รู้หรือไม่ ประเทศไหน ‘ดื่มชา’ มากที่สุดในโลก รับวันชาสากล
“วันชาสากล” หรือ International Tea Day ซึ่งตรงกับวันที่ 21 พฤษภาคมของทุกปี ไม่ได้เป็นเพียงวันเฉลิมฉลองเครื่องดื่มยอดนิยมของโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของ “ชา” ในฐานะพืชเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และกลไกขับเคลื่อนความยั่งยืนของหลายประเทศทั่วโลก
องค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้วันที่ 21 พฤษภาคม เป็นวันชาสากล เพื่อผลักดันการผลิตและการบริโภคชาอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมชาที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของผู้คนในห่วงโซ่อุปทาน
ในหลายประเทศกำลังพัฒนา “ชา” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ปลูกชารายย่อยซึ่งเป็นกำลังหลักของอุตสาหกรรม การกำหนดวันชาสากลจึงมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนบทบาทของเกษตรกรเหล่านี้ และสนับสนุนให้เกิดระบบการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น
นอกจากนี้ ชายังเป็นมากกว่าเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ในหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่วัฒนธรรมชาญี่ปุ่น ชาจีน ไปจนถึงชาในภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน ชายังได้รับความนิยมจากกระแสรักสุขภาพ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหาร
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของวันชาสากล คือ การผลักดันแนวคิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องราคาที่เหมาะสม สภาพการทำงานของแรงงาน และความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ปลูกชาในระยะยาว
ด้านสิ่งแวดล้อม การผลิตชาอย่างยั่งยืนยังมีบทบาทสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งดิน น้ำ และระบบนิเวศ รวมถึงช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของภาคเกษตรทั่วโลก
อีกหนึ่งข้อมูลที่สะท้อนบทบาทของ “ชา” ในระดับโลก คือ พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในแต่ละประเทศ โดยข้อมูลจากเว็บไซต์จัดอันดับด้านการบริโภคอาหารและเครื่องดื่ม ระบุว่า “ตุรกี” เป็นประเทศที่ดื่มชามากที่สุดในโลกเมื่อวัดต่อจำนวนประชากร เฉลี่ยราว 3.16 กิโลกรัมต่อคนต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าชาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประจำวันของชาวตุรกีอย่างชัดเจน
ขณะที่ประเทศในยุโรปอย่างไอร์แลนด์และสหราชอาณาจักร ยังคงติดอันดับประเทศที่บริโภคชาสูงเช่นกัน จากอิทธิพลของวัฒนธรรมการดื่มชาและ Afternoon Tea ที่มีมาอย่างยาวนาน
ส่วนในเชิงปริมาณการบริโภครวม “จีน” และ “อินเดีย” ยังคงเป็นตลาดชาที่ใหญ่ที่สุดของโลก เนื่องจากมีจำนวนประชากรมหาศาล รวมถึงมีวัฒนธรรมการดื่มชาที่ฝังรากลึกมาหลายร้อยปี
ปัจจุบัน ตลาดชาโลกยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทั้งจากกระแสเครื่องดื่มพรีเมียม ชาพร้อมดื่ม และวัฒนธรรมร้านชา-ชานมที่ขยายตัวในหลายประเทศ สะท้อนให้เห็นว่า “ชา” ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตร แต่กำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่มีมูลค่าสูงในระดับโลก