จากขอบเหวล้มละลาย สู่สัจจะของ ‘วีรชัย’ ผู้พลิกฟื้นอาณาจักร TIPAK
อาณาจักรกล่องลูกฟูกระดับ 3 พันล้านบาทที่กำลังเตรียมสั่นระฆังเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในเร็วๆ นี้ คงเป็นภาพความสำเร็จที่สวยงามในสายตาของคนภายนอก แต่สำหรับ บริษัท อุตสาหกรรมไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (มหาชน) หรือTIPAK ภายใต้การนำทัพของ วีรชัย มั่นสินธร หรือ "เอี๋ยม" กรรมการผู้จัดการใหญ่ เส้นทางนี้ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่ถูกสกัดกั้นด้วยพายุวิกฤติเศรษฐกิจถึงสองระลอกใหญ่ที่เกือบพัดพากิจการและชีวิตให้จมดิ่งลงสู่หุบเหว
เรื่องราวของผู้นำคนนี้จึงเปรียบดั่งสารคดีชีวิตที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ รอยน้ำตา และการตัดสินใจที่เดิมพันด้วยลมหายใจของคนในครอบครัวและพนักงานอีกหลายร้อยชีวิต ท่ามกลางยุคต้มยำกุ้งที่หลายคนเลือกจบชีวิตเพื่อหนีปัญหา เขากลับเลือกที่จะยืนหยัดเผชิญหน้าความจริง โดยมี "ความซื่อสัตย์" เป็นแสงสว่างเดียวที่นำทางออกจากอุโมงค์อันมืดมิด
รอยน้ำตาหลังกำแพง และคลื่นหนี้พันล้านที่ซัดกระหน่ำ
ตำนานบททดสอบชีวิตเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วีรชัยยังเป็นเพียงชายหนุ่มวัย 21 ปี ที่ต้องบินด่วนกลับจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อมากอบกู้กิจการทำกล่องกระดาษห้องแถวของครอบครัวที่กำลังระส่ำระสาย พร้อมกับหนี้สินเงินต้น 8 ล้านบาทและดอกเบี้ยอีก 5 ล้านบาท ด้วยความมุ่งมั่นและวิชาที่ไปขอฝึกงานในโรงงานผลิตกล่องกระดาษที่ญี่ปุ่น เขาลงมือปรับปรุงเครื่องจักรเก่าโทรมจนพลิกฟื้นยอดขายจากเดือนละ 800,000 บาท ทะยานสู่เกือบ 9 ล้านบาทภายในเวลาเพียง 3-4 ปี เมื่อธุรกิจเติบโตจนมียอดขายปีละร้อยกว่าล้านบาท ความมั่นใจที่เปี่ยมล้นทำให้เขาตัดสินใจกู้เงินจากต่างประเทศจำนวน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 500 ล้านบาทในขณะนั้น เพื่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดปราจีนบุรี
แต่แล้วฝันร้ายก็มาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 การประกาศลอยตัวค่าเงินบาททำให้ยอดหนี้ 500 ล้านบาท พุ่งทะยานขึ้นเป็น 1,800 ล้านบาทในชั่วพริบตา ทรัพย์สินส่วนตัวและบ้านที่นำไปค้ำประกันสุ่มเสี่ยงต่อการถูกยึดทั้งหมด
สถานการณ์ในวันนั้นหนักหนาสาหัสจนเขาเอ่ยปากว่า "ทรัพย์สินเราใช้หนี้ทรัพย์สินก็ประมาณ 5-600 ล้านบาท คือหนี้พัน 800 ล้านบาทไปขายเข้าตลาดมันก็ไม่พอใช้หนี้ มันก็เรียกว่าล้มละลาย"
ท่ามกลางข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ที่นักธุรกิจหลายคนเลือกกระโดดตึกจบชีวิต สำหรับผู้ชายคนนี้ เขามีภรรยาและลูกเล็กๆ อีก 4 คนที่ต้องดูแล ความคิดที่จะยอมแพ้จึงไม่มีอยู่ในหัว แม้ในมุมที่อ่อนแอที่สุดในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง เขายอมรับว่า "ผู้ชายเนี่ย เวลาเจอปัญหาอย่างนี้ จะไม่ออกไปข้างนอกให้ใครเห็นหรอก จะเก็บเงียบอยู่คนเดียว น้ำตาลูกผู้ชายก็ไม่ยอมให้คนอื่นเห็น แต่ก็มีโมเมนต์ที่แบบชกกำแพง ทำไงดีวะ แต่ไอ้ความรู้สึกถึงกับฆ่าตัวตาย สำหรับผมมันไม่เคยมี เพราะรู้ว่าตายไม่ได้อยู่แล้ว"
สัจจะลูกผู้ชาย "ความซื่อสัตย์" กุญแจพลิกนรกสู่ความสำเร็จ
ในสภาวะที่มืดมนและแทบหมดสิ้นหนทาง สิ่งที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและกลายเป็นกุญแจสำคัญในการพลิกวิกฤติของวีรชัยคือคำว่า "ซื่อสัตย์" ซึ่งเป็นปรัชญาที่เขาซึมซับมาจากการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น ในขณะที่บริษัทอื่นอาจจะประวิงเวลาการจ่ายหนี้ แต่สำหรับเขา หากตกลงกับธนาคารว่าจะจ่ายดอกเบี้ยวันที่ 30 เขาก็จะจ่ายตรงเป๊ะในวันที่ 30 โดยไม่มียืดเวลาออกไปเป็นวันที่ 7 หรือ 10 ของเดือนถัดไป เช่นเดียวกับการจ่ายเงินคู่ค้าและซัพพลายเออร์ที่ให้เครดิต 30 หรือ 60 วัน เขาก็ชำระตรงเวลาอย่างเคร่งครัด
ความตรงไปตรงมาและไม่เคยคิดคดโกงนี้เอง ทำให้สถาบันการเงินยอมประนอมหนี้ นำเงินต้นและดอกเบี้ยมารวมกันแล้วให้โอกาสเขาผ่อนชำระยาวนานถึง 17 ปีเต็ม ในขณะที่ซัพพลายเออร์ก็ยังคงยอมปล่อยเครดิตให้บริษัทที่ล้มละลายไปแล้วอย่างเขา เพราะเชื่อมั่นในสัจจะที่ว่า "เขาเห็นว่าเราไม่โกง"
"เครื่องจักรซื้อได้ แต่คนดีๆ ดีดนิ้วหาไม่ได้" ปรัชญาผู้นำที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สิ่งที่สะท้อนถึงความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงวิกฤติ คือการตัดสินใจเรื่องบุคลากร ท่ามกลางยุคที่บริษัทต่างๆ ลดต้นทุนด้วยการเลิกจ้าง เขาเลือกที่จะรักษาพนักงานกว่า 300 ชีวิตไว้โดยไม่มีการปลดออกแม้แต่คนเดียว เขาเลือกใช้วิธีเรียกพนักงานระดับบริหารที่มีเงินเดือนสูงมาพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อขอให้ช่วยลดค่าตอบแทนของตัวเองลง นำเงินส่วนนั้นไปเฉลี่ยจุนเจือและรักษาพนักงานระดับปฏิบัติการที่มีรายได้น้อยเอาไว้
เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจนี้สะท้อนผ่านประโยคที่ทรงพลังว่า "เครื่องจักรมีตังค์ซื้อได้ โรงงานมีตังค์สร้างได้ แต่พนักงานคุณดีดนิ้วแล้วหาลูกน้องดีๆ ในวันเดียวไม่ได้"
แนวคิดการให้ความสำคัญกับคนนี้ ถูกตอกย้ำผ่านเสาหลัก 5 ประการที่ใช้ขับเคลื่อนองค์กร ได้แก่ Teamwork ที่หลอมรวมใจบุคลากรเป็นหนึ่งเดียว, Innovative ที่เน้นการปรับปรุงการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในทุกวันให้ง่ายและเร็วขึ้น, Productive ที่มุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อผลลัพธ์ที่ดี, Attitude ที่เน้นการคิดดีทำดีต่อทุกฝ่าย โดยบริษัทดูแลพนักงานอย่างดีเยี่ยมถึงขั้นว่าจ้างพนักงานเก่าแก่ที่เกษียณอายุแล้วให้กลับมาเป็นที่ปรึกษา และ Knowledge ที่ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างไม่สิ้นสุด
กล่องกระดาษที่ AI ไม่อาจดิสรัปต์ และบทเรียนล้ำค่า "อย่าเหลิง"
เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่หลายคนหวาดกลัวว่าปัญญาประดิษฐ์หรือ AI จะเข้ามาแย่งงาน ผู้นำแห่ง TIPAK กลับมองว่า AI เป็นเพียง "เครื่องมือ" ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถของคนทำงานให้ทำงานได้ประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็น 3 เท่า โดยไม่ต้องลดจำนวนคนลง
เขาอธิบายอย่างเห็นภาพว่า "สินค้าเราเป็นสินค้า Physical เวลาคุณจะกินข้าว ถามว่าคุณใช้ AI แล้วคุณยังไม่กินข้าวได้ไหม สิ่งเหล่านี้มันก็ต้องใช้กล่อง เพราะฉะนั้นอย่างไรก็แล้วแต่ AI มาทุกคนก็ต้องกินก็ต้องใช้กล่อง"
ในมุมมองของเขา AI จึงเข้ามาช่วยยกระดับการจัดการข้อมูลและสต็อกวัตถุดิบ มากกว่าที่จะมาดิสรัปต์ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่ผูกพันกับภาคการผลิตจริง
บาดแผลจากอดีตได้ตกผลึกเป็นวิสัยทัศน์ที่สุขุมและลุ่มลึก บทเรียนราคาแพงที่เขามักจะฝากเตือนสตินักธุรกิจรุ่นใหม่เสมอคือ "เวลาธุรกิจกำลังไปได้ดี อย่าเหลิง" ความสำเร็จในวัยหนุ่มอาจทำให้คนเราตาบอดต่อความเสี่ยง เขาเตือนว่า "ยิ่งใหญ่ยิ่งอันตราย ตอนเล็กๆ เรายังเก็บบ้านไว้เก็บรถไว้ อันนี้เจ๊ง แต่ยังเหลือรถเหลือบ้าน แต่พอใหญ่แล้วมันก็ต้องเทหมดหน้าตัก มันก็อันตรายมากกว่า”
ทุกวันนี้การก้าวเดินของ TIPAK จึงเต็มไปด้วยความรอบคอบ มีการกระจายความเสี่ยงของฐานลูกค้าไม่ให้กระจุกตัว และมีแผนสำรองเตรียมพร้อมเสมอ ที่สำคัญที่สุด
เขาย้ำจุดยืนอย่างหนักแน่นว่า "ผมจะไม่กอดบริษัทตายคามือ ถ้าเห็นสัญญาณที่บริษัทไม่ดี ผมพร้อมที่จะ exit" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปล่อยวาง ไม่ยึดติด เพื่อให้ธุรกิจและพนักงานทุกคนยังเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
วันนี้จากร้านคูหาเล็กๆ สู่บริษัทยักษ์ใหญ่ TIPAK ไม่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางธุรกิจ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ของการตระหนักถึงความสำคัญของคนและความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมรอบข้างของลูกผู้ชายคนนี้