โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เตือนคนไทยในอิสราเอล หากได้ยินเสียงไซเรน หาที่หลบภัยภายใน 1 นาที

ไทยโพสต์

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ศบก. เตือนคนไทยในอิสราเอล ยังสู้รบรุนแรง หากได้ยินเสียงไซเรน หาที่หลบภัยภายใน 1 นาที ยันเร่งค้นหา 3 ชีวิตลูกเรือมยุรีนารี ส่วนอีก 20 คน ถึงไทย 16 มี.ค.นี้ เจ้าของเรือยืนยันจ่ายค่าจ้างตามปกติ-ได้สิทธิประโยชน์ครบถ้วนตามกม.

14 มีนาคม 2569 - ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวประจำวัน โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความคืบหน้าในการให้ความช่วยเหลือคนไทยว่า สำหรับพัฒนาการของสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้ขยายวงนอกเหนือเป้าหมายทางทหาร โดยอิหร่านยกระดับการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การเดินเรือ และระบบไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลในหลายประเทศในภูมิภาค ในขณะที่กองทัพอิสราเอล และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ยังคงแลกเปลี่ยนการโจมตีกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนอิสราเอล เลบานอน นอกจากนี้สถานการณ์การสู้รบในอิรักทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นายปาณิดล กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน กระทรวงการต่างประเทศ ขอให้คนไทยพิจารณาออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด และคอยติดตามข่าวสาร คำแนะนำจากช่องทาง ทางการของสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่และช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษว่าด้วยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เมื่อวันที่ 13 มี.ค. โดยมีรัฐมนตรีว่ากระทรวงการต่างประเทศ ของประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนเป็นประธาน ทั้งนี้ที่ประชุมเห็นพ้องว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด และเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรง และกลับสู่แนวทางการทูตโดยเร็ว พร้อมย้ำความสัมพันธ์ของการยึดมั่นในหลักการกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสรีภาพในการบิน และการเดินเรือ

นายปาณิดล กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้หารือถึงผลกระทบที่มีต่ออาเซียนในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อเส้นทางการขนส่งสินค้า และด้านพลังงาน ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤติด้านเศรษฐกิจและพลังงาน โดยไทยได้เสนอให้กระชับความร่วมมือด้านกงสุลผ่านเครือข่ายของสถานทูตในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤตร่วมกัน และยกระดับความร่วมมือ ภายใต้ความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน ให้สามารถใช้งานได้จริงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน และพลังงานทางเลือก

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ ในส่วนการช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนจากเรือบรรทุกสินค้าไทยที่ประสบเหตุ บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ โดยบริษัทเจ้าของเรือจะนำลูกเรือเดินทางโดยรถยนต์ออกจากเมืองเมืองคาซาบ ประเทศโอมาน ไปยังสนามบินนานาชาติมัสกัต ประเทศโอมาน เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย โดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ได้ออกหนังสือเดินทางฉุกเฉิน รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ประสานเรื่องวีซ่าให้กับลูกเรือทั้ง 20 คนแล้ว โดยทางการโอมาน ได้แจ้งยืนยันความพร้อมอำนวยความสะดวกลูกเรือในการผ่านแดน เพื่อขึ้นเครื่องบินที่กรุงมัสกัต ซึ่งจะมีกำหนดเดินทางถึงประเทศไทยในวันที่ 16 มีนาคมนี้

นายปาณิดล กล่าวว่า ในส่วนของการค้นหาและการช่วยเหลือลูกเรืออีก3 คน ขอให้มั่นใจว่ากระทรวงการต่างประเทศ กองทัพเรือและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัต ประเทศโอมาน ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติการค้นหา และให้ความช่วยเหลือต่อไป สำหรับการอพยพคนไทย โดยคนไทยเดินทางออกจากอิหร่านกลุ่มสุดท้าย จำนวน 7 คนได้เดินทางถึงประเทศไทยแล้ว ทั้งนี้ศูนย์ปฏิบัติการชั่วคราว เมืองวาน ประเทศตุรกี ได้มีการอพยพคนไทยที่ประสงค์เดินทางออกจากอิหร่านหมดแล้ว

นายปาณิดล กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ในอิสราเอล เนื่องจากสถานการณ์การโจมตีที่รุนแรงขึ้นระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านและฮิซบอลเลาะห์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ออกประกาศเตือนภายในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอล หากได้ยินเสียงไซเรนเตือนภัยให้เข้าที่หลบภัยภายใน 1 นาที 30 วินาที และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปบริเวณชายแดนตอนเหนือของอิสราเอล ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มีคนไทยที่ติดค้าง และได้รับความช่วยเหลือออกจากประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางแล้วจำนวน 591 คน รัฐบาลไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคตะวันออกที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบให้ออกจากพื้นที่อันตรายในโอกาสแรกด้วยความปลอดภัย

ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงสถานการณ์แรงงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ว่า สำหรับจำนวนแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางประมาณ 67,047 คน และได้แจ้งความประสงค์ทางสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย 977 คน ขณะนี้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน และอยู่ระหว่างเดินทางกลับอีก 9 คนจากบาห์เรน

นายสันติกล่าวว่า ส่วนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกเรือไทย 23 คนจากเหตุการณ์เรือมยุรีนารีถูกโจมตีนั้น กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานความช่วยเหลือ โดยประสานบริษัทเดินเรือเพื่อช่วยเหลือลูกเรือ กระทรวงแรงงานโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ประสาน บริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด เจ้าของเรือมยุรีนารี ซึ่งได้มีการดูแลช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนที่ภายหลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอย่างปลอดภัยแล้ว โดยบริษัทได้จัดให้ลูกเรือทุกคนพักอาศัยที่โรงแรมในเมืองคาซาบ ราชอาณาจักรโอมาน โดยให้พักเดี่ยวพร้อมจัดอาหาร ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่มที่มีความจำเป็นอย่างครบถ้วน นอกจากนี้ลูกเรือทุกคนยังสามารถใช้โทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารไปยังครอบครัวในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง

นายสันติ กล่าวว่า สำหรับลูกเรือ 1 รายที่ได้รับบาดเจ็บที่มือ ขณะนี้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่และกลับมาพักที่โรงแรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ทางบริษัทยังสนับสนุนบริการด้านสุขภาพจิต โดยให้คำปรึกษาผ่านทางออนไลน์กับนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาชาวไทยที่มีใบอนุญาตและมีการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้บริการแก่ลูกเรือแต่ละรายตามคำร้องขอ ส่วนลูกเรืออีก 3 คนที่ยังติดอยู่ในเรือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือดังกล่าวต่อไป

นายสันติ กล่าวว่า ในส่วนของการติดตามสิทธิประโยชน์เรื่องค่าตอบแทนของลูกเรือ บริษัทยืนยันว่าลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการปฎิบัติงานในพื้นที่ตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ โดยบริษัทจะดำเนินการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีธนาคารของลูกเรือแต่ละรายในสิ้นเดือนของทุกเดือนตามปกติ ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัวที่ลูกเรือจำเป็นต้องทิ้งไว้บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายเต็มจำนวนให้แก่ลูกเรือแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้บริษัทได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้ามาปฏิบัติงานทันทีเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้ง

นายสันติ กล่าวอีกว่า ในส่วนการอำนวยความสะดวกการเดินทางกลับของลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือ กระทรวงแรงงานโดยสำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี ได้ประสานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัดกัต อย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสาร เพื่อให้ลูกเรือได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ลูกเรือทั้ง 20 คน มีเอกสารที่จำเป็นพร้อมต่อการเดินทาง โดยมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคม

นายสันติ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้กระทรวงแรงงานได้มีการมอบหมายให้แรงงานจังหวัดพร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่เพื่อให้กำลังใจกับครอบครัวญาติพี่น้องของลูกเรือไทยทั้ง 23 คน เพื่อเป็นการสื่อสารในการให้ความช่วยเหลือให้ครอบครัวแรงงาน รวมทั้งเรื่องการตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ลูกเรือทั้งหมดจะต้องได้รับจากนายจ้างตามกฎหมาย ทั้งนี้กระทรวงแรงงานได้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการประสานความช่วยเหลือในสิทธิประโยชน์ต่างๆที่ลูกเรือทั้ง 23 คนควรจะได้รับต่อไป.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...