โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำความเข้าใจ “ช่องว่างราคาน้ำมัน” ทำไม Futures ต่ำกว่าราคาจริง?

การเงินธนาคาร

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว

วิกฤตอุปทานจากสงคราม ดันราคาน้ำมันในตลาดจริงพุ่งแรง ขณะที่สัญญาล่วงหน้ากลับปรับขึ้นไม่ทัน สะท้อนภาวะขาดแคลนระยะสั้น

วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 22.45 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผ่านไปกว่า 6 สัปดาห์นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้น ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยมีสาเหตุหลักจากการที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก ถูกปิดกั้นเกือบทั้งหมด ส่งผลให้เรือขนส่งน้ำมันหลายร้อยลำติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย ไม่สามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดโลกได้

ความกังวลว่าผู้ส่งออกจะไม่สามารถลำเลียงน้ำมันออกจากภูมิภาคนี้ได้ ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสัญญาซื้อขายน้ำมันที่ต้องส่งมอบทันที ซึ่งปรับตัวขึ้นแรงที่สุด ส่งผลให้เกิดช่องว่างราคาที่กว้างเป็นประวัติการณ์ระหว่างราคาน้ำมันระยะสั้นกับราคาน้ำมันล่วงหน้า

ในภาวะปกติ ราคาน้ำมันในตลาดจริง (physical market) กับตลาดล่วงหน้า (futures market) จะไม่แตกต่างกันมากนัก โดยมีส่วนต่างเพียงไม่กี่ดอลลาร์ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน โรงกลั่นน้ำมันต้องจ่ายเงินมากกว่าราคาสัญญาล่วงหน้าถึงประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพื่อให้ได้อุปทานทันที ซึ่งสะท้อนถึงภาวะขาดแคลนในระยะสั้นอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาน้ำมันในระยะสั้นจะพุ่งสูง แต่โครงสร้างราคาน้ำมันโดยรวมกลับบ่งชี้ว่า ตลาดยังไม่เชื่อว่าวิกฤตนี้จะยืดเยื้อเป็นเวลานาน เนื่องจากในสถานการณ์สงครามที่อาจคลี่คลายได้ทุกเมื่อ นักลงทุนมักไม่ต้องการเดิมพันว่าราคาจะสูงต่อเนื่องในระยะยาว

รูปแบบราคาน้ำมันในปัจจุบันอยู่ในภาวะที่เรียกว่า “Backwardation” กล่าวคือ ราคาสำหรับการส่งมอบในระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว สะท้อนว่าผู้ซื้อยินดีจ่ายแพงเพื่อให้ได้สินค้าทันที ต่างจากภาวะ “Contango” ที่ราคาล่วงหน้าจะสูงกว่าเพื่อชดเชยต้นทุนการเก็บรักษา

การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งโดยปกติเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเกือบ 30% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม และมีนักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้

ผลกระทบจากวิกฤตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่ขยายวงกว้างไปยังอุตสาหกรรมพลังงานและเศรษฐกิจโลกโดยรวม โรงกลั่นน้ำมันในตะวันออกกลางต้องลดกำลังการผลิตจากการถูกโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธ ขณะที่หลายประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่นและไทย เริ่มเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำมันดิบ ส่วนยุโรปก็อาจต้องลดกำลังการกลั่น เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในทางกลับกัน โรงกลั่นในสหรัฐ ซึ่งพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางน้อยกว่า ยังสามารถดำเนินงานได้ค่อนข้างปกติ แม้ว่าจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นตามราคาตลาดโลก

สำหรับผู้บริโภค ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นกำลังส่งผลกระทบโดยตรง โดยในสหรัฐ ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยพุ่งสูงเกิน 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี ส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น และสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาล

นอกจากนี้ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังเริ่มส่งผ่านไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจ เช่น ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าอาหาร และค่าขนส่ง ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วิกฤตน้ำมันจากสงครามอิหร่านกำลังสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อระบบพลังงานโลก ทั้งในด้านอุปทาน ราคา และโครงสร้างตลาด และอาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...