520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (1)
บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
วันแรกที่ต้องจากลา
25 มีนาคม 2567 ณ ศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นวันที่ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีวันลืม ทั้งบรรยากาศและความแสนขมที่บาดลึกลงไปในใจจนถึงวันนี้
เพราะมันคือวันฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112
วันนั้นเพื่อน ป๊า แม่ และคนรู้จักต่างมาเป็นสักขีพยานพร้อมกันเพื่อฟังคำตัดสิน
ในเวลานั้น เรายังเชื่ออยู่เลยว่า จะไม่ติดคุกหรืออย่างเลวร้ายก็คงแค่รอลงอาญา เพราะแม้เราจะยืนยันในหลักการและเลือกที่จะต่อสู้ในคดีก็ตาม แต่เราเชื่อว่าฟ้าจะเป็นใจให้เรา (ใครจะไปคิดว่าตัวเองจะติดคุกกันล่ะ)
ก่อนขึ้นศาล เราและที่บ้านไปกินข้าวมันไก่ข้างศาล ซึ่งเป็นร้านประจำที่อร่อยมากๆ ไม่มีใครในเวลานั้นคิดว่ามันจะเป็น “ข้าวมันไก่” ที่อร่อย “จาน” สุดท้ายที่จะได้กินพร้อมหน้ากับครอบครัว
หลังจากกินเสร็จ เราและครอบครัวขึ้นมารอในห้องที่นัดหมาย ตอนนั้นในห้องแอร์ที่เย็นเฉียบ ทุกคนใจจดใจจ่อลุ้นกับคำตัดสินที่ศาลกำลังจะอ่าน
“ทุกคนยืนขึ้น” เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์เปล่งเสียงออกมา เป็นสัญญาณบอกว่า คณะผู้พิพากษามาถึงแล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่จะพิพากษาอนาคตชีวิตเราต่อจากนี้
ความคิดในเวลานั้น เราเพิ่งผ่านช่วงชุมนุมปี 2563 หรือชุมนุมโบขาวมาได้ 4 ปี แต่ทุกอย่างราวกับผ่านมาเมื่อวาน จากท้องถนนสู่ห้องพิจารณาคดี เราที่กำลังเรียนปริญญาโท ด้านรัฐศาสตร์ กำลังหาประสบการณ์ในชีวิตเพื่อเดินต่อบนเส้นทางสายวิชาการ เราอยากเป็นอาจารย์ (ฝันไว้อะนะ) เรายังวางแผนอนาคตต่างๆ มากมาย ทั้งหัวข้อวิทยานิพนธ์ บทความที่อยากจะเขียน การไปดูงานต่างประเทศ ต่างๆ นานา
แต่ทุกอย่างก็มาหยุดเพื่อรอฟังผลในห้องนี้
จําเลยสิรภพ “ครับ” เรายกมือขึ้นพร้อมตอบด้วยเสียงที่ดังอย่างมั่นใจ อย่างน้อยก็ต้องเป็นกำลังใจให้ตัวเองสิ วันนี้จะเป็นวันของเรา
แล้วผู้พิพากษาหันไปถามทนาย “แล้วจำเลยอีกคน…” (คู่คดีอีกคนชื่อจัสติน หรือชูเกียรติ) ทนายเราตอบอย่างทันควัน “ไม่สามารถติดต่อได้ครับท่าน” ในจังหวะนั้น เรายังไม่คิดอะไร คิดแค่ว่าเสร็จตรงนี้จะไปกินข้าวกับที่บ้านที่สามย่านมิตรทาวน์ดีมั้ย หรือที่ไหนดี ไหนๆ เข้ามากลางเมืองแล้ว
แล้วท่านก็หยิบกระดาษขึ้นมาพร้อมเรียกชื่อเราซ้ำอีกรอบ “จะอ่านคำพิพากษาแล้วนะคะ” หน้าบัลลังก์พูดย้ำอีกครั้ง จังหวะที่ยืนฟังคำพิพากษานั้น เหงื่อไหลท่วมมือ ขาเกร็งสั่น แต่พยายามห้ามตัวเองไม่ให้แสดงออกถึงความกลัว
เราได้แต่คิดถึงอนาคตที่จะทำต่อไปหลังจบสิ้นทุกอย่างที่เป็นพันธะของชีวิต การโดนคดีหนึ่ง เราต้องเสียทั้งเวลาเรียน อ่านหนังสือ ต้องมากังวลว่าจะโดนอะไรอีกมั้ย ออกนอกประเทศก็ไม่ได้ ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงจับตาตลอด “อย่างน้อยทุกอย่างมันก็จะจบในวันนี้แล้วสินะ” เราคิดในใจ
“สติ” เรากลับมาตั้งใจฟังคำพิพากษาอีกรอบ หยุดคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย แต่มาพบกับท่อนที่ว่า “จำเลยกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ศาลมีคำสั่งให้ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่ด้วยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี”
วินาทีนั้นทั้งหน้าชา แต่ก็หันกลับไปยิ้มให้ทุกคน “เดี๋ยวก็ได้ประกัน” ที่คิดอย่างนี้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในสถานการณ์นี้ เพราะเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 ในคดีนี้ก็เคยไม่ให้ประกัน ติด 3 วันมาแล้ว แค่นี้จะเท่าไรกันเชียว
(ยังมีความมั่นใจระดับหนึ่งเลย คิดว่าตัวเองมีภูมิแล้ว หารู้ไม่สิ่งที่จะเจอมันหนักหนากว่า 3 ปีที่แล้วไม่รู้กี่ร้อยเท่า)
ทุกคนในห้องตกใจกับคำตัดสิน เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลเดินมาหาแล้วบอกว่า “น้องเอาของทุกอย่าง มือถือ กระเป๋าตังค์ ของมีค่า ฝากที่บ้านให้หมด แล้วตามพี่มา”
เราที่กำลังช็อกอยู่แต่ก็ทำหน้ายิ้มตอบรับ พร้อมเอาทุกอย่างใส่ไว้ในกระเป๋า เจ้าหน้าที่คนเดิมพูดย้ำอีกครั้ง “รองเท้าและเข็มขัดด้วย” ก่อนเราจะถูกพาตัวลงไปใต้ถุนศาล
เราได้กอดที่ป๊า แม่ และหลายๆ คนที่มาฟังให้กำลังใจเราในห้องนั้น เราตอบทุกคนว่า “เดี๋ยวมา” ก่อนทนายและนายประกันจะบอกว่า “เดี๋ยวรีบทำเรื่องประกันให้นะ ไม่ต้องห่วง”
ข้างล่าง เราเห็นผู้คุมศาลที่นั่งดูแลความเรียบร้อย เป็นคนเดียวกับที่เคยใส่กุญแจมือเราเมื่อ 3 ปีก่อน เราทักทายเขาว่า “พี่จำเราได้มั้ย” เขาหันมามองแบบงงๆ แต่ก็ไม่ตอบอะไร (ก็แหงสิ จะจำได้ไง เขาจับคนเป็นพันๆ คน)
เราถูกพาเข้ามาในห้องที่เปรียบเสมือน “คุกจำลอง” ทั้งห้องที่แคบเหมือนรูหนู พื้นที่และห้องน้ำที่เหมือนจะไม่เคยถูกขัดหลังสร้างเสร็จ ข้างในทั้งร้อนเหมือนเตาอบ ไม่มีลมใดๆ
เราได้ยินแต่เสียงของตัวเองในหัวว่า “จะทำยังไงต่อ”
“สิรภพ” เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมเสียงฝีเท้าที่เดินใกล้เข้ามา มีผู้คุมคนหนึ่งเดินมาหาพร้อมไขกุญแจพาเราออกไป “เราได้ประกันแล้วเหรอครับ” เราถามไปด้วยความร้อนรน “ญาติมาเยี่ยม” เขาตอบด้วยเสียงทื่อๆ พร้อมพาเราไปห้องเยี่ยมญาติใต้ศาล เป็นลูกกรงหนาๆ หลายๆ ชั้นซ้อนกัน และมีแผ่นอะคริลิกใสกั้นอีกชั้น มีโทรศัพท์เครื่องแบบสำนักงานตั้งข้างหน้าเรา ก่อนมีสายโทร.เข้ามา
“เป็นไงบ้าง แม่ซื้อข้าวไปให้ได้ยัง” เป็นเสียงของแม่เรา แม่บอกว่า ศาลชั้นต้นส่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้ออกคำสั่งว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ทำให้ต้องเข้าไปรอฟังคำสั่งในเรือนจำก่อน 3 วัน ถ้าได้ก็ได้ออก ถ้าไม่ได้ก็ต้องยื่นต่อในครั้งถัดไป
เราทั้งกลัวและกังวลอย่างมาก เราไม่ได้เตรียมตัวที่จะต้องเข้าไปในนั้น ไม่คิดว่าจะต้องกลับเข้าไปอีกรอบ เราน้ำตาไหลด้วยความกลัวในเวลานั้น
แม่บอกว่า “ต้องเข้มแข็ง จะทำเต็มที่โอเคมั้ย” ก่อนเพื่อนๆ พี่ๆ จะสลับกันมาคุยเป็นกำลังใจให้เรา
เวลา 20 นาทีที่ได้คุยช่างแสนสั้น ผู้คุมคนเดิมเดินมาสะกิดเพื่อบอก “หมดเวลาแล้ว” ก่อนพาเรากลับไปในห้องที่มีสุกี้ ข้าวหมูแดง และน้ำวางรออยู่
พร้อมมีสมาชิกในห้องเพิ่มมา 4 คน
เวลานั้น เราไม่มีอารมณ์จะกินอะไรแล้ว ได้แต่นอนรอเวลา เวลาที่ผู้คุมจะเอาตัวเราไปส่งที่เรือนจำ นับแต่ฟังคำพิพากษาเสร็จ 11 โมง ต้องรอถึง 5 โมงเย็น ถึงจะถูกเรียก ระหว่างนั้น ก็ได้มีปฏิสัมพันธ์นิดหน่อยกับเพื่อนร่วมห้อง มีคนวัยกลาง หนุ่มอายุน้อย (แต่ดูไม่ปกติ) ลุงคนหนึ่ง (ที่พูดว่า “ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด”) และเราเด็กแว่นสุดเนิร์ด ที่ทำตัวงกๆ เงิ่นๆ
“เฮ้ย! มีอะไรกินให้หมด จะกลับกันแล้ว” เราถามด้วยความกวนตีนไปว่า “ไปไหนครับ” ผู้คุมตอบ “บ้านไง” ในห้องเวลานั้นมีทั้งหมด 7 คน ทุกคนต่างมีความกังวลใจ ไอ้เราที่กินไรไม่ลง เลยเอาของแจกให้ทุกคนหมดเลย ผู้คุมเรียกชื่อทีละคนให้มายืนต่อแถว พร้อมเอากุญแจมือใส่ทีละคู่ จนมาถึงเรา “เอ็งอะ พิเศษหน่อยคดีนี้ ใส่ไปคนเดียวนะ” ก่อนจะโดนล็อกข้อมือ เพื่อพาไปยังสถานที่ใหม่ที่จะเป็นที่ที่เราต้องอยู่มากกว่า 1 ปี 5 เดือน 2 วัน จวบจนวันที่เราจะได้รับอิสรภาพ อย่าง “เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ”
เท้าที่ก้าวออกจากพื้นขึ้นไปยังรถเรือนจำ คือก้าวแห่งการจากลา จากอิสรภาพที่เคยมี จากครอบครัวที่เคยอยู่ร่วม จากอาหารที่เคยกิน จากหนังสือในห้องที่ดองไว้รออ่าน จากเพื่อน หรือจากแมวๆ ที่รู้จัก เรารู้ว่าเลขของเราที่ต้องจากลาคือ 2 ปี แต่ในวินาทีนั้นตัวเลขนี้กลับลืมเลือน คิดแต่เพียง “วันพรุ่งนี้เราจะได้กลับบ้าน”
ก่อนรถจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป มีเพื่อนและคนที่คุ้นเคย รอส่งเราหน้าประตูศาล ก่อนเงานั้น ใบหน้านั้นจะลาลับไป…
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (1)
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly