โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เวทีสัมมนาวิชาการ เตือนวิกฤตราคาน้ำมันสงครามตะวันออกกลาง ฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว

The Better

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
เวทีสัมมนาวิชาการวิพากษ์เดือด !! เตือนวิกฤตราคาน้ำมันสงครามอิหร่าน–อิสราเอลฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งเหว เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลรับมือน้ำมันราคาแพง

มูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลา จัดสัมมนาวิชาการหัวข้อ “ความท้าทายของรัฐบาลอนุทิน 2 ต่อสงครามตะวันออกกลางและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทย” โดย รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการบริหารมูลนิธิอาเซียน ณ กรุงจาการ์ต้า อินโดนีเซียน ,นายทนง ขันทอง สื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ , ศ.พล.ท.สมชาย วิรุฬยาพล ผู้เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและการเมืองระหว่างประเทศ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ และคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่กำลังทวีความรุนแรงและส่งแรงกระเพื่อมโดยตรงต่อราคาน้ำมันโลก โดยมีนายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เป็นผู้ดำเนินรายการ

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น แต่มีรากฐานจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศอิสราเอลในปี 1948 ทั้งนี้สงครามที่ยืดเยื้อจนถึงปี 2026 สะท้อนการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจ โดยสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทอย่างเปิดเผย เพื่อรักษาผลประโยชน์สำคัญ ได้แก่ อิทธิพลของกลุ่มทุนที่มีบทบาททางการเมือง และการรักษาค่าเงินดอลลาร์ (Petrodollar) เนื่องจากสหรัฐฯ ใช้ดอลลาร์ผูกติดกับการซื้อขายน้ำมันมาตั้งแต่ปี 1974 เพื่อสร้างความต้องการเงินดอลลาร์ทั่วโลก

“สงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้รบ แต่คือการจัดระเบียบโลกใหม่ จีนและรัสเซียหนุนอิหร่านเพื่อลดอำนาจดอลลาร์ ขณะที่อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุชเป็นเครื่องต่อรองให้ใช้น้ำมันซื้อขายด้วยเงินหยวน นี่คือสงครามเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด”

ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น ดร.ณรงค์ วิพากษ์อย่างดุเดือดว่า นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว "ทุนผูกขาดสามานย์" ในประเทศยังฉวยโอกาสจากความทุกข์ยากของประชาชน โดยอาศัยจังหวะที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับราคาน้ำมันในไทยอย่างรวดเร็วเกินควร ทั้งที่ไทยสามารถผลิตพลังงานเองได้บางส่วน ขอเสนอให้รัฐบาลอนุทินช่วยจัดการพวกกลุ่มทุนสามานย์ผูกขาดหากินบนผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนให้หลุดพ้นออกไปจากผลประโยชน์แผ่นดิน ห่วงสงครามตะวันออกกลางเสี่ยงขยายตัวเป็นสงครามโลก ส่งผลให้ไทยถูกกระทบรุนแรง ขอเสนอให้รัฐบาลอนุทินยึดพลังงานมาบริหารเอง ใช้วิกฤติเป็นโอกาสพัฒนาไทยยามสงคราม

อย่างไรก็ตามเพื่อรับมือวิกฤตดังกล่าว ดร.ณรงค์ ยื่นข้อเสนอ 5 แนวทางเร่งด่วนต่อรัฐบาลคือ 1.ประกาศ พ.ร.ก. ภาวะฉุกเฉินพลังงาน ห้ามส่งออกน้ำมันชั่วคราว และกำหนดราคาหน้าโรงกลั่นตามต้นทุนจริงบวกกำไรที่เหมาะสมเพื่อหยุดการค้ากำไรเกินควร 2.เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางท่อ โดยบังคับใช้ท่อส่งน้ำมันสู่ภาคเหนือและอีสานให้เต็มศักยภาพ 100 % (ปัจจุบันใช้เพียง 20 %) เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งทางรถยนต์ 3.ใช้กำไรบริษัทพลังงานมาช่วยเหลือประชาชน ควรนำกำไรปีละแสนล้านบาทมาสมทบกองทุนน้ำมัน แทนการรีดภาษีจากประชาชนฝ่ายเดียว 4.กระจายอำนาจพลังงานชุมชน โดยสนับสนุนเทคโนโลยีให้ชาวบ้านผลิตพลังงานใช้เอง เช่น น้ำมันจากขยะ/ยางพารา หรือก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์อย่างจริงจัง และ 5.จัดโครงสร้างใหม่สู่ "บริษัทพลังงานแห่งชาติ" ในระยะยาวเสนอให้แยกทรัพย์สินของรัฐ (เช่น ท่อก๊าซ) โดยตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติที่บริหารโดยตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ผู้บริโภค และนักธุรกิจ เพื่อความโปร่งใส

ด้านนายทนง ขันทอง กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นความขัดแย้งเชิงอำนาจที่มีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง โดยแต่ละประเทศมีผลประโยชน์แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งฝ่ายที่ต้องการยุติสงครามและฝ่ายที่ต้องการยืดเยื้อสถานการณ์ แต่แม้หลายประเทศรวมถึงไทยต้องการให้สถานการณ์คลี่คลายเพื่อลดผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจ แต่ความยืดเยื้อของสงครามกำลังผลักโลกไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จากระบบอำนาจขั้วเดียวไปสู่ “โลกหลายขั้ว” ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศในระยะยาว

ขณะที่นายชิบ จิตนิยม ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวว่า ภาวะวิกฤตถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของภาวะผู้นำ โดยเฉพาะสถานการณ์ขาดแคลนพลังงานที่อาจกระทบต่อเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ตั้งไว้ร้อยละ 3 หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจชะลอตัว ประชาชนเผชิญค่าครองชีพสูง เงินเฟ้อเพิ่ม และหนี้สาธารณะเสี่ยงทะลุเพดาน เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาพลังงานอย่างจริงจัง โปร่งใส และยั่งยืน เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นตัวประกันของราคาน้ำมันโลก พร้อมยืนยันว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการ และเสนอแนะแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถวางจุดยืนอย่างเหมาะสม รักษาผลประโยชน์ของชาติ และส่งเสริมสันติภาพในเวทีระหว่างประเทศ

ด้านนางสาวมณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน และกรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กล่าวในหัวข้อ “แนวคิดการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่” ว่า โลกปัจจุบันเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่ถูกเร่งด้วยวิกฤตต่างๆ ตั้งแต่โควิด-19 จนถึงวิกฤตพลังงาน ซึ่งได้ขยายผลไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจและกระทบต่อประชาชนฐานรากอย่างชัดเจน พร้อมเสนอว่า การพัฒนาประเทศควรขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคต โดยส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและปฏิรูปการศึกษา การเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน โดยมุ่งสู่พลังงานสะอาดและแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ และการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นธรรม โดยลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้ และสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการศึกษาและกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม

นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเข้าร่วมรับฟังการสัมมนาในครั้งนี้ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวทำให้เห็นภาพรวมของสถานการณ์โลกและผลกระทบที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีจุดยืนที่ชัดเจน และเตรียมความพร้อมรับมือกับความผันผวนจากความขัดแย้งระดับโลก ทั้งนี้เห็นว่าแนวคิดจากวิทยากรสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้าง “ความเข้มแข็งจากภายในประเทศ” โดยเฉพาะการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน เช่น การนำวัสดุเหลือใช้มาผลิตพลังงานเพื่อรองรับวิกฤติในอนาคต รวมถึงแนวทางการสร้างรายได้ให้ภาคเกษตรผ่านการปลูกไม้มีค่า ซึ่งสามารถเป็นทางออกเชิงโครงสร้างในการลดหนี้สินของเกษตรกรได ซึ่งข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีสัมมนาครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง และจะนำไปต่อยอดผลักดันในเชิงนโยบายและการทำงานของวุฒิสภา เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นายพีระพล ตริยะเกษม ประธานมูลนิธิสถาบันวิชาการ 14 ตุลาคม กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาวิชาการครั้งนี้ว่าเพื่อสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์โลกที่กำลังทวีความรุนแรง และส่งเสียงไปถึงรัฐบาลให้ตระหนักถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยย้ำว่าตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมา แม้ประชาชนจะต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง แต่โครงสร้างการบริหารประเทศยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำ หนี้สิน และผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงควรกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ยึดหลักความเป็นกลางและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมสร้างความเป็นเอกภาพภายในประเทศ ปรับโครงสร้างนโยบาย และใช้จุดแข็งของไทยในด้านอาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ทั้งนี้เวทีสัมมนาเน้นย้ำว่า สงครามในตะวันออกกลางอาจไม่จบสิ้นง่ายๆ ตราบใดที่มหาอำนาจยังต้องการแย่งชิงทรัพยากร ประเทศไทยจึงต้องรีบปรับตัวและกล้าจัดการกับปัญหาโครงสร้างทุนผูกขาดภายใน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนักเกินไปในวันที่โลกกำลังก้าวสู่ระเบียบใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...