โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 เม.ย. เวลา 17.46 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 02.16 น.

บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ

วันแรกที่ต้องจากลา

25 มีนาคม 2567 ณ ศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นวันที่ชั่วชีวิตนี้จะไม่มีวันลืม ทั้งบรรยากาศและความแสนขมที่บาดลึกลงไปในใจจนถึงวันนี้

เพราะมันคือวันฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112

วันนั้นเพื่อน ป๊า แม่ และคนรู้จักต่างมาเป็นสักขีพยานพร้อมกันเพื่อฟังคำตัดสิน

ในเวลานั้น เรายังเชื่ออยู่เลยว่า จะไม่ติดคุกหรืออย่างเลวร้ายก็คงแค่รอลงอาญา เพราะแม้เราจะยืนยันในหลักการและเลือกที่จะต่อสู้ในคดีก็ตาม แต่เราเชื่อว่าฟ้าจะเป็นใจให้เรา (ใครจะไปคิดว่าตัวเองจะติดคุกกันล่ะ)

ก่อนขึ้นศาล เราและที่บ้านไปกินข้าวมันไก่ข้างศาล ซึ่งเป็นร้านประจำที่อร่อยมากๆ ไม่มีใครในเวลานั้นคิดว่ามันจะเป็น “ข้าวมันไก่” ที่อร่อย “จาน” สุดท้ายที่จะได้กินพร้อมหน้ากับครอบครัว

หลังจากกินเสร็จ เราและครอบครัวขึ้นมารอในห้องที่นัดหมาย ตอนนั้นในห้องแอร์ที่เย็นเฉียบ ทุกคนใจจดใจจ่อลุ้นกับคำตัดสินที่ศาลกำลังจะอ่าน

“ทุกคนยืนขึ้น” เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์เปล่งเสียงออกมา เป็นสัญญาณบอกว่า คณะผู้พิพากษามาถึงแล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่จะพิพากษาอนาคตชีวิตเราต่อจากนี้

ความคิดในเวลานั้น เราเพิ่งผ่านช่วงชุมนุมปี 2563 หรือชุมนุมโบขาวมาได้ 4 ปี แต่ทุกอย่างราวกับผ่านมาเมื่อวาน จากท้องถนนสู่ห้องพิจารณาคดี เราที่กำลังเรียนปริญญาโท ด้านรัฐศาสตร์ กำลังหาประสบการณ์ในชีวิตเพื่อเดินต่อบนเส้นทางสายวิชาการ เราอยากเป็นอาจารย์ (ฝันไว้อะนะ) เรายังวางแผนอนาคตต่างๆ มากมาย ทั้งหัวข้อวิทยานิพนธ์ บทความที่อยากจะเขียน การไปดูงานต่างประเทศ ต่างๆ นานา

แต่ทุกอย่างก็มาหยุดเพื่อรอฟังผลในห้องนี้

จําเลยสิรภพ “ครับ” เรายกมือขึ้นพร้อมตอบด้วยเสียงที่ดังอย่างมั่นใจ อย่างน้อยก็ต้องเป็นกำลังใจให้ตัวเองสิ วันนี้จะเป็นวันของเรา

แล้วผู้พิพากษาหันไปถามทนาย “แล้วจำเลยอีกคน…” (คู่คดีอีกคนชื่อจัสติน หรือชูเกียรติ) ทนายเราตอบอย่างทันควัน “ไม่สามารถติดต่อได้ครับท่าน” ในจังหวะนั้น เรายังไม่คิดอะไร คิดแค่ว่าเสร็จตรงนี้จะไปกินข้าวกับที่บ้านที่สามย่านมิตรทาวน์ดีมั้ย หรือที่ไหนดี ไหนๆ เข้ามากลางเมืองแล้ว

แล้วท่านก็หยิบกระดาษขึ้นมาพร้อมเรียกชื่อเราซ้ำอีกรอบ “จะอ่านคำพิพากษาแล้วนะคะ” หน้าบัลลังก์พูดย้ำอีกครั้ง จังหวะที่ยืนฟังคำพิพากษานั้น เหงื่อไหลท่วมมือ ขาเกร็งสั่น แต่พยายามห้ามตัวเองไม่ให้แสดงออกถึงความกลัว

เราได้แต่คิดถึงอนาคตที่จะทำต่อไปหลังจบสิ้นทุกอย่างที่เป็นพันธะของชีวิต การโดนคดีหนึ่ง เราต้องเสียทั้งเวลาเรียน อ่านหนังสือ ต้องมากังวลว่าจะโดนอะไรอีกมั้ย ออกนอกประเทศก็ไม่ได้ ถูกเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงจับตาตลอด “อย่างน้อยทุกอย่างมันก็จะจบในวันนี้แล้วสินะ” เราคิดในใจ

“สติ” เรากลับมาตั้งใจฟังคำพิพากษาอีกรอบ หยุดคิดฟุ้งซ่านไปเรื่อย แต่มาพบกับท่อนที่ว่า “จำเลยกระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ศาลมีคำสั่งให้ลงโทษจำคุก 3 ปี แต่ด้วยให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง เหลือ 2 ปี”

วินาทีนั้นทั้งหน้าชา แต่ก็หันกลับไปยิ้มให้ทุกคน “เดี๋ยวก็ได้ประกัน” ที่คิดอย่างนี้ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกในสถานการณ์นี้ เพราะเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2564 ในคดีนี้ก็เคยไม่ให้ประกัน ติด 3 วันมาแล้ว แค่นี้จะเท่าไรกันเชียว

(ยังมีความมั่นใจระดับหนึ่งเลย คิดว่าตัวเองมีภูมิแล้ว หารู้ไม่สิ่งที่จะเจอมันหนักหนากว่า 3 ปีที่แล้วไม่รู้กี่ร้อยเท่า)

ทุกคนในห้องตกใจกับคำตัดสิน เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลเดินมาหาแล้วบอกว่า “น้องเอาของทุกอย่าง มือถือ กระเป๋าตังค์ ของมีค่า ฝากที่บ้านให้หมด แล้วตามพี่มา”

เราที่กำลังช็อกอยู่แต่ก็ทำหน้ายิ้มตอบรับ พร้อมเอาทุกอย่างใส่ไว้ในกระเป๋า เจ้าหน้าที่คนเดิมพูดย้ำอีกครั้ง “รองเท้าและเข็มขัดด้วย” ก่อนเราจะถูกพาตัวลงไปใต้ถุนศาล

เราได้กอดที่ป๊า แม่ และหลายๆ คนที่มาฟังให้กำลังใจเราในห้องนั้น เราตอบทุกคนว่า “เดี๋ยวมา” ก่อนทนายและนายประกันจะบอกว่า “เดี๋ยวรีบทำเรื่องประกันให้นะ ไม่ต้องห่วง”

ข้างล่าง เราเห็นผู้คุมศาลที่นั่งดูแลความเรียบร้อย เป็นคนเดียวกับที่เคยใส่กุญแจมือเราเมื่อ 3 ปีก่อน เราทักทายเขาว่า “พี่จำเราได้มั้ย” เขาหันมามองแบบงงๆ แต่ก็ไม่ตอบอะไร (ก็แหงสิ จะจำได้ไง เขาจับคนเป็นพันๆ คน)

เราถูกพาเข้ามาในห้องที่เปรียบเสมือน “คุกจำลอง” ทั้งห้องที่แคบเหมือนรูหนู พื้นที่และห้องน้ำที่เหมือนจะไม่เคยถูกขัดหลังสร้างเสร็จ ข้างในทั้งร้อนเหมือนเตาอบ ไม่มีลมใดๆ

เราได้ยินแต่เสียงของตัวเองในหัวว่า “จะทำยังไงต่อ”

“สิรภพ” เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมเสียงฝีเท้าที่เดินใกล้เข้ามา มีผู้คุมคนหนึ่งเดินมาหาพร้อมไขกุญแจพาเราออกไป “เราได้ประกันแล้วเหรอครับ” เราถามไปด้วยความร้อนรน “ญาติมาเยี่ยม” เขาตอบด้วยเสียงทื่อๆ พร้อมพาเราไปห้องเยี่ยมญาติใต้ศาล เป็นลูกกรงหนาๆ หลายๆ ชั้นซ้อนกัน และมีแผ่นอะคริลิกใสกั้นอีกชั้น มีโทรศัพท์เครื่องแบบสำนักงานตั้งข้างหน้าเรา ก่อนมีสายโทร.เข้ามา

“เป็นไงบ้าง แม่ซื้อข้าวไปให้ได้ยัง” เป็นเสียงของแม่เรา แม่บอกว่า ศาลชั้นต้นส่งให้ศาลอุทธรณ์เป็นผู้ออกคำสั่งว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ทำให้ต้องเข้าไปรอฟังคำสั่งในเรือนจำก่อน 3 วัน ถ้าได้ก็ได้ออก ถ้าไม่ได้ก็ต้องยื่นต่อในครั้งถัดไป

เราทั้งกลัวและกังวลอย่างมาก เราไม่ได้เตรียมตัวที่จะต้องเข้าไปในนั้น ไม่คิดว่าจะต้องกลับเข้าไปอีกรอบ เราน้ำตาไหลด้วยความกลัวในเวลานั้น

แม่บอกว่า “ต้องเข้มแข็ง จะทำเต็มที่โอเคมั้ย” ก่อนเพื่อนๆ พี่ๆ จะสลับกันมาคุยเป็นกำลังใจให้เรา

เวลา 20 นาทีที่ได้คุยช่างแสนสั้น ผู้คุมคนเดิมเดินมาสะกิดเพื่อบอก “หมดเวลาแล้ว” ก่อนพาเรากลับไปในห้องที่มีสุกี้ ข้าวหมูแดง และน้ำวางรออยู่

พร้อมมีสมาชิกในห้องเพิ่มมา 4 คน

เวลานั้น เราไม่มีอารมณ์จะกินอะไรแล้ว ได้แต่นอนรอเวลา เวลาที่ผู้คุมจะเอาตัวเราไปส่งที่เรือนจำ นับแต่ฟังคำพิพากษาเสร็จ 11 โมง ต้องรอถึง 5 โมงเย็น ถึงจะถูกเรียก ระหว่างนั้น ก็ได้มีปฏิสัมพันธ์นิดหน่อยกับเพื่อนร่วมห้อง มีคนวัยกลาง หนุ่มอายุน้อย (แต่ดูไม่ปกติ) ลุงคนหนึ่ง (ที่พูดว่า “ข้าไม่ได้ทำอะไรผิด”) และเราเด็กแว่นสุดเนิร์ด ที่ทำตัวงกๆ เงิ่นๆ

“เฮ้ย! มีอะไรกินให้หมด จะกลับกันแล้ว” เราถามด้วยความกวนตีนไปว่า “ไปไหนครับ” ผู้คุมตอบ “บ้านไง” ในห้องเวลานั้นมีทั้งหมด 7 คน ทุกคนต่างมีความกังวลใจ ไอ้เราที่กินไรไม่ลง เลยเอาของแจกให้ทุกคนหมดเลย ผู้คุมเรียกชื่อทีละคนให้มายืนต่อแถว พร้อมเอากุญแจมือใส่ทีละคู่ จนมาถึงเรา “เอ็งอะ พิเศษหน่อยคดีนี้ ใส่ไปคนเดียวนะ” ก่อนจะโดนล็อกข้อมือ เพื่อพาไปยังสถานที่ใหม่ที่จะเป็นที่ที่เราต้องอยู่มากกว่า 1 ปี 5 เดือน 2 วัน จวบจนวันที่เราจะได้รับอิสรภาพ อย่าง “เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ”

เท้าที่ก้าวออกจากพื้นขึ้นไปยังรถเรือนจำ คือก้าวแห่งการจากลา จากอิสรภาพที่เคยมี จากครอบครัวที่เคยอยู่ร่วม จากอาหารที่เคยกิน จากหนังสือในห้องที่ดองไว้รออ่าน จากเพื่อน หรือจากแมวๆ ที่รู้จัก เรารู้ว่าเลขของเราที่ต้องจากลาคือ 2 ปี แต่ในวินาทีนั้นตัวเลขนี้กลับลืมเลือน คิดแต่เพียง “วันพรุ่งนี้เราจะได้กลับบ้าน”

ก่อนรถจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป มีเพื่อนและคนที่คุ้นเคย รอส่งเราหน้าประตูศาล ก่อนเงานั้น ใบหน้านั้นจะลาลับไป…

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...