นักลงทุนญี่ปุ่นส่ง 311 โครงการใหม่ลงไทย ชูอุตสาหกรรมดิจิทัล-ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นธงนำ
BOI เผยยอดขอลงทุนปี 68 ทะลุ 1.8 ล้านล้าน เม็ดเงิน FDI ไหลเข้าไทยโตพุ่ง 67% สูงสุดรอบทศวรรษ รับเทรนด์ฐานผลิตสะอาด-ดิจิทัล นักลงทุนญี่ปุ่นครองแชมป์อันดับ 2 ยอดขอรับส่งเสริมพุ่ง 1.19 แสนล้านบาท ขยายตัว 1.4 เท่าจากปีก่อนหน้า อีอีซีรุกแผน Decarbonization รับดีมานด์อุตสาหกรรม EV และ Data Center มุ่งเป้าพลังงานสะอาด 51% ในปี 2580
7 เมษายน 2569–นางสาวศุธาศินี สมิตร รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยในงาน Thailand–Japan Sustainable Business Forum 2026 ถึงทิศทางการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยตัวเลขเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นจาก 1.46 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2561 สู่ระดับ 2.26 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2567 คิดเป็นสัดส่วน 15% ของการลงทุนทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย ในปี 2568 มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมถึง 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความพร้อมของนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทั้งนี้กว่า 70% เป็นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงยานยนต์และชิ้นส่วน
ในส่วนของนักลงทุนญี่ปุ่น ยังคงบทบาทสำคัญในฐานะผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 2 ของไทย โดยในปี 2568 มีโครงการขอรับการส่งเสริมรวม 311 โครงการ เพิ่มขึ้น 17% คิดเป็นมูลค่า 1.19 แสนล้านบาท หรือสูงกว่าปี 2567 ถึง 1.4 เท่า
"การลงทุนอย่างยั่งยืนในวันนี้ ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความได้เปรียบทางการแข่งขัน และเป็นหัวใจของความแข็งแกร่งระดับชาติ"
ยุทธศาสตร์พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG)
บีโอไอเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมีมาตรการจูงใจพิเศษสำหรับกลุ่มพลังงานทดแทนและโครงการ Smart and Sustainable Industry เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนสู่ระบบอัตโนมัติและลดการใช้พลังงาน
ประเทศไทยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดจาก 20% เป็น 51% ภายในปี 2580 ผ่าน 2 กลไกหลัก:
- Utility Green Tariff (UGT): การจัดหาไฟฟ้าสีเขียวที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
- Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA): การอนุญาตให้ภาคอุตสาหกรรมซื้อไฟฟ้าสีเขียวได้โดยตรงผ่านโครงข่ายรัฐ
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมดิจิทัลมียอดขอรับการส่งเสริมในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากว่า 1 ล้านล้านบาท จากการที่กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) เลือกไทยเป็นฐานที่ตั้งสำคัญในภูมิภาค ด้วยความพร้อมของเครือข่าย 5G และระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ
EEC กับการยกระดับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ด้านดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ระบุถึงความร่วมมือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สอดคล้องกับนโยบาย Green Transformation (GX) ของญี่ปุ่น โดยมุ่งเน้นเทคโนโลยีการลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และโซลูชันพลังงานคาร์บอนต่ำ
กลุ่มอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ที่มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่:
- ยานยนต์ไฟฟ้า (EV): และห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ยุคใหม่
- ดิจิทัลและ AI: ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และบริการที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์
- เทคโนโลยีชีวภาพ: การแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง
- พลังงานสีเขียว: ไฮโดรเจนสีเขียว และการผลิตพลังงานจากขยะ
ความต้องการไฟฟ้าที่มั่นคงและเป็นพลังงานสีเขียวกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุนของกลุ่ม EV และ Data Center ซึ่งสร้างโอกาสให้บริษัทไทยเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงจากญี่ปุ่น ทั้งในด้านประสิทธิภาพพลังงาน เทคโนโลยีไฮโดรเจน และระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อเปลี่ยนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว