ไม่เลี้ยงหมา ดูได้ไหม? รีวิว ‘โกฮัง’ ฉบับคนไม่เคยเลี้ยงสัตว์
“คนที่มีสัตว์เลี้ยงนี่ทำไมเขาดูรักสัตว์เลี้ยงจัง ทั้งที่น้องหมาน้องแมวก็พูดไม่ได้… เจ้าของรักพวกมันเพราะอะไรกันนะ”
เนื่องจากผู้เขียนไม่เคยเลี้ยงสัตว์เลยตลอดชีวิต จึงมีคำถามข้างต้นโผล่เข้ามาในห้วงความคิดอยู่เสมอ เราไม่เข้าใจความรู้สึกของคนที่ยกให้แมวเป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว เรานึกไม่ออกว่า ทำไมสุนัขที่เลี้ยงไว้ถึงเป็นยิ่งกว่าเพื่อนสนิทของใครหลายคน
และบางครั้งเราอดสงสัยไม่ได้ว่า สัตว์เลี้ยงเหล่านี้เป็นกระทั่ง‘บ้าน’ ของมนุษย์ได้เชียวหรือ… ภาพยนตร์ขนปุยเรื่องล่าสุดจากจีดีเอชคลายข้อสงสัยเหล่านี้ให้ผู้เขียน
*** มีสปอยล์เบาๆ กดเซฟไว้ รีบไปดูแล้วกลับมาแชร์กัน***
โกฮัง..หัวใจโกโฮม (Gohan) บอกเล่าเรื่องราว ช่วงชีวิตของหมาจรผู้น่ารัก จาก ‘โกฮัง’ วัยเด็กของวิศวกรเกษียณชาวญี่ปุ่น จับพลัดจับผลูสู่วัยหนุ่มในชื่อ ‘บราวนี่’ เพื่อนซี้ของแรงงานชาวเมียนมา ก่อนย่างอุ้งเท้าเข้าบั้นปลายชีวิตด้วยชื่อ ‘หิมะ’ สุนัขประจำสถานีรถไฟที่กลายเป็นความสุขของเด็กมหาลัย เกิดเป็นเรื่องราวความผูกพันของ 1 น้องหมา และ 3 เจ้านาย ที่ทำเอาคนไม่เคยเลี้ยงสัตว์ยังเสียน้ำตา
แปลกแต่จริง หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำงานแค่เฉพาะมนุษย์ที่ผูกพันกับสัตว์เลี้ยง ทว่า ต่อให้เป็นคนที่ไม่เคยเลี้ยงสัตว์ก็รู้สึกเชื่อมโยงไปกับสายใยที่ปรากฏในภาพยนตร์ได้ไม่ยาก
ตลอดความยาว 2 ชั่วโมง 25 นาที การเดินทางของโกฮังช่วยให้ผู้ชมค่อยๆ เข้าใจรายละเอียดและความเป็นไปของหมาจรในประเทศ ชีวิตของเขาและเธอเป็นยังไง มนุษย์ฉวยโอกาสจากหมาจรอย่างไรบ้าง และหากคำว่า ‘จร’คือการร่อนเร่พเนไป ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เช่นนั้นแล้วสำหรับพวกหมาและแมวจรทั้งหลาย คำว่า ‘บ้าน’ คือที่ใดหรือสิ่งใดกันแน่
ข้อเท็จจริงเบื้องหลังการสร้างที่ทั้งท้าทายและน่าชื่นชมอยู่ในที คือการที่เจ้าโกฮัง 3 ช่วงวัยในเรื่องถูกถ่ายทอดผ่านน้องหมา 3 ชีวิต อันได้แก่ โคริ (วัยเด็ก) มีโชค (วัยหนุ่ม) และหิมะ(วัยชรา)
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวทั้งหมดยังถูกนำเสนอผ่านผู้กำกับถึง 3 คน ไล่ตั้งแต่ หมู-ชยนพ บุญประกอบ(Suckseed ห่วยขั้นเทพ, Friend Zone) บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ(ฉลาดเกมส์โกง, One for the Road) และ อัตตา เหมวดี(เพื่อน(ไม่)สนิท) ถึงอย่างนั้น เส้นเรื่อง 3 ช่วงหลากแนว ที่มีทั้งโศกเศร้า ซาบซึ้ง ประทับใจ ไปจนถึงตื่นเต้นยังถูกปรุงรสออกมาได้อย่างกลมกล่อม เป็นเนื้อเดียว ความหลากหลายทางประเด็นและอารมณ์กลายเป็นความครบรสเอิบอิ่ม ซึ่งถ้าหากวางน้ำหนักในการเล่าและตัดต่อไม่แม่นยำมากพอ ผลลัพธ์อาจออกมากระจัดกระจาย เนื้อเรื่องแต่ละช่วงไปคนละทิศละทาง ไม่สร้างความรู้สึกร่วมแก่ผู้ชมจนจบเรื่อง
ไปไกลกว่าแค่เรื่องของคนกับหมา
ขยายความต่อจากคำว่า ‘ความหลากหลายทางประเด็น’ ภาพยนตร์เรื่องนี้พาเราไปไกลกว่าแค่เรื่องของคนกับหมา ไม่มากก็น้อย คนดูได้สำรวจตรวจตราเนื้อหาแวดล้อมอันเอื้อต่อการนำมาเทียบเคียงกับชีวิตของตัวเอง
อาทิ ประเด็นความเปลี่ยวเหงาและความหมายชีวิตของคนวัยเกษียณ การประกาศหาบ้านใหม่ให้สัตว์เลี้ยง แรงงานต่างชาติที่เข้ามาหาโอกาสในเมืองไทย (ไม่บ่อยที่จะเห็นตัวละครเหล่านี้ปรากฏในภาพยนตร์) การใช้หมาจรเป็นเครื่องมือหลอกเอาเงินบริจาค ความรักในวัยเปลี่ยนผ่าน จากนักศึกษาสู่เฟิร์สจ๊อบเบอร์ ฯลฯ
ประเด็นทั้งหมดที่ว่ามานี้ ล้วนมีโกฮังเป็นสักขีพยาน เป็นเพื่อน เป็นครอบครัว หรืออันที่จริงเป็นอะไรก็ตามเท่าที่มนุษย์ผู้เป็นเจ้านายต้องการ จะสุขหรือทุกข์อย่างไร โกฮังอยู่ตรงนั้นด้วยเสมอ ท้ายที่สุด คนที่ไม่เคยเลี้ยงหมาอย่างผู้เขียนสัมผัสได้อย่างชัดแจ้งว่า การรับหมาจรมาเลี้ยง ไม่เพียงเปลี่ยนชีวิตของเจ้าตูบสี่ขา ทว่ามันเปลี่ยนชีวิต หัวจิตหัวใจ และตัวตนของเจ้าของไปพร้อมกัน
คุณลุงชาวญี่ปุ่นมีเหตุผลให้ใช้ชีวิตที่ไทยต่อไป การได้อุ้มชูดูแลสุนัข ช่วยให้แรงงานไกลบ้านหวนคิดถึงวัยเด็ก และอาจรู้สึกเหมือนได้ ‘กลับบ้าน’ หรือสำหรับนักศึกษาเรียนไม่จบ ชีวิตลุ่มๆ ดอนๆ ไร้หลักแหล่ง การรับเลี้ยงเจ้าโกฮัง ไม่ว่าจะด้วยความเต็มใจหรือจำยอม ก็ช่วยให้เขากลายเป็นคนที่รู้จักความรับผิดชอบ อ่อนโยน มีสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต
เพราะเหตุนี้ โกฮังจึงไม่ใช่ภาพยนตร์ว่าด้วยหมาจรเพียงอย่างเดียว เพราะในเวลาเดียวกัน มันกำลังตั้งคำถามถึงความหมายในการเป็นมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่หลายครั้งยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล
ระหว่างรับชม ผู้ชมอาจได้ลองถามตัวเองว่า เราเหมาะสมชอบธรรมที่จะเป็น‘เจ้าของ’ ชีวิตอื่นจริงหรือไม่ และตัวตนที่เราในฐานะมนุษย์อยากเป็น เป็นแบบไหนกันแน่
หรือจะลองเป็น ‘บ้าน’ ดูสักครั้ง
ย้อนกลับไปสมัยมัธยมต้น ผู้เขียนเคยถูกสุนัขกัดจนต้องเข้าโรงพยาบาล หลังจากวันนั้น ผู้เขียนไม่เคยคิดสักครั้งว่าชีวิตนี้อยากลองดูแลสิ่งมีชีวิตสี่ขาที่เรียกว่าหมา
อย่างไรก็ดี การรับชมโกฮังฯ ทำให้ผู้เขียนเปิดใจอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่รู้หรอกว่าในอนาคตจะมีโอกาสรับหมาหรือแมวจรเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวหรือไม่ แต่คำตอบในวันนี้ คือ ‘เป็นไปได้’ และไม่แน่ว่าบางที การรับเลี้ยงน้องอาจช่วยให้ผู้เขียนเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น รู้จักการให้อภัย เห็นแก่ตัวน้อยลง หรือกระทั่งได้รู้จักการรักที่บริสุทธิ์แท้จริง
หากลองคิดดูดีๆ เดิมทีโลกใบนี้มีเ
พียงหมาป่าและแมวป่า การถือกำเนิดของหมาบ้านและแมวบ้าน ก็เป็นผลจากการที่มนุษย์นำพวกมันมาเลี้ยงอาศัยในครัวเรือน และเมื่อมนุษย์ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ ปล่อยปละละเลย นำสัตว์เลี้ยงไปทิ้งตามสถานที่ต่างๆ เมื่อนั้นเอง หมาจรและแมวจรจึงปรากฏดาษดื่นทั่วโลก ก่อปัญหาทั้งต่อสัตว์และมนุษย์
โกฮัง.. หัวใจโกโฮม อาจไม่ใช่ภาพยนตร์ที่เลิศเลอ แฝงแง่มุมแปลกใหม่ ทว่า มันห่างไกลคำว่าฉาบฉวย ผู้เขียนสัมผัสได้ว่า ผู้สร้างไม่ได้ต้องการเล่าเพียงเรื่องของคนรักสัตว์ แต่มีเจตุจำนงในการใช้ช่องทางที่ถนัดเป็นฟันเฟืองช่วยแก้ไขปัญหา หวังเปลี่ยนชีวิตหมาจรแมวจรให้ดีกว่าที่เป็น
และในเมื่อปัญหาสัตว์จรจัดที่เกิดขึ้น คือผลพวงที่เกิดจากมนุษย์ คงดีไม่น้อยหากใครก็ตามที่ต้องการเลี้ยงสัตว์ หันมารับเลี้ยง (Adopt) แทนเลือกซื้อ (Shop) เพราะนั่นหมายความว่า สัตว์จรตัวนั้นจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปัญหาสังคมจะทุเลาลง ชีวิตของเจ้าของอาจเปลี่ยนแปลงไป และที่สำคัญ นั่นแปลว่าสาส์นที่ผู้สร้างตั้งใจส่งถึงผู้ชมประสบผลสำเร็จ
“คนที่มีสัตว์เลี้ยงนี่ทำไมเขาดูรักสัตว์เลี้ยงจัง ทั้งที่น้องหมาน้องแมวก็พูดไม่ได้… เจ้าของรักพวกมันเพราะอะไรกันนะ…”
หลังรับชมชีวิต 3 ช่วงวัยของเจ้าโกฮังจนจบ (ร้องไห้ไป 3 รอบ) ผู้เขียนคิดว่า สัตว์เลี้ยงแทบไม่ต่างจากศาสนาและความเชื่อ สำหรับใครหลายคน มันคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้เขาและเธอมีแรงไปต่อ เป็นสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว เหมือนกันกับที่คนเป็นพ่อเป็นแม่อยากมีชีวิตเพื่อลูก และมากไปกว่านั้น พวกมันอาจเป็นเหมือนบ้านที่ช่วยให้มนุษย์อย่างเราอุ่นกายสบายใจ เฉกเช่นเวลาได้ดูซีรีส์ที่ชอบ ได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย หรือกระทั่งได้เป็นแฟนคลับติดตามศิลปินสักคนหรือสักวง
แน่นอนว่าผู้เขียนที่ไม่เคยเลี้ยงแมวหรือหมา คงไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของ Pet Lovers ได้อย่างกระจ่างแจ้ง
แต่ที่ตอบได้อย่างมั่นใจคือ ไม่ว่าคุณจะเคยเลี้ยงสัตว์หรือไม่ คุณไปดูโกฮังฯ ได้ แถมคุณอาจร้องไห้ออกมา โดยไม่รู้ตัวเหมือนที่ผู้เขียนประสบตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงแรกที่รับชม