วิธีคิดของ ไมค์ พิรัชต์ การหว่านเมล็ดเพื่อวันข้างหน้า และการเติบโตที่ไม่หยุดพัฒนา
วิธีคิดของ ‘ไมค์ พิรัชต์’ การหว่านเมล็ดเพื่อวันข้างหน้า และการเติบโตที่ไม่หยุดพัฒนา
ในวันที่หลายคนมองว่าไมค์-พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล ผ่านทุกบทบาทมาแล้ว ทั้งนักร้อง ไอดอล นักแสดงที่เคยมีผลงานระดับฮอลลีวูด ประกบซูเปอร์สตาร์ระดับโลกมาแล้ว หรือแม้แต่ภาพจำของคนที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อย แต่สำหรับเจ้าตัวกลับนิยามชีวิตของตัวเองในตอนนี้ว่า “อยู่ในช่วงของการหว่านเมล็ด”
“ทุกอย่างโดยรวม ช่วงนี้ก็โอเคดีครับ เรื่อยๆ เรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มต้นปีมาก็ทำงานตั้งแต่วันแรกเลย ยังไม่ได้หยุดพัก”
เมื่อถามถึงชีวิตในวัยเลข 36 ว่าเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ไมค์ตอบแทบจะทันทีว่าค่อนข้างเหมือนเดิม พร้อมทั้งให้เหตุผลไว้ด้วยว่า
“ด้วยความเป็น อินโทรเวิร์ตด้วย มันก็เรื่อยๆ อย่างที่เห็น มันก็จะเป็นเหมือนรถไฟเหาะ ขึ้นเดี๋ยวก็ลง ขึ้นเดี๋ยวก็ลง หวือหวานิดหน่อย
และเมื่อถามว่าแล้วปีนี้ถือว่าขึ้นหรือลง เจ้าตัวก็ยอมรับตรงๆ ว่า “ลงครับ”
“ถ้าเทียบกับสแตนดาร์ดของผม ตอนนี้คืออยู่ล่างๆ เลย มันก็แค่เวฟนึงของชีวิต ผมคิดว่ามันมีขึ้นมีลงอยู่แล้ว พอเราลง เราก็แค่เตรียมตัวสำหรับเวฟถัดไป สมมติว่าเราอยู่ข้างล่าง เราก็เตรียมไว้เลยว่า ถ้าวันที่มันขึ้นอีกที เราจะทำอะไรบ้าง 1-2-3 ก็เตรียมพร้อมเอาไว้”
กับช่วงของการ ‘หว่านเมล็ด’ หลายคนอาจมองว่าเขาทำมาหมดทุกอย่างแล้ว แต่คำตอบของไมค์กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
“จริงเหรอ คนภายนอกเขาอาจจะรู้สึกว่าผมทำมาทุกอย่างแล้ว แต่จริงๆ ผมรู้สึกว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรที่ผมอยากทำเลยสักอย่างเดียว”
ก่อนจะเล่าต่อว่า “อย่างในฐานะนักแสดง ผมยังไม่ได้เล่นบทที่ผมรู้สึกว่าเอาความสามารถออกมาใช้ได้เลย บทที่ผมได้มันเป็นบทที่ใช้ทักษะผิวเผิน ผมยังไม่ได้เอาของข้างในออกมาใช้ มันมีหลายคาแรคเตอร์ในตัวผม แต่คนไม่เห็น เขาเลยนึกภาพไม่ออก ส่วนใหญ่ก็จะเห็นผมเป็น ซีอีโอ คนรวยอะไรแบบนี้ แต่จริงๆ ผมเล่นร้ายก็ได้ ร้ายโรคจิตก็ได้”
นั่นจึงเป็นจุดที่เขาเริ่มสร้างเอง “ผมเลยพยายามทำเบื้องหลัง โปรดิวซ์เอง เพราะถ้าเราทำเอง เราจะรู้ว่าบทที่เราอยากเล่นเป็นยังไง”
รวมถึงการทำให้คน ‘เห็นภาพ’ มากขึ้นผ่านคอนเทนต์ในโซเชียล
“สมมติว่าเป็นหนังจีนโบราณ คนอาจจะยังนึกภาพไม่ออกว่าจะเป็นยังไง ผมก็เลยไปถ่ายคอนเทนต์ ถ่ายวิดีโอแต่งชุดจีนลงอินสตาแกรม เพื่อให้เขาเห็น หรือถ้าลูกค้าวันตรุษจีนปีหน้าเห็นแล้วชอบ ก็สามารถเอาผมไปใช้งานได้”
ส่วนงานเพลงที่ห่างหายไปนานก็เป็นอีกเรื่องที่เขาพูดถึงอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันว่า “ตั้งแต่ 11 ขวบจนถึงตอนนี้ ผมฟังคนอื่นมาตลอด เขาบอกว่าแบบนี้ดี แบบนี้แมส แต่สุดท้ายมันก็ไม่ได้แมสอย่างที่เขาว่า”
“ผมเลยคิดว่าถึงเวลาที่เราควรทำในสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ จริงๆ ผมเป็นคนที่อยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำมานานแล้ว แต่ด้วยความที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเอง ก็เลยรู้สึกว่ายังไม่ค่อยกล้าตัดสินใจเอง”
“แต่ก็จะมีบางครั้งที่ดื้อ แล้วทุกครั้งที่เราดื้อเราก็จะประสบความสำเร็จ บางทีเขาบอกให้ไปซ้าย แต่เรารู้ว่าเราควรไปขวา แล้วพอไปขวา มันดันดี เลยคิดว่าชีวิตผมมันต้องเสี่ยงนิดนึงถึงจะสนุก”
ไมค์ยังบอกว่าการที่มุมมองชีวิตเปลี่ยนไป ล้วนมาจากประสบการณ์ รอยแผล และเรื่องราวต่างๆ ที่เข้ามาหล่อหลอมจนกลายเป็นตัวตนในวันนี้
รวมถึงความ ‘ไม่พอใจ’ ที่คนอื่นอาจจะมองในด้านลบ แต่สำหรับเขามันคือแรงผลักสำคัญ
“คนอื่นเขาอาจจะเห็นว่าอันนี้ดีแล้ว แต่ว่าผมจะมองว่ามันจะมีจุดที่ปรับได้ เปลี่ยนได้ ไม่ใช่ว่าผมมองลบ ผมเป็นคนคิดบวกมาก แต่ว่าถ้าผมไม่คิดแบบนี้ผมก็ไม่พัฒนาต่อ ถ้าผมคิดว่าผมดีพอแล้ว อันนี้คือเจ๋งสุดแล้ว มันก็ไม่ต่างอะไรจากน้ำเต็มแก้ว”
“บางทีคนรอบข้างอาจจะไม่เข้าใจ ชอบมาให้กำลังใจเพราะว่ากลัวเราคิดลบ คือเราแค่ไม่พอใจและเราอยากจะเรารู้เฉยๆ ว่าเราไปถึงจุดไหนได้บ้าง เราทำอะไรได้บ้าง และมันแค่น่าเสียดายที่คนเราเกิดมาครั้งนึง ชีวิตนึง แล้วไปไม่สุด มันจะรู้สึกเสียดายเวลา”
ตราบใดที่มีความสำเร็จ มันก็ต้องมีความล้มเหลวอยู่แล้ว และ ไมค์ ก็เลือกที่จะ “ยอมผิดพลาด ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
“ถ้าไม่ทำอะไรเลยเราคือเฟลตั้งแต่แรกแล้ว ถ้าเราผิดพลาดอย่างน้อยเราก็ผิดพลาดในสิ่งที่เราพยายามจะเริ่มต้นมากกว่าคนที่เขาไม่พยายามจะเริ่มต้นอะไรเลย ผมก็แค่คิดแบบนี้”
เขายังเปิดใจต่อว่า “อาจจะเพราะว่าผมโตมากับความผิดหวังกับความล้มเหลวก็ได้ ผมก็เลยชินกับมัน เพราะว่าผมมองมันเหมือนมันเป็นเรื่องธรรมดามั้ง ที่คนเราหนีความผิดหวังไม่พ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน เรื่องความรักหรืออะไรก็แล้วแต่”
ขณะเดียวกัน ปีนี้เขายังมีผลงานในฐานะนักแสดงให้ติดตาม “เดี๋ยวเร็วๆ นี้หนังภาพยนตร์จะเข้าโรง เป็นหนังจีนครับ แนวรอมคอม มันพูดถึงความรักในแง่มุมนึงเหมือนกัน ซึ่งผมก็เคยประสบมาเหมือนกัน เป็นหนังฟีลกู๊ด น่ารักๆ ที่อยากให้คนไทยได้ดูเหมือนกัน”
“แล้วก็มีแพลนอจะกลับมาทำเพลงด้วย หลังจากที่ไม่ได้ทำมานาน ก็ลองแย็บๆ ไปละ เดี๋ยวก็คุยดีลต่างๆ ให้จบ เพราะเพลงสำหรับผมมันเป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำ ใช้เวลานาน พวกโปรดักชั่นพวกนี้มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับผม แต่ว่าการติดกระดุมเม็ดแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งที่ผ่านมาผมติดกระดุมผิดเม็ดมาตลอด ก็เลยคิดว่ารอบนี้ใช้เวลากับมันหน่อย”
เมื่อถามว่าห่างหายจากการทำเพลงไปนานแค่ไหน นักร้องหนุ่มก็ว่า “ถ้าแบบจริงจังเลย น่าจะก่อนโควิด 6-7 ปีได้มั้ง แต่ก็มีแย็บๆ ไปบ้างนะ เพิ่งปล่อยอะไรเล็กๆ ไป”
เหตุผลของการหายไป มาจากทั้ง เวลา แพชชั่น แล้วก็เป้าหมาย “แล้วมันก็เป็นช่วงที่เราได้อยู่กับตัวเอง ค้นหาตัวเองด้วย แล้วก็รู้สึกว่ามันจะมีจังหวะช่วงเวลาของมันที่เราคิดว่าเนี่ยแหละ จังหวะของเรา เราควรต้องทำตอนนี้”
ปัจจุบันเขาเลือกปักฐานที่ประเทศไทยเป็นหลัก หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่จีนมานาน
“ตอนนี้ย้ายกลับมาไทยหมดแล้วครับ บ้านอยู่ที่นี่ เวลาทำงานผมก็จะบินไปบินมา สมมติว่าถ้ามีซีรีส์หรือหนังจีน เราก็บินกลับไปที่นั่นประมาณ 2-3 เดือน เพราะฉะนั้นลูกค้าครับถ้ามีงานอะไรจ้างผมได้ตลอด ผมรับงานที่ไทยครับ”
เมื่อบทสนทนามาถึงเรื่องความรัก ไมค์ยิ้มเบาๆ ก่อนตอบ “ผมไม่ได้ปิดนะ แต่ก็ไม่ได้ตามหา”
“ผมก็คือเหมือนกับคนที่นั่งอยู่กลางแจ้ง แล้วถ้านกจะบินมาเกาะ มันก็คือธรรมชาติของมัน ถ้าฝนจะตก มันก็คือธรรมชาติของมัน คือผมก็คือไม่ได้ปิดไม่ได้เปิด แต่คือผมแค่นั่งอยู่นั้น ปล่อยให้มันเกิด ถ้ามันไม่เกิด ไม่ต้องไปบังคับมัน”
และเรียกมันว่า “Beautiful accident”
“มันเป็นอุบัติเหตุที่สวยงาม ที่บางทีเราไม่ได้คาดหวัง ไม่ใช่จังหวะที่เราตามหาแต่มันมักจะเจอ เราไม่ได้อยากจะออกไปจีบ เราไม่ได้ถูกจีบด้วย แต่มันแค่ไหลเข้ามาแล้วกลายเป็นความรัก แล้วผมรู้สึกว่าไอ้ความรักแบบนี้แหละคือสิ่งที่ผมรอ ซึ่งก็เคยเจอมาแล้วล่ะ แต่ว่าคือมันก็เป็นแค่ประสบการณ์นึง”
แต่การที่ยังโสดอยู่ในตอนนี้ ไมค์ บอกว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่า ภาระและหน้าที่ ที่ต้องทำให้ลุล่วงก่อน รวมถึงประสบการณ์ความรักที่ผ่านมาทำให้รู้ถึงตัวตนของตัวเองในอีกมุมที่ยังบาลานซ์เรื่องงานและความรักยังได้ไม่ดีพอ
“ด้วยความที่พอผมเป็นคนที่ถ้ามันมีอะไรอยู่ในใจแล้วมันเคลียร์ไม่หมดดี มันก็แบกคนอื่นไม่ได้ แล้วผมเป็นคนที่พอมีแฟนปุ๊บ ผมจะบาลานซ์ไม่ได้ เพราะใจผมมันจะไป มันเอฟเฟกต์งาน ฉะนั้นผมก็เลยมีความคิดอันนึงว่าตราบใดที่ผมยังเอาตัวเองไม่รอด ผมยังไม่อยากเข้าไปขนาดนั้น”
“ก็เลยจะเห็นว่าถ้าผมจะเปิดตัวแบบจริงจังอีกทีก็คืออาจจะตอนแต่งงานไปเลย หรือมั่นใจแล้วว่าคนนี้คือโอเคแต่ง”
คำว่า ‘ยังเอาตัวไม่รอด’ ของไมค์ พิรัชต์เจ้าตัวก็ขยายความให้ฟังว่า “มันเป็นเรื่องของความรู้สึก ตราบใดที่ผมยังรู้สึกหนัก ตื่นมาแล้วเหนื่อย มีความกังวลในเรื่องของหน้าที่การงาน การเงิน ต่างๆ นานา ยังไม่มั่นคง”
“ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของความหน่วงที่เรายังมีอยู่ในจิตใจมากกว่า”
เป้าหมายชีวิตตอนนี้จึงอยู่ที่การสร้างพื้นที่ของตัวเอง ทั้งคอนโด บ้านต่างจังหวัด และความฝันที่จะมี บ้านทั่วโลก
“เวลาเราอยากจะเที่ยวในอนาคตเราก็ไม่ต้องไปอยู่โรงแรม เราก็มีบ้านอยู่แล้ว ก็ไปพักผ่อนสบายๆ แล้วก็อยากจะเพิ่มเวลาให้กับเพื่อนๆ คนรอบข้าง มีที่ให้เขามาแบบรวมตัวสังสรรค์กัน”
“อย่างที่ผมบอกว่า ชีวิตคนเราเกิดมาชีวิตนึงเราควรต้องไปให้สุด แล้วก็ผมก็อยากรู้ว่าผมจะไปสุดได้ถึงตรงจุดนั้นไหม ซึ่งก็พยายามไปถึงจุดนั้นก่อน และแน่นอนว่าถ้าถึงจุดนั้นเมื่อไหร่ ผมจะดูแลใครก็ได้ ผมมีเวลาให้ทั้งโลกเลยก็ได้ ถ้าผมถึงจุดที่ผมตั้งเป้าไว้จริงๆ”
นี่คือมุมมองชีวิตของ ไมค์ พิรัชต์ ในวันที่เขายังไม่หยุดเดินและไม่หยุดพัฒนา
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิธีคิดของ ไมค์ พิรัชต์ การหว่านเมล็ดเพื่อวันข้างหน้า และการเติบโตที่ไม่หยุดพัฒนา
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th