โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'น้ำกับน้ำมัน' ทรัพยากรล้ำค่า-เสี่ยงพอกัน ในสงครามตะวันออกกลาง

MATICHON ONLINE

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
ภาพรอยเตอร์

ตะวันออกกลาง – การเปิด “ปฏิบัติการมหากาพย์พิโรธ” ของกองทัพสหรัฐอเมริกา ร่วมกับ “ปฏิบัติการสิงโตคำราม” ของกองทัพอิสราเอล ในการโจมตีอิหร่านครานี้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ มุ่งขจัดภัยคุกคามจากอิหร่าน ทั้งจากโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ ที่สหรัฐอ้างว่าเข้าใกล้จะพัฒนาเป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้ซึ่งเป็นภัยคุกคามโลก แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีเป้าหมายแฝง นั่นคือ การมุ่งกำจัดระบอบปกครองอันกดขี่ของอิหร่านที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันให้สิ้นซาก ส่งผลให้อิหร่านโจมตีโต้กลับที่ยังลุกลามไปถึงเพื่อนบ้านรัฐอ่าวเปอร์เซียให้ได้รับผลกระทบเลวร้ายไปด้วย โดยเตหะหรานอ้างว่าเป็นการโจมตีมุ่งต่อเป้าหมายที่เป็นผลประโยชน์ของสหรัฐในประเทศเหล่านั้นเท่านั้น

แต่การโจมตีตอบโต้แบบฟาดงวงฟาดงาของอิหร่านกลับกลายไปทำลายแหล่งผลิตและคลังเก็บน้ำมันดิบของหลายชาติเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย และการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบสำคัญประมาณ 1 ใน 5 ของโลก และประมาณ 20% ของก๊าซธรรมชาติเหลวจากอ่าวเปอร์เซียไปตลาดทั่วโลก ได้สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลกด้วยความห่วงกังวลเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานน้ำมันว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกถีบแรงก่อนจะพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2022 ไปเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ทำให้นานาประเทศต้องเร่งหามาตรการเพื่อรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะขาดแคลนน้ำมันโดยด่วน

ทว่ามีเสียงเตือนจากนักวิเคราะห์ว่า ทรัพยากรที่อาจเสี่ยงที่สุดอาจไม่ใช่แค่ “น้ำมัน” แต่หากเป็น “น้ำ” ที่มีความเปราะบางอย่างมากในภูมิภาคที่อุดมด้วยพลังงานแต่แห้งแล้งแห่งนี้ โดยเมื่อวันอาทิตย์(9 มี.ค.) บาห์เรนกล่าวหาอิหร่านว่าทำให้โรงงานผลิตน้ำจืดแห่งหนึ่งของตนเสียหาย แต่ก่อนหน้านั้นอิหร่านกล่าวอ้างว่าสหรัฐได้โจมตีทางอากาศ จนทำให้โรงงานผลิตน้ำจืดของอิหร่านเสียหาย

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตน้ำจืดที่สกัดจากน้ำทะเลหลายร้อยแห่งตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงประชากรในภูมิภาค ที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงภัยจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนของอิหร่าน หากโรงงานผลิตน้ำจืดเหล่านี้ถูกโจมตีเสียหาย เมืองใหญ่ต่างๆ ในภูมิภาคนี้ ก็จะไม่สามารถจัดหาน้ำจืดให้กับประชาชนหลายล้านคนได้ นั่นทำให้โครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดหาน้ำจืดในอ่าวเปอร์เซีย มีความเปราะบางไม่แพ้กัน!!

ในคูเวต น้ำดื่มประมาณ 90% มาจากการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล ในโอมานประมาณ 86% และในซาอุดีอาระเบียราว 70% โดยใช้เทคโนโลยีกำจัดเกลือออกจากน้ำทะเล ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะทำโดยการดันน้ำผ่านเยื่อกรองละเอียดมาก ในกระบวนการที่เรียกว่า Reverse Osmosis เพื่อผลิตน้ำจืดหล่อเลี้ยงเมือง โรงแรม ภาคอุตสาหกรรม และการเกษตรบางส่วนในตะวันออกกลาง

ไมเคิล คริสโตเฟอร์ โลว์ ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางแห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ ในสหรัฐ กล่าวว่า ทุกคนคิดว่าซาอุดีอาระเบียและชาติเพื่อนบ้านเป็นรัฐที่พึ่งพาน้ำมัน แต่ตนมองว่าประเทศในภูมิภาคนี้เป็นอาณาจักรน้ำเค็ม เป็นมหาอำนาจทางทรัพยากรน้ำที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์โดยอาศัยเชื้อเพลิงฟอสซิล สิ่งนี้เป็นทั้งความสำคัญครั้งยิ่งใหญ่ของศตวรรษที่ 20 แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นความเปราะบางรูปแบบหนึ่ง

เค้าลางของโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำจืดสำคัญในรัฐอ่าวเปอร์เซีย ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม เริ่มต้นขึ้นเมื่ออิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีท่าเรือเจเบลอาลี ในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(ยูเออี) ซึ่งอยู่ห่างจากโรงงานผลิตน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไปเพียง 19 กม.เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังเกิดความเสียหายกับโรงไฟฟ้าและน้ำประปาฟูไจราห์ F 1 ในยูเออี และโรงงานผลิตน้ำจืดโดฮาเวสต์ ในประเทศคูเวต ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นผลมาจากการโจมตีท่าเรือใกล้เคียงหรือเศษซากโดรนที่ถูกยิงสกัดไว้ได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา บาห์เรน ประเทศที่เป็นที่ตั้งกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐ ได้กล่าวหาอิหร่านว่า การโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างไม่เลือกหน้าของอิหร่าน ได้สร้างความเสียหายให้กับโรงงานผลิตน้ำจืดแห่งหนึ่งของบาห์เรน แม้จะไม่ได้ระบุว่าการจ่ายน้ำประปาจากโรงงานผลิตแห่งนั้นหยุดชะงักไปหรือไม่ก็ตาม

ขณะที่อิหร่านกล่าวอ้างก่อนหน้านั้นว่าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐ สร้างความเสียหายให้กับโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลของอิหร่าน ซึ่งนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวว่า การโจมตีเกาะ Qeshm Island ในช่องแคบฮอร์มุซ ได้ตัดการจ่ายน้ำประปาให้กับ 30 หมู่บ้าน ซึ่งสหรัฐเป็น “ผู้สร้างแบบอย่างในการทำเช่นนี้เอง ไม่ใช่อิหร่าน!”

เดวิด มิเชล นักวิจัยอาวุโสด้านความมั่นคงทางน้ำ แห่งศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ บอกว่า โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (desalination) หลายแห่งในอ่าวเปอร์เซีย มีการบูรณาการทางกายภาพกับโรงไฟฟ้า ในลักษณะโรงไฟฟ้าร่วมผลิต (co-generation) ดังนั้น หากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ก็อาจทำให้การผลิตน้ำจืดหยุดชะงักไปด้วย แม้ในกรณีที่โรงงานเหล่านี้เชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติและมีเส้นทางสำรองสำหรับจ่ายไฟ แต่เหตุขัดข้องที่เกิดขึ้นก็ยังสามารถลุกลามเป็นลูกโซ่ไปทั่วระบบที่เชื่อมโยงกันได้ เขามองว่า แม้อิหร่านจะไม่มีศักยภาพที่จะตอบโต้ได้ทัดเทียมกับสหรัฐและอิสราเอล แต่อิหร่านมีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายให้กับประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เพื่อกดดันให้เข้ามาแทรกแซงหรือเรียกร้องให้ยุติการสู้รบได้

ด้านเอ็ด คัลลิแนน บรรณาธิการประจำภูมิภาคตะวันออกกลางของ Global Water Intelligence ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์ที่ให้ข้อมูลแก่ภาคอุตสาหกรรมน้ำ กล่าวให้เห็นถึงความเปราะบางของทรัพยากรน้ำในภูมิภาคตะวันออกกลางต่อภาวะสงครามว่า โรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลมีหลายขั้นตอน ได้แก่ระบบรับน้ำ ระบบบำบัดน้ำ ไปจนถึงแหล่งพลังงาน หากส่วนใดส่วนหนึ่งในห่วงโซ่นี้ได้รับความเสียหาย ก็อาจทำให้การผลิตหยุดชะงักได้ ทรัพย์สินหรือโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ไม่ได้มีการป้องกันมากไปกว่าพื้นที่ในเมืองทั่วไปที่ขณะนี้กำลังถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธหรือโดนอยู่ในขณะนี้

รัฐบาลชาติรัฐอ่าวและสหรัฐตระหนักมานานแล้วถึงความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่มีต่อเสถียรภาพของภูมิภาค หากโรงงานผลิตน้ำจืดขนาดใหญ่ถูกโจมตีจนใช้งานไม่ได้ หลายเมืองใหญ่ในรัฐอ่าวอาจประสบปัญหาไม่มีน้ำดื่มบริโภคภายในไม่กี่วัน การวิเคราะห์ของซีไอเอในปี 2010 เตือนว่าการโจมตีโรงงานผลิตน้ำจืด อาจก่อให้เกิดวิกฤตระดับชาติในหลายประเทศรัฐอ่าว และหากอุปกรณสำคัญถูกทำลาย การหยุดชะงักก็อาจยืดเยื้อเป็นเวลาหลายเดือน

เอกสารลับทางการทูตของสหรัฐ ที่รั่วไหลออกมาในปี 2008 ยังเตือนว่า ริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย ผู้คนจะต้องอพยพภายใน 1 สัปดาห์ หากโรงงานผลิตน้ำจืดจูเบลที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งอ่าว ท่อส่งน้ำหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหายร้ายแรง

ขณะที่มีรายงานว่า น้ำจืดที่มีการผลิตในรัฐอ่าวมากกว่า 90% มาจากโรงงานเพียง 56 แห่ง และโรงงานเหล่านี้แต่ละแห่งมีความเสี่ยงอย่างมากต่อการถูกก่อวินาศกรรมหรือปฏิบัติการทางทหาร สำหรับซาอุดีอาระเบียและยูเออี ได้ลงทุนในโครงข่ายท่อส่งน้ำ อ่างเก็บน้ำและระบบสำรองอื่นๆ ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่การผลิตอาจหยุดชะงักในระยะสั้น แต่รัฐอ่าวที่มีขนาดเล็กกว่า อย่างบาห์เรน กาตาร์ และ คูเวต มีระบบสำรองน้ำน้อยกว่า

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอย่างรุนแรง ก็เป็นปัญหาท้าทายที่คุกคามต่อแหล่งการผลิตน้ำจืดในภูมิภาคนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้วเช่นกัน

ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศรัฐอ่าวเคยประสบปัญหาด้านทรัพยากรน้ำ โดยในสงครามรุกรานคูเวตของอิรักช่วงปี 1990-1991 และสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ตามมาในภายหลัง กองทัพอิรักได้ก่อวินาศกรรมโจมตีโรงไฟฟ้าและโรงงานผลิตน้ำจืดหลายแห่ง ขณะที่มีการปล่อยน้ำมันดิบหลายล้านบาร์เรลลงสู่ทะเลในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้เกิดการรั่วไหลของน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ คราบน้ำมันขนาดมหึมาได้ปนเปื้อนเข้าสู่ท่อรับน้ำทะเลในโรงงานผลิตน้ำจืดทั่วภูมิภาค ทำให้ต้องเร่งติดตั้งทุ่นป้องกันรอบวาล์วรับน้ำของโรงงานผลิตน้ำจืดสำคัญหลายแห่ง

ความเสียหายดังกล่าวส่งผลให้ คูเวต ประสบภาวะขาดแคลนน้ำจืดและต้องพึ่งการนำเข้าน้ำฉุกเฉิน การฟื้นฟูระบบการผลิตน้ำจืดให้กลับมาอย่างเต็มรูปแบบต้องใช้เวลาหลายปี

เมื่อไม่นานมานี้ลุ่มกบฎฮูตีในเยเมนก็ได้โจมตีโรงงานผลิตน้ำจืดของซาอุดีอาระเบียท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคเช่นกัน

เหตุการณ์ที่ผ่านมาและสถานการณ์โจมตีที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง กำลังตอกย้ำให้เห็นอีกครั้งถึงการเสื่อมถอยของบรรทัดฐานที่มีมายาวนานในแง่ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตลอดจนบทบัญญัติในอนุสัญญาเจนีวาที่ว่าด้วยการห้ามโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำดื่ม

ภายใต้สงครามความขัดแย้ง บรรทัดฐานที่ยึดเป็นหลักปฏิบัติสากล ได้ถูกผู้มีอำนาจ ถูกฉีกทิ้งไปทั้งหมดอย่างไม่ใยดี โดยที่ผลพวงแห่งความเลวร้ายทั้งหมดนั้น ล้วนตกกับประชาชนตาดำๆ ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมหรือเป็นคู่ขัดแย้งกับคู่สงครามใดๆ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘น้ำกับน้ำมัน’ ทรัพยากรล้ำค่า-เสี่ยงพอกัน ในสงครามตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...