โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ ‘สี’ ไม่ใช่แค่เครื่องมือ เส้นทางของ Craft Colour จากวัตถุดิบธรรมชาติสู่ศิลปะ

The Momentum

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

จุดเริ่มต้นของ Craft Colour ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจจะสร้างแบรนด์ แต่เริ่มจากความหลงใหลใน ‘สี’ ในฐานะวัตถุดิบที่มีชีวิต สำหรับ หมิว-พรพิมล มิ่งมิตรมี สีไม่ใช่แค่เครื่องมือในการสร้างงานศิลปะ หากแต่เป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาเข้าด้วยกัน ความสนใจเล็กๆ ในห้องเรียนค่อยๆ เติบโตเป็นคำถามใหญ่ว่า สีที่เราใช้กันทุกวันนี้ มีจุดกำเนิดจากอะไร และเคยผ่านมือของธรรมชาติในรูปแบบไหนมาก่อน

จากคำถามนั้น หมิวเริ่มต้นการเดินทางเพื่อค้นหาจิตวิญญาณแห่งสีธรรมชาติ ผ่านการทดลอง ปรุง และเรียนรู้จากวัสดุรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเปลือกไม้ ใบไม้ หรือแร่ธาตุพื้นถิ่น ทุกเฉดสีที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของกระบวนการ แต่คือเรื่องราวของความอดทน การสังเกต และแพสชันที่ผลักดันให้เธอค่อยๆ ประกอบสร้างองค์ความรู้ขึ้นด้วยตัวเอง ก่อนจะกลายเป็นรากฐานของงานคราฟต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในวันนี้

ทำไมคุณถึงสนใจการทำสี

หมิว: จริงๆ แล้วจุดเริ่มต้นไม่ได้มาจากการอยากทำแบรนด์เลยค่ะ แต่มาจากตอนที่หมิวเรียนด้านการอนุรักษ์จิตรกรรมฝาผนัง พอศึกษาเชิงลึกมากขึ้นก็เริ่มตั้งคำถามกับสีว่ามีกระบวนการสร้างขึ้นมาอย่างไร เพราะองค์ความรู้ในไทยตอนนั้นยังค่อนข้างจำกัด หมิวเลยตัดสินใจไปเรียนต่อที่อินเดีย เพื่อหาคำตอบว่า ก่อนที่สีจะถูกบรรจุเป็นหลอดสำเร็จรูปให้เราใช้กันทุกวันนี้ มันมีต้นทางอย่างไรบ้าง เพราะตลอดร้อยปีที่ผ่านมา เราคุ้นชินกับการซื้อสีสำเร็จรูป จนแทบลืมไปแล้วว่าสีเหล่านี้เคยมีรากมาจากธรรมชาติ

ทำไมถึงเลือกไปเรียนที่อินเดีย

หมิว: เพราะอินเดียเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ ตั้งแต่อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ การที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดิมมาอย่างยาวนาน มันทำให้เกิดการสั่งสมองค์ความรู้ที่เฉพาะเจาะจงและหยั่งรากลึกกว่าชนชาติใหม่ๆ ความชำนาญเรื่องการสกัดวัตถุดิบจากธรรมชาติของเขาจึงกลายเป็นมรดกที่ส่งต่อกันมาเป็นพันปีค่ะ

การไปเรียนที่นั่นให้คำตอบที่ตามหาไหม

หมิว: ได้คำตอบค่ะ แต่ไม่ได้มาในรูปแบบตำราหรือห้องเรียนแบบตรงไปตรงมา หมิวต้องใช้วิธีตระเวนหาตามคำแนะนำของครู ไปเรียนรู้กับช่างเฉพาะทางตามหมู่บ้านต่างๆ ซึ่งที่นั่นเขาแยกความชำนาญกันชัดเจนมาก ทั้งช่างทำสีและช่างเตรียมผงสี เช่น ถ้าอยากได้สีอินดิโก (Indigo) หรือสีครามที่ดีจริงๆ ก็ต้องรู้แหล่งและคนทำ หมิวได้เรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบจากธรรมชาติ ไปจนถึงการเห็นปฏิกิริยาทางวิทยาศาสตร์ในวิถีชาวบ้าน อย่างการต้มวัตถุดิบกับด่างหรือน้ำขี้เถ้าเพื่อดึงเฉดสีที่ต้องการออกมา ยิ่งลงมือทำก็ยิ่งรู้สึกว่าสีธรรมชาติมีรายละเอียดและเสน่ห์ที่ลึกกว่าที่คิดมากค่ะ

ช่วงนั้นต้องเดินทางไปอินเดียบ่อยแค่ไหน

หมิว: ค่อนข้างบ่อย เป็นลักษณะไปๆ มาๆ มากกว่า เพราะหมิวเรียนกับช่างโดยตรง พอจบแต่ละเรื่องก็จะกลับมาลองทำต่อที่ไทยก่อน แล้วถ้ามีคำถามใหม่หรืออยากลงลึกมากขึ้น ก็จะบินกลับไปอินเดียอีก ทำแบบนี้ต่อเนื่องอยู่ประมาณ 4-5 ปี ไปแทบทุกปี ปีละ 2-3 ครั้ง จนกว่าจะเข้าใจในแต่ละกระบวนการจริงๆ

จากความสนใจส่วนตัว อะไรคือจุดที่ทำให้เริ่มต่อยอดเป็นอาชีพจริงจัง

หมิว: ตอนแรกหมิวยังไม่เห็นภาพเลยว่าจะเลี้ยงชีพจากสิ่งนี้ได้อย่างไร จนมีเพื่อนคนหนึ่งทักขึ้นมาว่า เรื่องสีธรรมชาติยังไม่มีใครทำอย่างจริงจัง ลองดูไหม คำนั้นเหมือนเป็นแรงผลักเล็กๆ เลยเริ่มจากการเปิดเวิร์กช็อปก่อน เพื่อดูว่ามีคนสนใจไหม ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินคาด มีคนอยากเรียนรู้เยอะมาก จากจุดนั้นหมิวเลยค่อยๆ ขยับมาทำสีขาย โดยเริ่มจากระบบพรีออร์เดอร์เป็นก้าวแรก

ทำไมถึงนิยามตัวเองว่าเป็น ‘ช่างปรุงสี’

หมิว: คำว่า ‘ช่างปรุงสี’ เป็นคำที่มีอยู่ในตำราโบราณค่ะ หมิวไปเจอครั้งแรกตอนศึกษาเรื่องการเขียนสีหัวโขน ซึ่งใช้เรียกคนทำสีโดยเฉพาะในสมัยนั้น พื้นฐานของหมิวเองเรียนด้านการอนุรักษ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และมีพื้นฐานสายวิทย์-คณิต ทำให้เรามองงานสีได้ทั้งในเชิงศิลปะและเข้าใจกลไกทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างและบูรณะงาน

พื้นเพจากครอบครัวที่ทำผ้าคราม มีอิทธิพลกับสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ไหม

หมิว:มีมากค่ะ เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนเลย หมิวโตมากับภาพคุณยายและคุณแม่ทอผ้าครามที่สกลนคร ซึ่งในอดีตผ้าครามหรือหม้อห้อม อาจถูกมองว่าเป็นผ้าของคนทำงาน แต่สำหรับหมิว มันคือความผูกพันที่ซึมซับมาตั้งแต่เด็ก พอวันนี้เรามาทำเรื่องสี มันคือจิตวิญญาณเดียวกัน เป็นงานที่ต้องใช้ทั้งมือ สมอง และร่างกาย ต้องละเอียดและต้องอดทนมากจริงๆ ค่ะ

ปัจจุบันแบรนด์มีผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง

หมิว:ตอนนี้หลักๆ จะมีสีน้ำ ทั้งแบบโปร่งแสงและทึบแสง รวมถึงสีฝุ่นและสีเทียนค่ะ เสน่ห์ของสีอยู่ที่การเป็นสีตามฤดูกาล อย่างช่วงหน้าฝน เช่น ไม้จะอุ้มน้ำมาก ทำให้สีที่ต้มออกมามีความจางลง เราก็ต้องปรับวิธีไปตามจังหวะของธรรมชาติ นอกจากสี หมิวยังทำกระดาษทำมือเกรดศิลปินจากฝ้าย ด้วยเทคนิคดั้งเดิม และมีพู่กันขนสัตว์ธรรมชาติ อย่างขนหูวัวใส่ไว้ในพาเลตต์ เพื่อให้คนใช้งานได้ครบในชุดเดียว

เวิร์กช็อปช่วงแรกๆ พูดถึงอะไร และคนมอง ‘สีธรรมชาติ’ แบบไหนกันบ้าง

หมิว:คลาสแรกๆ จะเป็นเรื่องการปรุงสีจากธรรมชาติค่ะ ซึ่งทำให้เห็นเลยว่าคนส่วนใหญ่ยังมีภาพจำว่าสีธรรมชาติเป็นอะไรที่ค่อนข้างหยาบ หรือจำกัดอยู่แค่พืชและของที่กินได้ แต่จริงๆ แล้วมันกว้างกว่านั้นมาก ทั้งดิน หิน แร่ หรือยางไม้ก็ให้สีได้เหมือนกัน แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติและข้อจำกัดต่างกัน ที่สำคัญคือ ธรรมชาติ ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป เพราะในนั้นมีทั้งสารอินทรีย์และอนินทรีย์ผสมกันอยู่

จากเวิร์กช็อปสู่การทำสินค้า ใช้เวลานานไหมกว่าจะเริ่มขายจริง

หมิว: เร็วกว่าที่คิดนะ เปิดเวิร์กช็อปไปแค่ 2 ครั้ง ก็เริ่มมีคนอยากซื้อสีแล้ว เพราะบางคนสนใจแต่ไม่มีเวลามาเรียน หมิวเลยลองเปิดพรีออร์เดอร์ทันที แต่จำกัดจำนวนไว้ก่อน เดือนละ 2 รอบ รอบละ 10 ชุด เพราะตอนนั้นทำคนเดียวทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้ม บด เตรียมพิกเมนต์ ไปจนถึงเคี่ยวกาวปรุงสี ซึ่งจริงๆ การทำสีวาดรูปมันไม่ได้จบแค่การมีผงสี ต้องคำนึงถึงคุณสมบัติการใช้งานด้วย ทั้งความคงทนต่อแสงแดด และการยึดเกาะบนพื้นผิว

ถ้ามองลึกลงไป เรื่องของ ‘สี’ มีความซับซ้อนมากแค่ไหน

หมิว: ซับซ้อนและเฉพาะตัวพอสมควร เพราะสีแต่ละแบบผูกกับพื้นที่และวัฒนธรรม อย่างจิตรกรรมฝาผนังไทยสมัยอยุธยา จะได้รับอิทธิพลจากเปอร์เซีย อินเดีย และอิหร่าน แต่พอเข้าสู่รัตนโกสินทร์ ก็เริ่มรับอิทธิพลจากจีนมากขึ้น ทั้งวัสดุและวิธีเขียนก็เปลี่ยนไปตามนั้น การได้เดินทางไปศึกษา ทำให้หมิวเห็นว่าวัฒนธรรมแต่ละแห่งเลือกใช้วัสดุบนพื้นผิวต่างกัน ทั้งกระดาษ ผ้า หรือผนัง และทั้งหมดนี้ก็ถูกส่งต่อกันมาในฐานะ tradition ที่มีรายละเอียดลึกมากค่ะ

ในมุมมองของคุณ ‘สีธรรมชาติ’ กับ ‘สีสังเคราะห์’ ต่างกันอย่างไร

หมิว:หมิวไม่มองว่าอะไรดีกว่ากันนะคะ แต่มองว่าแต่ละแบบมีคาแรกเตอร์ของตัวเองมากกว่า ถ้าต้องการสีที่สด คม และควบคุมมาตรฐานได้เป๊ะ สีสังเคราะห์ก็เหมาะ แต่ถ้าชอบความนุ่มนวล มีมิติ และเสน่ห์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ สีธรรมชาติก็จะตอบโจทย์กว่า มันคล้ายกับการมองผ้าทอมือกับผ้าโรงงาน คุณค่าของมันขึ้นอยู่กับมุมมองหรือแว่นตาที่เราใช้มองความงามนั้นมากกว่าค่ะ

การทำงานกับธรรมชาติให้อะไรกับคุณบ้าง

หมิว:มันสอนให้เราวางความคิดเรื่องการควบคุมค่ะ ปกติมนุษย์มักตั้งเป้าไว้ชัดเจนว่าอยากได้ผลลัพธ์แบบไหน เช่น อยากได้สีแดง แล้วก็พยายามบังคับทุกอย่างให้ไปถึงจุดนั้น แต่ในธรรมชาติจริงๆ สีมันไม่ได้ตายตัวขนาดนั้น อย่างเอาฝางมาปรุง สีที่ได้ก็คือ สีของฝางในแบบของมัน จะให้เหมือนสีแดงในจินตนาการเป๊ะๆ มันแทบเป็นไปไม่ได้

การปรุงสีธรรมชาติเลยกลายเป็นการเปลี่ยนวิธีคิด จากการควบคุม ไปเป็นการเรียนรู้ที่จะยอมรับและอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นมากกว่า ต่อให้เป็นวัตถุดิบชนิดเดียวกัน แต่ต่างช่วงเวลา ต่างสภาพแวดล้อม สีที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน ความสนุกเลยอยู่ที่ระหว่างทาง ว่าเราจะค้นพบอะไรใหม่ๆ มากกว่าการไปยึดติดกับปลายทางค่ะ

ความไม่เหมือนกันในแต่ละครั้ง กลายเป็นเอกลักษณ์ในของงานคุณไหม

หมิว:หมิวอาจไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นเอกลักษณ์ขนาดนั้น แต่ยึดสิ่งที่ครูช่างสอนมากกว่าว่า ถ้าเรารักและใส่ใจในสิ่งที่ทำ งานมันจะสื่อสารตัวเองได้โดยไม่ต้องอธิบายมาก ในโลกที่ทุกอย่างเดินเร็ว การทำสีธรรมชาติกลับสอนให้เราเข้าใจเรื่องเวลามากขึ้น เหมือนต้นไม้ที่ถูกเร่งให้โต มันอาจโตไวแต่ไม่แข็งแรง การทำสีก็เหมือนกัน ต้องปล่อยให้ทุกอย่างค่อยๆ ตกตะกอน เมื่อถึงจังหวะของมันจริงๆ ผลลัพธ์จะค่อยๆ เผยออกมาเองค่ะ

ในมุมของคนทำสีธรรมชาติ การเข้าใจวัตถุดิบต้นทางสำคัญแค่ไหน

หมิว:สำคัญมากค่ะ เพราะเมื่อเรามองว่าวัตถุดิบคือ Material ที่มีชีวิต เราต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับเขาให้ได้ อย่างดอกอัญชัน หลายคนคาดหวังว่าจะให้สีน้ำเงินที่เข้มและคงทน แต่ถ้าเข้าใจธรรมชาติของมันจริงๆ จะรู้ว่าดอกไม้ชนิดนี้เกิดมาเพื่อดึงดูดแมลงและมีอายุสั้น มันเลยไม่เหมาะกับการเป็นสีวาดรูปที่ต้องคงอยู่ยาวนานเป็นร้อยปี

แต่ในอีกมุมหนึ่ง อัญชันกลับทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยมในฐานะสีผสมอาหาร สีที่เกิดขึ้นและเลือนหายไปตามกาลเวลาอย่างเป็นธรรมชาติ การเข้าใจต้นทางแบบนี้ ทำให้เราไม่พยายามฝืนธรรมชาติ แต่กลับมองเห็นคุณค่าในแบบที่วัตถุดิบแต่ละชนิดอยากจะเป็นมากกว่าค่ะ

ยกตัวอย่างสีที่ทำยากหรือต้องใช้เวลานานที่สุดให้ฟังหน่อยได้ไหม

หมิว:สีจากแร่ Lapis Lazuli (ลาพิส ลาซูลี) หมิวใช้เวลาทำนานถึง 8 เดือน เพราะมันเป็นแร่ที่ไม่สามารถสกัดด้วยน้ำได้ ต้องสกัดด้วยน้ำมันสนและแวกซ์ เพื่อให้ตัวแวกซ์ค่อยๆ ดูดสีน้ำเงินออกมาจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วทิ้งไว้ 7-8 เดือน ก่อนจะนำไปต้มเพื่อแยกชั้นสีออกมาทีละนิด

ความยากคือ คนส่วนใหญ่จำภาพ สีน้ำเงินอัลตรามารีน จากสีสังเคราะห์ที่สดและนิ่ง แต่ลาพิสจากธรรมชาติแต่ละก้อนให้เฉดสีที่ต่างกัน มีความกระเจิงแสงที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะบอกว่าสีมันไม่ได้ตามที่ใจเขาต้องการ แต่นั่นคือคาแรกเตอร์ของแร่ธรรมชาติจริงๆ ค่ะ ซึ่งเราก็ต้องให้ความรู้กับคนใช้ไปเรื่อยๆ

เคยมีคนแนะนำให้ขยายธุรกิจให้เติบโตมากกว่านี้ไหม

หมิว:มีคนถามอยู่เสมอว่าทำไมไม่ทำให้ใหญ่ขึ้น ผลิตให้ได้มากขึ้น หรือขยับไปในเชิงพาณิชย์มากกว่านี้ แต่สำหรับหมิว แค่ได้เป็นช่างทำสีที่ดีตลอดช่วงชีวิตหนึ่งก็นับว่าเพียงพอแล้ว สิ่งที่อยากทำคือการสร้างสีที่เป็นเหมือนเครื่องเขียนที่ดี ผ่านการใส่ใจในทุกขั้นตอน คล้ายกับงานคราฟต์ของช่างญี่ปุ่นที่ให้คุณค่ากับรายละเอียดเล็กๆ อย่างจริงจัง

ความสำเร็จของหมิวจึงไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่คือการที่อาชีพนี้สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และเรายังรู้สึกสนุกกับมันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะผ่านไป 10 ชั่วโมงหรือ 10 ปี หมิวยังคงจัดจังหวะชีวิตให้สมดุล ทั้งการทำงาน เรียนรู้ และพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายได้หยุดพัก ขณะที่จิตใจก็ยังเปิดรับโลกใหม่ๆ ผ่านการเดินทางและการเรียนรู้ในที่ต่างๆ

ก้าวต่อไปของ Craft Colour คืออะไร

หมิว:หมิวอยากทำร้านเครื่องเขียนค่ะ อยากให้สีมีเพื่อน อยากรวมของที่เราใช้แล้วดี และของที่คัดสรรมาจากแต่ละเมืองที่เคยเดินทางไป วางไว้ในที่เดียวกัน โดยจะเริ่มจากออนไลน์ก่อน เพราะหมิวยังชอบการเล่าเรื่องและการเขียนอยู่ ร้านนี้จะเป็นเหมือนพื้นที่ที่ให้คุณค่าทั้งคนทำและคนใช้ และเป็นที่ที่ความหลงใหลในเครื่องเขียนตั้งแต่เด็กของหมิวได้เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ค่ะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...