โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ชำแหละโครงสร้างน้ำมันไทยบิดเบี้ยว ดันดีเซลพุ่ง 30 บาท แพงกว่ามาเลย์-อินโดฯ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

รัฐบาลเดินหน้าปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 0.50 บาทต่อลิตร(เริ่ม 18 มี.ค. 2569) จากเดิมตรึงไว้ที่ 29.94 บาทต่อลิตร เพิ่มเป็น 30.44 บาทต่อลิตร พร้อมยืนยันตรึงเพดานไม่เกิน 33 บาทต่อลิตรไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อประคองค่าครองชีพ ท่ามกลางแรงกดดันต้นทุนพลังงานโลกและภาระกองทุนน้ำมันที่ยังตึงตัว ท่าทีดังกล่าวสะท้อนการบริหารสมดุลระหว่างการดูแลประชาชนกับเสถียรภาพพลังงานในประเทศ แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าประเทศมีสต็อกน้ำมันเพียงพอใช้ได้มากกว่า 3 เดือนก็ตาม

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาเซียน ระบุว่า ข้อเท็จจริงสำคัญคือ น้ำมันดิบที่ไทยมีอยู่ในคลังปัจจุบัน ถูกจัดซื้อ ก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเปิดฉากโฉมตีอิหร่าน ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันโลกยังไม่พุ่งสูงจากสงคราม นั่นหมายความว่าต้นทุนแท้จริงยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น ในเชิงหลักการ “คนไทยควรได้ใช้น้ำมันดีเซลที่ราคา 29.94 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 3 เดือน” นับจากวันที่ 28 มีนาคม 2569 ไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน (ถึง28 มิ.ย. 2569) โดยไม่ควรมีการปรับขึ้นราคาในช่วงเวลาดังกล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอาเซียน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับสวนทาง เมื่อมีการปรับโครงสร้างบางรายการ โดยเฉพาะ “ค่าการกลั่น (GRM)” จากประมาณ 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร ในช่วงกลางเดือนมีนาคม ทั้งที่น้ำมันดิบในระบบยังเป็นสต็อกเดิมราคาถูก จึงถูกตั้งคำถามว่า ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะทำให้ราคาขายปลีกต้องขยับขึ้น

  • สต็อกน้ำมันมี แต่โครงสร้างราคามีปัญหา

ทั้งนี้ข้อมูลระบุว่า ไทยมีน้ำมันดิบสำรองราว 90 ล้านบาร์เรล หรือกว่า 14,310 ล้านลิตร เพียงพอรองรับการใช้ภายในประเทศได้ประมาณ 3 เดือน สอดคล้องกับที่รัฐบาลยืนยัน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่กลไกราคา ซึ่งยังคงอิงตลาดสิงคโปร์ (MOPS) และเปิดช่องให้ต้นทุนบางรายการขยับขึ้นได้ แม้ต้นทุนจริงจะยังไม่เปลี่ยน

โดยโครงสร้างราคาดีเซลไทย ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 แสดงให้เห็นว่า

  • ราคาหน้าโรงกลั่นอยู่ที่ 18.96 บาท/ลิตร
  • ค่าการกลั่นจริงอยู่ที่ประมาณ 5.2 บาท/ลิตร
  • ต้นทุนน้ำมันดิบเพียง 13.5 บาท/ลิตร

แต่หลังเกิดวิกฤตราคาน้ำมันโลกในเดือนมีนาคม (ณ 17 มี.ค. 2569) ราคาหน้าโรงกลั่นพุ่งขึ้นเป็น 38.67 บาท/ลิตร ส่งผลให้รัฐต้องใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนสูงถึง 20.36 บาทต่อลิตร เพื่อคงราคาขายปลีกไว้ที่ 29.94 บาทสะท้อนว่าระบบกำลัง “รับแรงกระแทก” จากโครงสร้างราคา มากกว่าต้นทุนจริงในสต็อก

  • คนไทยจ่ายแพงกว่าเพื่อนบ้าน

เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน พบว่าไทยยังมีภาระต้นทุนแฝงในโครงสร้างราคาสูงกว่าหลายประเทศ ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และเงินส่งเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน ขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซีย ใช้นโยบายอุดหนุนจากงบประมาณโดยตรง และลดภาระภาษี ทำให้ราคาดีเซลต่ำกว่าไทยอย่างมีนัยสำคัญ เช่น

  • มาเลเซียประมาณ 23 บาท/ลิตร
  • อินโดนีเซียประมาณ 25 บาท/ลิตร

สะท้อนความแตกต่างเชิงนโยบายที่ชัดเจน ระหว่างการผลักภาระให้ประชาชน กับ การใช้รัฐช่วยดูดซับต้นทุน

  • ห่วงโซ่อุตสาหกรรมได้ประโยชน์

อีกประเด็นสำคัญคือ โครงสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมน้ำมัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ที่ถูกมองว่า เอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการมากกว่าผู้บริโภคเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ทุกจุดในห่วงโซ่ตั้งแต่โรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมัน ไปจนถึงค่าการตลาด ล้วนมีโอกาสปรับตัวขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ต้องรับภาระราคาที่ถูกกำหนดจากระบบ

ดร.อัทธ์ ระบุว่า นี่คือเหตุผลที่ทำให้ “คนไทยต้องรับกรรม” จากราคาน้ำมันแพง ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศยังมีต้นทุนน้ำมันในระดับต่ำจากสต็อกเดิม

  • ปัญหาเชิงนโยบายสะสม

นอกจากโครงสร้างราคา ยังมีปัจจัยเชิงนโยบายที่สะสมมานาน เช่น

  • การไม่ผลักดันไบโอดีเซลอย่างจริงจัง โดยไทยยังใช้เพียง B7 ขณะที่อินโดนีเซียใช้ B40 และมาเลเซียใช้ B20
  • การกำหนดราคาหลายระบบ (สองตลาด) ทำให้เกิดการบิดเบือน เช่น ผู้ค้าบางส่วนหันไปซื้อน้ำมันหน้าปั๊มที่ราคาถูกกว่าราคาตลาด
  • ความไม่ชัดเจนในการบริหารกองทุนน้ำมัน ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือ “ชะลอราคา” มากกว่าการบริหารเชิงโครงสร้าง

ผลที่ตามมาคือ เกิดภาวะ “น้ำมันมีพอ แต่หน้าปั๊มขาด” จากพฤติกรรมแย่งซื้อในระบบที่ราคาบิดเบี้ยว

  • ทางออกที่ถูกตั้งคำถาม

สำหรับข้อเสนอ คือ รัฐต้องทบทวนโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศมีสต็อกต้นทุนต่ำ เมื่อซื้อน้ำมันราคาถูกมาแล้ว ประชาชนก็ควรได้ใช้ราคาถูกนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้กลไกราคาอิงตลาดโลกมาซ้อนทับ จนทำให้ต้นทุนสูงเกินจริง

นอกจากนี้ขอเสนอให้

  • ปรับลดภาษีและเงินเข้ากองทุนฯในช่วงวิกฤต
  • เพิ่มบทบาทงบประมาณรัฐในการดูแลราคา
  • เร่งผลักดันพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล

“สถานการณ์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ผลกระทบจากสงครามพลังงานโลก แต่เป็นบททดสอบ ของระบบบริหารพลังงานไทย ว่าจะเลือกให้ใครเป็นผู้รับภาระ ระหว่างประชาชน หรือโครงสร้างที่ต้องปฏิรูป” ดร.อัทธ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...