โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026 ไปยังไงต่อ & ผลกระทบต่อไทย

Finnomena

เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MacroView

บทความนี้ จะขอพูดถึง 2 ประเด็นหลัก สำหรับสงครามสหรัฐกับอิหร่านครั้งใหญ่นี้ ได้แก่ ความเป็นไปของสงครามในรอบนี้ว่าจะไปต่ออย่างไร และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อไทย ดังนี้

เริ่มจากความเป็นไปของสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐในช่วงถัดไป ผมขอแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา ได้แก่ หนึ่ง จากนี้ถึงพฤษภาคมปีนี้ โอกาสสหรัฐถล่มอิหร่านหนักอีกครั้งหนึ่ง แล้วสงครามจบเลย น่าจะราว 60% ส่วนอีก 40% คือน่าจะขยับไปในทางเบาลงแต่ไม่จบหรือยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ทว่าช่วงหลังกลางปีนี้เป็นต้นไป โอกาสบอมบ์หนักแล้วจบ จะลดลงมากเหลือ 10% ส่วนโอกาสอีก 90% น่าจะขยับไปในทางเบาลงแต่ไม่จบ

ผมขอแบ่งเป็น 2 Scenario หลัก ได้แก่

Scenario แรก คือ สหรัฐและอิสราเอลโจมตีหนักในจุดยุทธศาสตร์อิหร่านแล้วปิดจบเร็ว หรือ Trump Always Chicken Out (TACO) มีโอกาส 60% ในขณะที่โอกาส 9% ที่จะมีผู้นำหุ่นเชิดจากสหรัฐ และอีก 1% ผู้นำของอิหร่านสืบทอดต่อจากอะยาโตลาห์ คามาเนอี ดังนี้

Scenario 1.1: มีโอกาสมากที่สุด ราว 60% คือ อิสราเอลและสหรัฐ รอการข่าวให้แน่ชัดว่า International Revolutionary Guard Corps (IRGC) มีศูนย์กลางอยู่ตรงจุดไหนจริงๆ จากการทยอยออกมาถล่มจุดสำคัญต่างๆทั่วตะวันออกกลางในครั้งนี้ น่าจะเป็นการบอมบ์ที่ใหญ่กว่าวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา เนื่องจากต้องถล่ม IRGC ให้จบลงจริงๆ รวมถึงต้องใช้กำลังทหารลงพื้นที่ของอิหร่านจริงๆด้วย อย่างไรก็ดี หากสหรัฐไม่อยากรอถึงวันนั้น อาจตัดจบสงครามด้วยการยึด Kharg Island ซึ่งเป็นฐานการส่งออกน้ำมันดิบอิหร่าน หรือ ยึดแหล่ง Uranium สำคัญของอิหร่าน แล้วประกาศชัยชนะทันที (TACO)

Scenario 1.2: การที่อิหร่านสามารถตั้งผู้นำใหม่สืบต่อจากคามาเนอีได้ โดยมีโอกาสน้อยที่สุด คือ ราว 1%

Scenario 1.3: การที่สหรัฐสามารถตั้งผู้นำใหม่เพื่อเป็นฉากหน้าให้กับสหรัฐและอิสราเอล มีโอกาสราว 9%

Scenario 2: สถานการณ์ยืดเยื้อแนวการลดโทนการโจมตีทว่าไม่จบ โดยมีโอกาสราว 30% นั่นคือเหตุการณ์ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ในลักษณะคล้ายสงครามรัสเซียกับยูเครน ทว่า เมื่อเวลาผ่านไป Regime ของอิหร่านจะอ่อนแอลงจากในยุคผู้นำคนใหม่ แต่ก็ยังสามารถหารายได้เพื่อมาใช้ซื้ออาวุธมารบกับสหรัฐได้ โดยมีบางประเทศหนุนอิหร่าน ส่วนสหรัฐก็หาผู้นำที่เป็นตัวแทนของตัวเองเพื่อมารบกับ IRGC

หากพิจารณาในมิติด้านความรุนแรงของวิกฤตพลังงานรอบนี้ เมื่อเทียบกับช่วงสงครามรัสเซียกับยูเครน จะพบว่าด้านน้ำมันหนักหนากว่าเยอะ ส่วนด้านก๊าซถือว่ายังเบากว่า

สำหรับตลาดน้ำมัน อุปทานน้ำมันซึ่งผ่านช่องแคบ Hormuz ที่เสี่ยงจะถูกบล็อก มีอยู่ราว 15-20% ของอุปทานรวม ในครั้งนี้ ถือว่าปริมาณอุปทานน้ำมันที่โดนกระทบสูงกว่าช่วงสงครามยูเครนที่ถูกบล็อก ราว 7-8% (7-8m b/d) ของอุปทานรวม หรือหนักกว่า 2 เท่า โดยในครั้งนั้น ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งเป็นเกือบ $135/B อย่างไรก็ดี สต็อกน้ำมันของ OECD ในรอบนี้ มีมากกว่าครั้งก่อน 200 ล้านบาร์เรล หรือยังสามารถรองรับได้อีก 2 สัปดาห์

ทั้งนี้ มองว่าถ้าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ทรัมป์น่าจะตัดจบสงครามรอบนี้เร็วขึ้น

สำหรับ ก๊าซธรรมชาติ (Natural gas) มี LNG Flow ประมาณ 125bcm ที่เสี่ยงต่อสงครามอิหร่าน ซึ่งคิดเป็นราว 3% ของการบริโภค ทว่าคิดเป็นถึง 22% ของ LNG ที่เทรดทั่วโลก อย่างไรก็ดี ราว 15bcm ของโอมาน ไม่เสี่ยงต่อสงครามมากนักที่ไม่ได้ใช้ช่องแคบ Hormuz โดยในช่วงสงครามยูเครน ก๊าซผ่าน Pipeline และ LNG อยู่ที่ราว 160bcm อย่างไรก็ดี ในรอบนี้ มีสต็อก LNG ของสหรัฐ มีอยู่มากที่ราว 54 bcm

นั่นคือ รอบนี้ วิกฤตด้านก๊าซถือว่ายังเบากว่าช่วงสงครามรัสเซียกับยูเครน

โดยคาดการณ์ว่า อิหร่านสามารถมีอาวุธพร้อมโจมตีได้กว่า 4 เดือน พร้อมกับ missiles แบบขั้นสูงที่ยังไม่ได้ใช้ในการยิงสถานที่สำคัญด้วย จึงคาดว่าสงครามรอบนี้น่าจะกินเวลาราว 3-5 เดือน

คราวนี้ มาพิจารณาผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจไทยกันบ้าง

ด้านราคาน้ำมันสูงสุดในรอบนี้ มองว่าหากเป็นกรณีที่สหรัฐปิดเกมเร็วด้วยการเปิดฉากบอมบ์ทิ้งท้าย ราคาน้ำมัน ณ ช่วงเวลานั้น น่าจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ $135 ต่อบาร์เรล ในขณะที่หากทั้งคู่ลดโทนสงครามลง ราคาน้ำมันน่าจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ $120 ต่อบาร์เรล ส่วนกรณีที่สหรัฐพลิกตั้งผู้นำอิหร่านใหม่ได้ ราคาน้ำมันน่าจะขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่ $100 ต่อบาร์เรล

สำหรับอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในบ้านเรา หากพิจารณาโดยใช้สงครามรัสเซียกับยูเครนเป็นตุ๊กตา ในครั้งนั้น จะพบว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยสูงสุดที่ราว 8% จากการเปรียบเทียบสงครามในรอบนี้พบว่าไม่ได้เบากว่าสงครามรัสเซียกับยูเครน ทำให้มองว่าระดับการขึ้นของเงินเฟ้อน่าจะใกล้เคียงกัน

อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยตอนก่อนเกิดสงครามครั้งนั้นอยู่ที่ราว 1% ต้นๆ เทียบกับตอนนี้ที่ราว 0% ทำให้คาดว่าอัตราเงินเฟ้อสูงสุดในบ้านเราในปีนี้สำหรับ worst case scenario น่าจะอยู่ที่ 6.5%

ท้ายสุด ผลกระทบต่อจีดีพีของไทยในปีนี้ ประเมินว่า การลดลงจากการส่งออกของไทยจะไปโฟกัสที่จุดหมายตะวันออกกลาง โดยผมทำตัวเลขได้ว่าผลกระทบต่อจีดีพีไทยลดลงประมาณ -0.6% ด้านการท่องเที่ยว ได้วิเคราะห์แล้วพบว่าน่าจะส่งผลให้จีดีพีไทยลดลงราว -0.3% หากรวมการบริโภคในประเทศที่น่าจะชะลอลง คาดว่าสงครามรอบนี้ น่าจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีไทยราว -1% หรือคาดว่าจีดีพีในบ้านเรา มีโอกาสสูงสุดที่น่าจะโตเหลือประมาณ 0.8% ในปีนี้

ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP

MacroView, macroviewblog.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...