บีโอไอ เผยปี 68 ตัวเลขลงทุนจากบ.ไทยสูงกว่า 6.7 แสนล. เพิ่มขึ้น 86% สะท้อนศักยภาพภาคเอกชนไทย
วันที่ 30 มีนาคม 2569 นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นอกเหนือจากบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ผู้ประกอบการไทยก็มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีการลงทุนเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบริษัทที่มีหุ้นไทยข้างมาก มีจำนวน 1,170 โครงการ คิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 676,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 86 สะท้อนถึงขีดความสามารถด้านการลงทุนของภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะในสาขาที่ผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูง เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ กลุ่มพลังงานสะอาด กลุ่มโลหะและเคมีภัณฑ์ กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มบริการทางการแพทย์ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ในปี 2568 กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและการขนส่ง มีเงินลงทุนรวม 195,899 ล้านบาท (98 โครงการ)
กลุ่มดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ มีเงินลงทุนรวม 187,494 ล้านบาท (66 โครงการ) โดยเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญอย่างดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ เพื่อรองรับความต้องการด้านการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเทคโนโลยี AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
กลุ่มพลังงานสะอาด มีเงินลงทุนรวม 103,083 ล้านบาท (319 โครงการ) ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว
กลุ่มโลหะ เคมีภัณฑ์และวัสดุก่อสร้าง มีเงินลงทุนรวม 91,433 ล้านบาท (160 โครงการ)
กลุ่มเกษตรและอาหาร มีเงินลงทุนรวม 45,383 ล้านบาท (243 โครงการ)
นายนฤตม์ กล่าวว่า นอกจาก 5 กลุ่มหลักดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยยังได้มีการลงทุนและสร้างนวัตกรรมในกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น กิจการศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและโรงพยาบาล กิจการผลิตเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์ กิจการผลิตยาและสารสกัดจากสมุนไพร กิจการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ กิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า กิจการต่อเรือและซ่อมเรือ กิจการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กิจการสร้างภาพยนตร์และบริการสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์ กิจการด้านการท่องเที่ยว กิจการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น
ทั้งนี้ในการขอรับการส่งเสริม บีโอไอกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1 ล้านบาท และสำหรับ SMEs ไทย จะได้รับการผ่อนปรนเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือเพียง 5 แสนบาท พร้อมอนุญาตให้ใช้เครื่องจักรใช้แล้วในประเทศบางส่วนเพื่อลดต้นทุน และให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเป็นแต้มต่อพิเศษ โดยเพิ่มวงเงินยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็น 2 เท่าของโครงการทั่วไป
นายนฤตม์ กล่าวว่า มาตรการทางภาษีแล้ว บีโอไอยังเดินหน้าใช้เครื่องมือด้านการเงิน ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันฯ เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการให้เงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่ (Upskill & Reskill) โดยตั้งเป้าพัฒนาบุคลากร 1 แสนคน อีกทั้งยังมีมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ การวิจัยและพัฒนา และการปรับเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจใหม่หรืออุตสาหกรรมสีเขียว โดยให้เงินสนับสนุนร้อยละ 30–50 ของเงินลงทุนจริง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศอย่างยั่งยืน