โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

วิจัยกสิกรไทย ชี้สงครามอิหร่านยืดเยื้อเกิน 3 เดือน กดจีดีพีโต 1.2% บาทอ่อน 34-35 บาท

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 09.08 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 09.07 น.
บุรินทร์ อดุลวัฒนะ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินสงครามอิหร่านยืดเยื้อเกิน 3 เดือน น้ำมันพุ่งเกิน 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ฉุดจีดีพีไทยเหลือ 1.2% จากเดิม 1.9% เกิดภาวะ “Recession” คาดกระทบ Real Sector ไตรมาส 2/69 มองค่าเงินบาทผันผวนสูง 9% โอกาสบาทอ่อนแตะ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ ธนาคารกลางทั่วโลกเปลี่ยนคงดอกเบี้ย

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางนั้น แม้ว่าอิหร่านจะผลิตน้ำมันเพียง 4% แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้สินค้าในอ่าวเปอร์เซียไม่สามารถขนส่งได้ ระบบขนส่ง Shipping ถูกดิสรัปต์ จากเดิมที่มีเรือวิ่งผ่านช่องแคบดังกล่าว 130 เที่ยวต่อวัน เหลือเพียงเรือ 3 สัญชาติที่วิ่งได้ คือ อินเดีย จีน และตุรกี โดยเฉพาะน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากทั่วโลกที่มีการใช้ถึง 100 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกดิสรัปต์

ขณะที่ราคาปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้น 13% โดยปุ๋ย 1 ใน 3 ผลิตในกาตาร์ ซึ่งส่งผลกระทบกลุ่มประเทศในเอเชีย และแอฟริกาที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา หากย้อนไปช่วง 3 ปีก่อนที่เคยเกิดขึ้นในประเทศศรีลังกาที่เกิดภาวะอดยาก ไม่สามารถเพาะปลูกได้ เพราะปุ๋ยราคาแพงในช่วงสงครามรัสเซียและยูเครน

สำหรับผลกระทบต่อตลาดการเงินจะเห็นว่าวันนี้ (19 มี.ค. 69) ค่าเงินบาทอ่อนค่า 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยประเทศไหนที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ค่าเงินจะมีผลกระทบค่อนข้างมาก ซึ่งไทยมีการนำเข้าน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรล ส่งผลขาดุลบัญชีเดินสะพัดราว 3.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งกดดันให้บาทอ่อนค่า

ขณะที่ทิศทางการปรับดอกเบี้ยจะเห็นว่าธนาคารกลางในหลายประเทศจากเดิมจะปรับลดดอกเบี้ยลง จะคงดอกเบี้ยไว้ก่อน เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากเดิมคาดว่าจะลดดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ แต่ปัจจุบันคาดว่าจะไม่ลดดอกเบี้ยถึงกลางปี 2569

ดังนั้น หากราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง จะเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าเรื่อย ๆ โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อ 2-3 เดือน คาดว่าเงินบาทจะไปอยู่ที่ระดับ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ แต่คาดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเกิด 2-3 เดือน เนื่องจากน้ำมันในโลกมีค่อนข้าวเยอะ แต่ไม่สามารถออกมาได้ชั่วคราว

“สมมติฐานผลกระทบต่อจีดีพี หากสถานการณ์จบเร็ว เราคาดว่าจะกระทบจีดีพีประมาณ 0.2% จาก 1.9% และเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากเดิม 0.9% จากเดิม 0.4% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจีดีพีจะปรับลดลงมาเหลือ 1.2% และเงินเฟ้อไปแตะ 2.2% แต่ถ้าน้ำมันลากยาวเกิน 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกิน 3 เดือน เศรษฐกิจจะไม่โตเลย แปลว่าไตรมาสแรกอาจจะโต แต่ไตรมาสหลังอาจจะไม่โตเลย ซึ่งอาจเกิด Recession และเงินเฟ้อไปแตะ 3% แต่อันนี้ไม่ได้เป็น Based line ที่เรามองไว้“

ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเสริมว่า หากดูค่าความผันผวนของค่าเงินบาทในปี 2568 จะเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5-8% แต่หากดูนับตั้งแต่ต้นปี 2569 ถึงปัจจุบัน ค่าความผันผวนเฉลี่ยสูง 9% แม้ว่าการแกว่งจะไม่ได้กว้าง แต่ค่าเงินบาทสวิงแบบรายวัน และสวิงรายชั่วโมง

โดยปัจจุบันค่าเงินบาทอ่อนค่า 4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YTD) ซึ่งอ่อนค่าเป็นอันดับ 2 รองจากเงินวอน-เกาหลี ทำให้ตลาดการเงินอื่น ๆ ได้รับผลระทบ และผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ปรับขึ้น สะท้อนผ่านผลตอบพันธบัตรรัฐบาลปรับชันขึ้น ทำให้การกู้บอนด์ระยะ 5-10 ปี จะกู้แพงขึ้น

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง จะเริ่มเห็นผลกระทบต่อภาคธุรกิจจริง (Real Sector) ในช่วงไตรมาสที่ 2/2569 แม้ว่าภาครัฐจะมีมาตรการสนับสนุน แต่จะเห็นอัตราเงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำมันอยู่ในตระกร้าเงินเฟ้อสัดส่วน 12% โดย 70% เป็นการบริโภค และใน 70% ประมาณ 60% มีการนำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะมีผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดราว 0.4-0.6%

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯ ได้ประเมินผลกระทบ 3 สมมติฐาน โดยช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 2569 อยู่ที่ 75-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มีผลต่อเงินเฟ้อ 0.9-2.2% และผลต่อจีดีพี 0.2-0.7%

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปน่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 4% กระทบจีดีพี 1.6% เหลือ 0.3% ส่งผลทั้งปี 2569 มีแนวโน้มไม่เติบโต

“ประมาณการจีดีพี 1.9% มี Down Side Risk ที่จะโตต่ำกว่าประมาณการ ซึ่งขึ้นกับราคาน้ำมันและส่งผ่านมาที่เศรษฐกิจไทย เพราะเดิมคิดว่าการประทะกันมีผลจำกัด แต่เหตุการณ์ในวันที่ 28 ก.พ. 69 เป็นจุดเปลี่ยนเมื่อมีการสังหารผู้นำเกิดขึ้น ซึ่งเป็นการยกระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบเยอะมากจากพลังงาน การผลิต โดยเห็นเงินเฟ้อปรับรับความเสี่ยงก่อน”

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ขยายความเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลางเป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทยคิดเป็นราว 20% ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพซึ่งมีสัดส่วนราว 60% และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าวจะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน

และเมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 2569 จะหดตัวราว 8.1%

นอกจากนี้ สงครามอิหร่านคาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยเผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราว 1% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม

อย่างไรก็ดี การลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลกยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ส่งผลให้ในปี 2569 คาดว่าจะเติบโตที่ 11.5% ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึง 38.3% ในปีก่อนหน้า

นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย โดยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลจะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาท สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ธุรกิจเอสเอ็มอีที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติก ในสัดส่วนสูงได้แก่ กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร ร้านอาหาร เป็นต้น จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูงและอัตรากำไรที่ลดลง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิจัยกสิกรไทย ชี้สงครามอิหร่านยืดเยื้อเกิน 3 เดือน กดจีดีพีโต 1.2% บาทอ่อน 34-35 บาท

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...