โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

รพ.วิมุต ยกระดับความปลอดภัย รับมือภัยเงีย ‘ภาวะแพ้ยาสลบขั้นรุนแรง’

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ท่ามกลางกระแสความกังวลของสังคมเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย โดยเฉพาะกรณีภาวะแพ้ยาสลบขั้นรุนแรง (Malignant Hyperthermia: MH) โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน จึงตอกย้ำจุดยืนด้านการแพทย์ ด้วยการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วย (Patient Safety) อย่างต่อเนื่อง ผ่านการเตรียมความพร้อมของทีมวิสัญญีแพทย์ เทคโนโลยีการเฝ้าระวังที่ได้มาตรฐาน และการสำรองยาเฉพาะทางสำหรับภาวะฉุกเฉินที่หายากแต่รุนแรง

อาทิ ภาวะไข้สูงรุนแรงจากยาสลบ (Malignant Hyperthermia: MH) ซึ่งแม้จะพบได้น้อยมาก แต่หากเกิดขึ้นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ดังนั้น โรงพยาบาลวิมุตจึงลงทุนเตรียมพร้อมทั้งบุคลากร อุปกรณ์ และยาเฉพาะทางที่จำเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพที่คนไทยไว้วางใจในทุกช่วงชีวิต

เพราะภาวะแพ้ยาสลบขั้นรุนแรง เป็นภาวะฉุกเฉินที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของกล้ามเนื้อ เมื่อได้รับยาสลบบางชนิด ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งรุนแรง อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาภายในทันที แม้ภาวะนี้จะพบได้น้อยมาก เพียงประมาณ 1 ในหมื่นถึง 1 ในแสนของการดมยาสลบ แต่ความรุนแรงของภาวะนี้ทำให้การเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะการมียาเฉพาะทางที่สามารถหยุดยั้งปฏิกิริยาดังกล่าว

"โรงพยาบาลวิมุตเรายึดมั่นมาโดยตลอด และเชื่อว่าการดูแลแบบใส่ใจไม่ได้วัดกันเพียงแค่ผลลัพธ์การรักษาในกรณีปกติทั่วไป แต่วัดจากความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ แม้แต่ภาวะฉุกเฉินที่หายาก การลงทุนในสิ่งที่อาจไม่ได้ใช้บ่อย แต่จำเป็นอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ตอกย้ำวัฒนธรรมของโรงพยาบาล ที่เชื่อมั่นว่าทุกชีวิตมีคุณค่า และผู้ป่วยทุกคนควรได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม"

นพ.ณัฐคม เจริญคุปต์ วิสัญญีแพทย์ โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า ภาวะ Malignant Hyperthermia ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่วิสัญญีแพทย์ทุกคนต้องเฝ้าระวัง แม้พบได้ไม่บ่อยแต่หากเกิดขึ้นแล้วอาจมีอันตรายถึงชีวิต เพราะเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ร่างกายหยุดเองไม่ได้ กล้ามเนื้อจะเกร็งรุนแรง การเผาผลาญพลังงานพุ่งสูงไม่หยุด อุณหภูมิร่างกายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ทั้งไตวายเฉียบพลัน หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดภาวะที่เลือดมีความเป็นกรดสูง ซึ่งอาจถึงขั้นเสียชีวิต สิ่งที่ทำให้ภาวะนี้แตกต่างจากภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ คือสาเหตุมาจากพันธุกรรมไม่ใช่ความผิดพลาดของการผ่าตัด จึงเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่ซ่อนอยู่ในยีนของผู้ป่วย"

“สัญญาณเตือนสำคัญที่ทีมวิสัญญีแพทย์ต้องเฝ้าระวังในห้องผ่าตัด ได้แก่ ค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากลมหายใจออกที่พุ่งสูงผิดปกติ ซึ่งมักเป็นสัญญาณแรกที่เครื่องมือตรวจจับได้ ตามด้วยอาการกล้ามเนื้อกรามแข็งเกร็ง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้น โดยในการวินิจฉัย วิสัญญีแพทย์ต้องใช้ดุลพินิจและประสบการณ์ทางการแพทย์ เมื่อตรวจสอบแล้วว่าอุปกรณ์ทำงานปกติ แต่ร่างกายผู้ป่วยยังผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากร่วมกับหัวใจเต้นเร็วรุนแรง ก็ต้องสงสัยว่าเป็นภาวะ MH เป็นอันดับแรก แม้อุณหภูมิร่างกายจะยังไม่สูงขึ้นก็ตาม”

นพ.ณัฐคม กล่าวว่า เมื่อสงสัยว่าเป็นภาวะ MH ทีมแพทย์ต้องตัดสินใจเริ่มการรักษาทันที โดยอาศัยหลักความปลอดภัยตามมาตรฐานโรงพยาบาล หยุดก๊าซยาสลบที่เป็นตัวกระตุ้นทันที เปลี่ยนระบบช่วยหายใจทั้งหมด ให้ออกซิเจน 100% แจ้งแพทย์ผ่าตัดถึงสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมสั่งการให้ทีมผสมยาเฉพาะทางและระบายความร้อนไปพร้อม ๆ กัน ดังนั้น ยาเฉพาะทางที่ใช้รักษาภาวะนี้เปรียบเสมือนกุญแจที่ไปปิดก๊อกแคลเซียมที่รั่วไหลในกล้ามเนื้อโดยตรง

เมื่อแคลเซียมหยุดรั่ว กล้ามเนื้อที่เคยแข็งเกร็งจะเริ่มคลายตัว การผลิตความร้อนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นพิษต่อเลือดก็จะลดลงตามไป หากไม่มียานี้ การรักษาประคับประคองอื่น ๆ แทบจะไม่ส่งผลเลย เพราะเตาเผาภายในร่างกายยังคงทำงานอยู่ที่ระดับสูง

สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะ MH ของโรงพยาบาลวิมุต แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การเตรียมยาและอุปกรณ์ ทั้งยาเฉพาะทางในปริมาณที่เพียงพอ อุปกรณ์ลดอุณหภูมิและชุดตรวจติดตามพิเศษ และ 2. การเตรียมบุคลากรที่พร้อมแบ่งงานกันทันทีเมื่อประกาศภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพภายใต้สถานการณ์ที่ทุกวินาทีมีค่า

โดยจุดแข็งที่ทำให้ รพ. วิมุต สามารถรับมือกับเคสที่หายากแต่รุนแรงได้ ไม่ใช่แค่เพียงความรู้ทางการแพทย์ แต่ยังมุ่งเน้นและเฝ้าระวังการรักษา เพื่อคงประสิทธิภาพมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วย ประกอบกับความพร้อมของเจ้าหน้าที่และบุคลากรผสานกับนวัตกรรม เทคโนโลยี รวมไปถึงเครื่องมือและยาทางการแพทย์ที่จำเป็น มีมาตรการการดูแลที่มีมาตรฐาน แชะผู้ป่วยสามารถมั่นใจได้อีกขั้น ด้วยการแจ้งข้อมูลสุขภาพอย่างละเอียด เพื่อเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วางแผนป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ตั้งแต่ต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...