงวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ถึงอธิบดีกรมสรรพากรว่า “กระทรวงการคลังรับทราบการตรวจข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาไม่อุทธรณ์คดีแล้ว และมีข้อสังเกตเพิ่มเติม ให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นชอนคอร์ปฯ นอกตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงดังกล่าวต่อไป” จากนั้นนางสาวสุภาทำบันทึกข้อความด่วนที่สุดไปถึงอธิบดีกรมสรรพากรนั้น ยังมีอายุความในการเรียกเก็บภาษีจากการซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ป ฯเหลืออยู่กว่า 1 ปี หลังจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรที่จะต้องประเมินภาษีจากเจ้าของหุ้นตัวจริง ซึ่งนางสาวสุภา บอกว่า ไม่ทราบแล้ว
ต่อมาในช่วงปี 2560-2561 นายประสงค์ พูนธเนศ อดีตอธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น ได้มาแจ้งตนว่าได้ให้เจ้าหน้าที่ออกหนังสือแจ้งประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 17,629 ล้านบาท ต่อมา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร และพวก ต่อศาลภาษีอากรกลาง โดยขอให้เพิกถอนแบบแจ้งการประเมินภาษีของกรมสรรพากร ปรากฏว่ากรมสรรพากรแพ้คดี ศาลภาษีอากรกลางสั่งเพิกถอนแบบแจ้งการประเมินภาษี เนื่องจากไม่ได้มีการออกหมายแจ้งประเมินภายใน 5 ปี คือภายในวันที่ 31 มีนาคม 2555กรมสรรพากรจึงยื่นอุทธรณ์ ต่อมา ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินภาษี กรมสรรพากรยื่นฎีกาตามกฎหมาย ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ 17,629 ล้านบาท ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ เนื่องจากศาลฎีกา ได้มีคำวินิจฉัยว่า กรณีนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ได้ถือหุ้นไว้แทน พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมถือว่าบุคคลทั้งสองเป็นตัวแทนเชิดของพ.ต.ท.ทักษิณ และเมื่อกรรมสรรพากรได้มีการออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีต่อนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาไว้แล้วภายใน 5 ปี ก็ย่อมมีผลผูกพันต่อตัวการด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 797 มาตรา 820 และมาตรา 821 จึงถือว่าการที่จำเลยที่ 1 เคยออกหมายเรียกนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ย่อมผูกพันกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นตัวการเท่ากับว่าได้มีการออกหมายเรียกโจทก์แล้วสามารถประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มได้ โดยไม่ต้องมีการออกหมายเรียกอีก ดังนั้น กรมสรรพากร จึงประเมินภาษีนายทักษิณ โดยอ้างว่ามีการออกหมายเรียกนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของนายทักษิณแล้ว และใช้ข้อมูลเดิมที่มีการตรวจสอบและประเมินภาษีไว้มาประเมินภาษี พ.ต.ท.ทักษิณ ได้
“ก่อนหน้านี้ตนได้เคยสอบถาม ดร.กุลยา ตันติเตมิท อดีตอธิบดีกรมสรรพากรที่เพิ่งลาออกไปว่าได้มีดำเนินการเรียกเก็บภาษีเงินได้จาก พ.ต.ท.ทักษิณ 17,629 ล้านบาท ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างไร ดร.กุลยา ตอบว่า “กำลังตามเก็บภาษีและติดตามทรัพย์อยู่ค่ะ” ดังนั้น กรณีนี้ยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น เพราะอยู่ระหว่างการติดตามทรัพย์ เพื่อนำมาเสียภาษี จึงไม่เข้าองค์ประกอบของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ไปตามที่กล่าวมาทั้งหมด ส่วนอธิบดีกรมสรรพากรท่านอื่นได้ประเมินภาษี พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ ตนไม่ทราบ เพิ่มมาทราบในปี 2560-2561 จากนายประสงค์ พูนธเนศ ได้ดำเนินการออกแบบแจ้งประเมินภาษี พ.ต.ท.ทักษิณไปแล้ว” นางสาวสุภา กล่าว
นางสาวสุภา กล่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด ตนได้รับจดหมายจากสำนักงาน ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 17.35 น. แจ้งให้ตนไปรายงานตัวต่อศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 แต่ไม่ได้ไปรายงานตัวตามหมาย เนื่องจากน้องสาวป่วย ตอนเช้าต้องพาน้อวงสาวไปพบแพทย์ตามนัด รวมทั้งตนยังไม่เตรียมหลักทรัพย์ประกันตัว และทนายความ จึงยังไม่ได้ไปรายงานตัวต่อศาล คาดภายในสัปดาห์นี้จะไปรายงานตัวต่อศาล ยืนยันไม่ได้คิดหนี เพราะไม่รู้จะหนีไปไหน