ดานัง–ฮอยอัน: สามวันที่ทำให้ผมมองเวียดนามใหม่
ดร.สุทธฺ สุนท
การเดินทางบางครั้งไม่ได้เปลี่ยนเราเพราะเราเห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่
แต่เปลี่ยนเราเพราะเราเริ่มเห็น “ความตั้งใจ” ของผู้คนในเมืองนั้น
สามวันที่ผมได้มาอยู่ที่ดานังและฮอยอัน ทำให้ผมเปลี่ยนมุมมองต่อเวียดนามไปไม่น้อย จากเดิมที่มองเวียดนามในฐานะประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนประเทศหนึ่ง วันนี้ผมเริ่มมองเวียดนามในฐานะประเทศที่กำลังสร้างอนาคตของตนเอง ด้วยความขยัน ความอดทน และความทะเยอทะยานที่น่านับถือ
เวียดนามไม่จำเป็นต้องถูกเปรียบเทียบว่าเป็นใครในเอเชีย
เพราะเวียดนามมีเส้นทางของตนเอง
เป็นเส้นทางที่เกิดจากประวัติศาสตร์อันยาวนาน การต่อสู้เพื่อเอกราช ความทรงจำจากสงคราม ความสามารถในการฟื้นตัว และพลังของคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองไปข้างหน้า
“ดานัง” ทำให้ผมเห็นเวียดนามในมิติของเมืองสมัยใหม่
ถนน เมือง โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และจังหวะชีวิตของคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นเมืองที่กำลังพยายามจัดระเบียบตัวเองเพื่อรองรับอนาคต
…ดานังไม่ได้เป็นเพียงเมืองชายทะเลที่สวยงาม แต่เป็นหน้าต่างที่ทำให้เห็นพลังใหม่ของเวียดนามกลาง
อีกภาพหนึ่งที่น่าสนใจคือ Ba Na Hills
สำหรับผม Ba Na Hills ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวบนภูเขา หรือสถานที่ถ่ายภาพยอดนิยมเท่านั้น หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตของภาคบริการเวียดนามในยุคใหม่
ที่นั่นทำให้เห็นว่า เวียดนามกำลังเรียนรู้ที่จะสร้าง “เศรษฐกิจประสบการณ์” อย่างจริงจัง
ไม่ใช่เพียงขายธรรมชาติ
ไม่ใช่เพียงขายวัฒนธรรม
แต่คือการออกแบบพื้นที่ท่องเที่ยวให้เป็นประสบการณ์ครบวงจร
ตั้งแต่กระเช้า การจัดการพื้นที่ การสร้างจุดหมายปลายทาง การบริการ ร้านอาหาร โรงแรม ความบันเทิง ภาพจำ และระบบการเดินทางของนักท่องเที่ยว
Ba Na Hills จึงสะท้อนความทะเยอทะยานของเวียดนามอีกแบบหนึ่ง
คือความพยายามยกระดับจากประเทศที่มีต้นทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ไปสู่ประเทศที่สามารถ “ออกแบบประสบการณ์” และสร้างมูลค่าเพิ่มจากภาคบริการได้
นี่เป็นบทเรียนสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
เพราะในโลกปัจจุบัน นักท่องเที่ยวไม่ได้จ่ายเงินเพียงเพื่อไปถึงสถานที่หนึ่ง แต่จ่ายเงินเพื่อความทรงจำ ความสะดวก ความประทับใจ และเรื่องเล่าที่เขาจะนำกลับไป
ในแง่นี้ Ba Na Hills คือภาพของเวียดนามที่กำลังขยายจากการผลิตสินค้า ไปสู่การผลิตประสบการณ์
ส่วน”ฮอยอัน” ทำให้ผมเห็นอีกด้านหนึ่งของเวียดนาม
ฮอยอันไม่ใช่เมืองที่แข่งกับใครด้วยตึกสูงหรือความทันสมัย หากแต่ใช้ “อดีต” เป็นทุนในการสร้างอนาคต เมืองเก่าที่มีโคมไฟ ถนนสายเล็ก บ้านไม้ ร้านค้า วัด ศาลเจ้า และร่องรอยของเมืองท่าการค้าในอดีต ทำให้ฮอยอันไม่ได้เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยว แต่เป็นเมืองที่รู้จักเปลี่ยนมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ
…นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Heritage Economy
เศรษฐกิจที่ไม่ได้ขายเพียงภาพถ่ายสวย ๆ หรือบรรยากาศยามค่ำคืน แต่คือการบริหารจัดการมรดกทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นชีวิตประจำวันของเมือง ให้ผู้คนยังค้าขาย ยังเดิน ยังเล่าเรื่อง ยังมีรายได้ และยังรู้สึกว่าอดีตของตนเองมีคุณค่า
ฮอยอันสอนผมว่า เมืองวัฒนธรรมที่ดีไม่ควรถูกแช่แข็งไว้เหมือนพิพิธภัณฑ์
แต่ควรถูกดูแลให้เป็น “เมืองมีชีวิต”
เมืองที่นักท่องเที่ยวเดินแล้วรู้สึกสงบ
คนท้องถิ่นยังมีพื้นที่ทำมาหากิน
ประวัติศาสตร์ยังเล่าเรื่องได้
และเศรษฐกิจยังหมุนเวียนโดยไม่ทำลายรากของเมือง
…สิ่งนี้ไม่ง่ายเลย
เพราะเมืองมรดกทุกแห่งต้องเผชิญโจทย์เดียวกัน คือ จะรักษาความแท้ของอดีตอย่างไร ในขณะที่ต้องอยู่รอดในเศรษฐกิจท่องเที่ยวสมัยใหม่
ฮอยอันทำให้ผมเห็นว่า เวียดนามกำลังพยายามตอบโจทย์นี้ด้วยวิธีของตนเอง
อีกภาพหนึ่งที่สะท้อนเวียดนามยุคใหม่ คือเรื่องของ VinFast
ผมไม่ได้มอง VinFast เพียงในฐานะรถ EV
แต่มองในฐานะสัญลักษณ์ของความกล้าฝันของประเทศหนึ่ง
ประเทศที่เคยผ่านสงคราม ผ่านความยากจน และผ่านช่วงเวลายากลำบาก แต่วันนี้กล้าสร้างแบรนด์เทคโนโลยีของตนเอง กล้าผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และกล้าบอกโลกว่า เวียดนามไม่ได้ต้องการเป็นเพียงฐานการผลิตของใคร แต่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อของตนเอง
แน่นอนว่าเส้นทางของ VinFast ยังมีความท้าทาย
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลกไม่ง่ายเลย ต้องใช้ทั้งเงินทุน เทคโนโลยี ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และความสามารถในการยืนระยะ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความกล้าที่จะเริ่ม
เพราะบางครั้ง แบรนด์ระดับชาติไม่ได้มีความหมายแค่ยอดขายหรือกำไร แต่มีความหมายต่อจินตนาการร่วมของคนทั้งประเทศว่า
“เราก็ทำได้”
เมื่อเดินในฮอยอัน ผมเห็นอดีต
เมื่ออยู่ในดานัง ผมเห็นปัจจุบัน
เมื่อขึ้นไป Ba Na Hills ผมเห็นพลังของภาคบริการและเศรษฐกิจประสบการณ์
เมื่อเห็นเรื่องราวของ VinFast ผมเห็นความพยายามของเวียดนามที่จะก้าวไปสู่อนาคต
สี่สิ่งนี้รวมกันทำให้ผมรู้สึกว่า เวียดนามไม่ใช่ประเทศที่ควรถูกมองด้วยสายตาเดิมอีกต่อไป
สิ่งที่น่านับถือของเวียดนามจึงไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ
แต่คือจิตใจของผู้คนที่ผ่านประวัติศาสตร์อันหนักหน่วงมาแล้วหลายชั้น
เวียดนามเป็นประเทศที่รู้จักความเจ็บปวดของสงคราม
รู้จักความสูญเสีย
รู้จักการต่อสู้เพื่อเอกราช
รู้จักความยากจน
และรู้จักความหมายของการลุกขึ้นใหม่
บางประเทศเติบโตจากทุน
บางประเทศเติบโตจากเทคโนโลยี
บางประเทศเติบโตจากทรัพยากร
แต่เวียดนามกำลังเติบโตจากสิ่งที่ลึกกว่านั้น คือ ความเชื่อร่วมกันว่าอนาคตต้องดีกว่าอดีต
นี่คือสิ่งที่ผมสัมผัสได้จากดานัง ฮอยอัน และ Ba Na Hills
ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ
แต่คือพลังของการเคลื่อนไปข้างหน้า
ไม่ใช่เมืองที่ไร้ปัญหา
แต่คือเมืองที่กำลังพยายามจัดการตนเอง
ไม่ใช่ประเทศที่ไปถึงปลายทางแล้ว
แต่คือประเทศที่รู้ว่าตนเองกำลังเดินไปทางไหน
สำหรับผม สามวันนี้จึงไม่ใช่แค่การมาเที่ยวเวียดนาม
แต่เป็นการมาเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านด้วยสายตาใหม่
เวียดนามทำให้ผมกลับมาถามตัวเองว่า ประเทศหนึ่งจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างไร
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ตึกสูงที่สุด ถนนกว้างที่สุด หรือเทคโนโลยีล้ำที่สุดเท่านั้น
แต่อยู่ที่ว่าผู้คนในประเทศนั้นยังมีความหวังร่วมกันหรือไม่
ยังเชื่อในงานหนักหรือไม่
ยังเห็นคุณค่าของอดีตหรือไม่
ยังกล้าสร้างอนาคตด้วยมือของตนเองหรือไม่
ดานัง ฮอยอัน และ Ba Na Hills ให้คำตอบกับผมอย่างเงียบ ๆ
ว่าเวียดนามเป็นประเทศที่น่านับถือ
ไม่ใช่เพราะเขาเหมือนใคร
แต่เพราะเขากำลังเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นทุกวัน
และบางที นี่อาจเป็นเสน่ห์ที่ลึกที่สุดของเวียดนามในวันนี้
ประเทศที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ
แต่เต็มไปด้วยแรงส่ง
ความทรงจำ
วัฒนธรรม
ภาคบริการที่กำลังเติบโต
และความฝันที่จะไปข้างหน้า
บทความโดย
ดร.สุทธิ สุนทรานุรักษ์
5 พฤษภาคม 2569
หมายเหตุ: ภาพประกอบจาก AI