นายกฯ ทำอะไรอยู่?? ศาลปกครองสั่งทำแผนฉุกเฉินป้องกัน PM2.5 ผ่านมา 2 ปีก็ยังไม่เห็น
ท่ามกลางมลพิษฝุ่นควันในฤดูร้อนของภาคเหนือที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาไว้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 ให้นายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติกำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพ ภายใน 90 วัน แต่ก็ยังไม่มีใครปฏิบัติตาม และปัญหาก็หนักขึ้นเรื่อยๆ
วันที่ 10 เมษายน 2566 ภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงใหม่และประชาชนชาวเชียงใหม่ นำโดย สภาลมหายใจเชียงใหม่, สภาลมหายใจภาคเหนือ, รศ.ดร.สมชาย ปรีชาศิลปกุล, ผศ.ดร.นัททน คงเจริญ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, นายแพทย์รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ "หมอหม่อง" อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ ประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักอนุรักษ์เจ้าของรางวัลลูกโลกสีเขียว, ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานมูลนิธิสืบสวนล้านนา ยื่นฟ้องศาลปกครองเชียงใหม่ เรียกร้องให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางสิ่งแวดล้อม ให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง"
ผู้ถูกฟ้องคดีได้แก่ นายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1, คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2, คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4
ศาลปกครองเชียงใหม่ รับฟ้องคดีนี้ไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ส.3/2566 เป็นการดำเนินคดีครั้งประวัติศาสตร์ที่ต้องการกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐของไทย ต้องดำเนินมาตรการอย่างจริงจังและเห็นผลเพื่อป้องกัน บรรเทา และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษทางอากาศ อันเกิดจากฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่ทุกช่วงหน้าแล้งของทุกปีค่าฝุ่นในอากาศจะอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชนโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ส่งผลให้มีผู้ป่วยเรื้อรัง มีผู้เสียชีวิต กระทบกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และยังไม่มีทีท่าว่า ปัญหานี้จะลดลงได้อย่างไรนอกจากการรอให้เข้าสู่ฤดูฝนในทุกๆ ปี
ข้อเรียกร้องในคดี ขอให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน จัดทำแผนปฏิบัติการโดยเร่งด่วน
คำขอท้ายฟ้องในคดีนี้ ขอให้ศาลปกครองช่วยออกคำสั่ง ได้แก่
1. ให้นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา 9 ของพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ) คือ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางสิ่งแวดล้อม เพื่อให้หน่วยงานราชการทั้งหลาย รวมถึงบุคคลต่างๆ ร่วมกันระงับ บรรเทาผลร้ายจากฝุ่น PM2.5
2. ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ใช้อำนาจตามมาตรา 13 ของพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ พิจารณากลั่นกรองแนวทางแก้ไขปัญหา PM2.5 เสนอผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน
3. ให้นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในสภาวะวิกฤติและต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนทันที ควบคุมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ล่วงหน้า ตามมาตรา 10 ของพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ
4. ให้นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปรับปรุงแก้ไขแผนขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ให้บรรลุผลตามเกณฑ์ค่ามาตรฐาน โดยการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึงและเพียงพอของประชาชน
5. ขอให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขวิธีการเปิดเผยข้อมูล เพื่อให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งบริษัทลูก ให้เปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้านถึงความเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสุขภาพ ทั้งจากการดำเนินธุรกิจในประเทศและต่างประเทศ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องเผาและเป็นแหล่งกำเนิดของ PM2.5
อย่างไรก็ดี หลังยื่นฟ้องไปแล้วศาลไม่รับคำฟ้องในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 จึงทำให้คดีเหลือประเด็นต้องต่อสู้กันในศาลแค่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เท่านั้น
ข้อต่อสู้ฝ่ายรัฐ ยืนยันทำมาแล้วหลายมาตรการ ไม่ได้ละเลยหน้าที่
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นายกรัฐมนตรี ให้การยอมรับว่า แนวโน้มการเจ็บป่วยของประชาชน 17 จังหวัดในภาคเหนือ ด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ระหว่างปี 2562 ถึง 2565 ในเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมเพิ่มสูงขึ้น สอดคล้องกับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 หน่วยงานของรัฐจำนวนมากได้จำนวนดำเนินการแก้ไขปัญหา เช่น กรมควบคุมมลพิษได้จัดทำแผนการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันปี 2562 โดยประสานงานกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รายงานสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าต่อสำนักเลขาธิการอาเซียน และประสานงานกับประเทศสมาชิกอย่างใกล้ชิด ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศดำเนินโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองภายใต้ข้อตกลงอาเซียนเรื่องหมอกควันข้ามแดนปี 2565 ดำเนินโครงการบริหารจัดการเชื้อเพลิง พัฒนาแอพพลิเคชั่นลงทะเบียนบริหารจัดการเชื้อเพลิง และในปี 2566
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย ได้จัดการเหตุสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทยได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ สำนักปลัดนายกรัฐมนตรีได้รวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงาน กระทรวงกลาโหมจัดชุดลาดตระเวนเพื่อป้องปรามการลักลอบเผาป่าและระดับไฟป่า ฉีดพ่นละอองน้ำและจัดรถบรรทุกน้ำสนับสนุนการดับไฟริมทาง กระทรวงคมนาคมดำเนินการบำรุงรักษาเครื่องยนต์ ตรวจสภาพรถควันดำ สำนักงานตำรวจแห่งชาติบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกับผู้ที่ปล่อยควันดำ ผู้ประกอบการโรงงาน ผู้ลักลอบเผาพืชไร่และพืชที่เพาะปลูก โดยให้คำแนะนำกับประชาชน 962 ราย ตรวจสอบ 851 รายจับกุมผู้ลักลอบเผา 12 ราย กรมประชาสัมพันธ์ดำเนินการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อในสังกัดทั่วประเทศ ฯลฯ
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแกัไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ในปี 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนเฉพาะกิจเพื่อการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง คณะรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการต่างๆ รวมทั้งบังคับใช้กฎหมายกับผู้มีเจตนาเผาป่าและพื้นที่เพาะปลูกอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ในแต่ละปีมีการถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหารวมถึงได้มีการแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นช่องทางกรมประชาสัมพันธ์
แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะไม่ได้ใช้อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมตามมาตรา 9 แต่ได้ใช้อำนาจสั่งการศูนย์ราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ได้ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร คณะรัฐมนตรีได้ติดตามสถานการณ์โดยมีการกำหนดและวางมาตรการอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเข้าร่วมหารือในระดับสากล
ฝุ่น PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานแม้เป็นภัยสาธารณะที่ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยและมีความเสี่ยงทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนจำนวนมาก แต่ไม่ถึงขนาดกระทบขวัญกำลังใจของประชาชนทั้งประเทศ และไม่มีความจำเป็นต้องขอรับความช่วยเหลือจากต่างประเทศในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเป็นภัยสาธารณะระดับที่ 2 อยู่ในอำนาจควบคุมสั่งการของผู้ว่าราชการจังหวัด จึงไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องเสนอให้ยกระดับเป็นระดับที่ 4 คือสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง เพื่อให้นายกรัฐมนตรีควบคุมสั่งการแก้ไขปัญหา
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้การต่อสู้คดีว่า ได้ออกประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่องกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละออง PM2.5 ตั้งแต่มิถุนายน 2566 ให้ทุกส่วนราชการเพิ่มและยกระดับมาตรการให้เข้มงวดขึ้น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ในพื้นที่รับผิดชอบ ส่วนราชการอื่นเป็นหน่วยสนับสนุน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้พิจารณายกระดับมาตรการในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองโดยเฉพาะในช่วงวิกฤติ และดำเนินการตามแผนวาระแห่งชาติ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านวิชาการแก้ไขปัญหา มีมติเห็นชอบแผนเฉพาะกิจปี 2565 ซึ่งคณะรัฐมนตรีรับทราบร่างแผนเฉพาะกิจนี้
กรณีจึงเห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ และปฏิบัติตามแผนที่ได้กำหนดมาตรการแนวทางวาระแห่งชาติแล้ว จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร
คำพิพากษายืนยัน ปัญหาฝุ่น "ป้องกันได้ในระดับหนึ่ง" ให้เร่งทำแผนฉุกเฉินสู้ PM2.5 ใน 90 วัน
ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 ตามที่อธิบดีศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งให้พิจารณาคดีแบบเร่งด่วน ทำให้สามารถมีคำพิพากษาได้ในเวลาไม่ถึง 1 ปี โดยคำพิพากษาสรุปใจความสำคัญได้ว่า สถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ถือว่าเป็นภาวะมลพิษ หากปล่อยไว้เช่นนั้นจะเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพของอนามัยประชาชน ก่อความเสียหายทั้งทรัพย์สิน การท่องเที่ยว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ ในการสั่งให้ส่วนราชการ และบุคคลใดๆ ร่วมกันป้องกัน แก้ไข บรรเทาผลร้ายจากฝุ่น PM2.5 ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
กรณีเป็นที่ประจักษ์ว่า หลายพื้นที่ในภาคเหนือมีค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนดต่อเนื่องมาระยะเวลาหนึ่งเป็นกรณีภาวะมลพิษ ซึ่งเมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรือภยันตรายต่อสาธารณชน และหากปล่อยไว้เช่นนั้นมีแนวโน้มที่ร้ายแรงจนถึงขนาดเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และก่อให้เกิดผลกระทบเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในท้องที่จังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่อื่นในภาคเหนือและมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต หากไม่ได้รับการป้องกัน ควบคุม บรรเทา และแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงใช้อำนาจสั่งการตามที่เห็นสมควร เพื่อเป็นการป้องกันแก้ไข ระงับหรือบรรเทาเหตุฉุกเฉิน หรือภยันตรายจากภาวะมลพิษดังกล่าวตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ
แม้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะได้ดำเนินการเพื่อสั่งการให้มีการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 แล้วก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่อื่นในภาคเหนือตกอยู่ในภาวะที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพ อันเนื่องจากฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเป็นอย่างมาก เป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง กรณีจึงถือได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 9 ล่าช้าเกินสมควร ในการสั่งการและแก้ไขปัญหา ให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และประกาศกรมควบคุมมลพิษ
แม้จะฟังได้ว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีการดำเนินการไปหลายมาตรการแล้วก็ตาม เช่น มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองในภาพรวมของประเทศ หรือได้ออกประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเมื่อปี 2565 กำหนดค่ามาตรฐานใหม่ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่เกินค่ามาตรฐานยังคงเกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่อง ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน 2566 โดยไม่ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้อำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ท้องที่นั้นเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อดำเนินการขจัดมลพิษ ตามมาตรา 59 แห่งพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ กรณีจึงเห็นว่าการดำเนินการตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อ้างว่าดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2566 นั้น ไม่ได้มีผลทำให้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ลดลง และแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมิได้มีผลที่เป็นรูปธรรมอย่างเพียงพอ
โดยที่ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่มีผลกระทบรุนแรงนี้เกิดจากลักษณะภูมิประเทศของภาคเหนือที่เป็นแอ่งกระทะ ทำให้อากาศปิด การเผาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วของการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตรจำเป็นต้องต้องใช้วิธีเผา การเผาในพื้นที่ป่าเพื่อล่าสัตว์และหาของป่า ปัญหาปากท้องของประชาชนเมื่อชาวบ้านไม่มีทางเลือก ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่กับประชาชนทำให้เกิดการเผาเพื่อกลั่นแกล้ง รวมทั้งหมอกควันข้ามแดน ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่สามารถป้องกันในระดับหนึ่งได้ หากมีการขับเคลื่อนและดำเนินนโยบายสาธารณะของภาครัฐแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ และทันท่วงที
ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤต สถานการณ์ยังไม่ลดลงและมีแนวโน้มสูงขึ้น ค่าเฉลี่ยเกินกว่าค่ามาตรฐานตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ไม่ได้ดำเนินการตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ และแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งอยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จึงละเลยต่อหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินในการแก้ไขปัญหาหรือบรรเทาผลร้ายจากฝุ่น PM2.5
เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในภาคเหนือได้คลี่คลายลงแล้วตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม 2566 ศาลจึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามมาตรา 9 ที่บัญญัติใช้ในกรณีมีเหตุฉุกเฉินได้ อย่างไรก็ตามปัญหาฝุ่น PM2.5 จะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคมของทุกปีอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาตามหลักการป้องกันล่วงหน้า (preventive principle) กรณีจึงมีเหตุผลเพียงพอที่ศาลจะพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้อำนาจและปฎิบัติหน้าที่ตามพ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฯ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่น PM2.5 เกินกว่าค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในอนาคต
พิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ใช้อำนาจร่วมกัน กำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพอย่างบูรณาการและยั่งยืน เพื่อป้องกัน ควบคุม แก้ไข บรรเทา หรือระงับภยันตรายอันเกิดจากฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือให้ทันท่วงที ทั้งนี้ให้ดำเนินการกำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด
อ่านคำพิพากษาศาลปกครองฉบับเต็มได้จากเว็บไซต์มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมคลิกที่นี่
ศาลปกครองสูงสุดย้ำ แม้คดียังไม่สิ้นสุดก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งทันที
หลังจากที่ศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นายกรัฐมนตรีไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา จึงเท่ากับคำพิพากษาถึงที่สุดในส่วนของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และไม่ว่าใครที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา ก็มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษานี้ แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดทำให้คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด
อย่างไรก็ดี วันที่ 18 เมษายน 2567 ผู้ฟ้องคดียื่นคำขอต่อศาลปกครองสูงสุดขอให้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคำขอนี้แล้วมีคำสั่งเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2567 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ดำเนินการกำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน
คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ให้เหตุผลสรุปได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้มีหนังสือ ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลปกครองสูงสุดว่า คณะกรรมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศเพื่อความยั่งยืนได้มีมติเห็นชอบมาตรการฉุกเฉินยกระดับการปฏิบัติการและการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วงสถานการณ์วิกฤตประจำปี 2567 และมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำมาตรการฉุกเฉินดังกล่าวเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อยู่ระหว่างการปฎิบัติหน้าที่ที่เกี่ยวกับการบังคับตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้น ดังนั้น การปฏิบัติตามคำพิพากษาโดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด จึงไม่เป็นอุปสรรคที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลัง หรือจะเป็นปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐหรือคือบริการสาธารณะ จึงมีเหตุสมควรที่จะมีคำสั่งให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นโดยไม่ต้องรอจนกว่าคดีถึงที่สุด
อย่างไรก็ดี นับจนถึงปี 2569 เป็นเวลากว่าสองปีแล้ว ตั้งแต่มีคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ ก็ไม่ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ดำเนินการกำหนดมาตรการหรือจัดทำแผนฉุกเฉินดังเพื่อป้องกันฝุ่น PM2.5 ให้แล้วเสร็จตามที่ศาลกำหนด
ความเห็นคณบดีแพทย์ มช. หากรัฐบาลลดระดับฝุ่นได้ จะมีคนเสียชีวิตน้อยลงร้อยละ 20
ในการพิจารณาคดีนี้ ศาลปกครองเชียงใหม่ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่งข้อมูลและความคิดเห็นมายังศาลเพื่อประกอบการพิจารณาคดี โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและการดำเนินการที่ได้ทำไปแล้วหลายหน่วยงาน ตัวอย่างเช่น
กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมขนส่งทางบก กรมโรงงานอุตสาหกรรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฯลฯ โดยมีบุคลากรด้านสาธารณสุขสองคน ทีศาลเรียกให้ส่งข้อมูลและความเห็นเข้ามาในคดี คือ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และคณบดีแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทั้งสองให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์สุขภาพของประชาชนและให้ความเห็นต่อคดีไปในทิศทางเดียวกัน สรุปได้ดังนี้
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ชี้แจงต่อศาลว่า ฝุ่น PM2.5 เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยทั้งแบบฉับพลัน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การเจ็บป่วยระยะฉับพลันและระยะสั้นสามารถรุนแรงจนจำเป็นต้องไปรักษาที่แผนกฉุกเฉิน ซึ่งผู้ป่วยส่วนหนึ่งอาจเสียชีวิตก่อนถึงมือแพทย์ บางส่วนเสียชีวิตในโรงพยาบาลจากความรุนแรงของโรค ส่วนการเจ็บป่วยในระยะยาวเป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยเรื้อรังกลุ่มโรคไม่ติดต่อ เป็นสาเหตุสำคัญของโรคมะเร็งปอด จำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูฝนทุกปีเกินกว่าอัตรากำลังของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ มากกว่าจำนวนเตียงของจังหวัดเชียงใหม่ที่จะรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนภาควิชาอายุรศาสตร์ ต้องดูแลผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 จำนวนมากจนทำให้ผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉินไม่สามารถเข้านอนโรงพยาบาลได้ และไม่สามารถส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นเนื่องจากเหตุผลเดียวกัน
การพยากรณ์ทางการแพทย์เกี่ยวกับปัญหาด้านสุขภาพของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่จากปัญหาฝุ่น PM2.5 จะยังคงอยู่ต่อไปและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัญหาระดับประเทศและนานาชาติ หากผู้บริหารระดับประเทศไม่ได้นำข้อมูลทางสุขภาพมาวิเคราะห์อย่างองค์รวมและละเลยการแก้ไขอย่างจริงจัง
จังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่ เป็นเมืองท่องเที่ยวมีระบบสาธารณสุขมากมายนอกเหนือจากโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขเอง เช่น โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลเอกชน การนำข้อมูลของทั้งจังหวัดมาวิเคราะห์จำเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้าน โดยปราศจากอคติ ต้องหาข้อมูลการเสียชีวิตและสาเหตุการเสียชีวิตจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง
ผลการศึกษาเฉพาะอำเภอเชียงดาวที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 อัตราการเสียชีวิตในชุมชนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 3.5 สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตของทางจังหวัดกว่าสองเท่า อาจเกี่ยวกับประชาชนในอำเภอเชียงดาวหายใจเอาอากาศที่มีฝุ่นต่อวันนานกว่าประชาชนทั้งจังหวัด ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกร บ้านพักอาศัยเป็นแบบเปิดโรงรับอากาศจากภายนอก ประชาชนมีจำนวนผู้สูงวัยมาก อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 ต่อทุกๆ ค่าเฉลี่ยฝุ่นที่เพิ่มขึ้น 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ด้าน คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ชี้แจงต่อศาลว่า ผลกระทบจากมลพิษฝุ่นละอองต่อสุขภาพประชาชน เมื่อหายใจเข้าไปฝุ่นจะลงไปไปถึงถุงลมปอดก่อการอักเสบของเซลล์ต่างๆในถุงลมได้โดยตรง สารเคมีที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการอักเสบยังสามารถเข้าสู่กระแสเลือด กระจายสารอักเสบไปยังอวัยวะต่างๆโดยทางอ้อม อนุภาคของฝุ่น PM2.5 ที่มีขนาดเล็กมาก โดยเฉพาะอนุภาคละเอียด PM0.1 ผ่านรอยต่อของเซลล์ผนังถุงลมเข้าสู่หลอดเลือดฝอยได้ง่าย ทำให้เกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ และก่อให้เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดได้โดยตรง ส่งผลกระทบต่อหัวใจ สมอง ไต การกระตุ้นประสาทอัตโนมัติ ก่อให้เกิดความเสื่อมของอวัยวะระบบต่างๆของร่างกาย ประชากรกลุ่มเสี่ยงซึ่งจะได้รับผลกระทบสูงสุด ได้แก่ ผู้สูงวัย เป็นกลุ่มประชากรที่มักจะมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจและไหลเวียนโลหิตอยู่เดิม หญิงตั้งครรภ์ที่สัมผัสมลพิษทางอากาศ ปริมาณฝุ่นในรกสัมพันธ์กับปริมาณฝุ่นที่มารดาสัมผัสจากการหายใจ ทำให้ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อยลงเพิ่มความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด
ผลการศึกษาฝุ่น PM2.5 พบว่ามีผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพของมนุษย์มาอย่างยาวนาน โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์มากมาย อากาศที่ฝุ่นปนเปื้อนส่งผลต่อสุขภาพของประชากรเป็นวงกว้างกว่าปัจจัยเสียงอื่นๆ จากข้อมูลย้อนหลังของการเสียชีวิตในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า เมื่อค่าฝุ่นรายวันเพิ่มขึ้นทุก 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากการกำเริบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังถึงร้อยละ 7.2 ถึง 8.9 ส่วนค่าเฉลี่ยรายปีของฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่มีค่าประมาณ 30 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แสดงให้เห็นว่าประชากรในจังหวัดเชียงใหม่จะมีอายุขัยสั้นสั้นลง 2.5 ปี จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูฝนเกินกว่าอัตรากำลังของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงมากกว่าจำนวนเตียงของจังหวัดเชียงใหม่ที่จะรับได้
การกำหนดค่ามาตรฐานฝุ่น PM2.5 ของประเทศในระดับสูงทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าระดับฝุ่นในขณะนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ขาดการป้องกันตนเองจากการหายใจทำให้ส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพได้ การแก้ไขปัญหาสุขภาพอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องแก้ไขที่แหล่งกำเนิดของฝุ่น การที่ปริมาณฝุ่นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงฤดูแล้งมีแหล่งกำเนิดสำคัญคือการเผาชีวมวลการเกษตร และไฟป่า ไม่ใช่การปล่อยไอเสียจากการจราจรหรือโรงงานอุตสาหกรรม
ภาครัฐจำเป็นต้องเปิดใจยอมรับในข้อมูลการศึกษาวิจัยต่างๆ แก้ไขปัญหาแหล่งกำเนิด ยกเลิกกิจกรรมที่สนับสนุนการทำเกษตรเชิงเดี่ยวซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนในระบบทุนนิยม สนับสนุนการทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริ ให้ความรู้แก่ประชาชนอย่างจริงจังเกี่ยวกับสาเหตุต้นตอที่แท้จริงและผลกระทบ ปรับค่ามาตรฐานของฝุ่น PM2.5 ของประเทศให้สอดคล้องกับความปลอดภัยของชีวิต รวมถึงมีมาตรการกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดผลกระทบจากมลพิษข้ามแดน
อัตราการเสียชีวิตของประชากรในจังหวัดเชียงใหม่สูงกว่าประชากรในประเทศที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่าค่ามาตรฐานถึงร้อยละ 20 หากผู้บริหารประเทศสามารถลดระดับฝุ่น PM2.5 รายปีให้ต่ำกว่า 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะมีอัตราการเสียชีวิตลดลงถึงร้อยละ 20