"เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล" ศัตรูร้ายนาข้าว ปราบยังไงให้อยู่หมัด
ภัยเงียบที่ชาวนาไม่ควรมองข้าม “เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล” ศัตรูตัวร้ายของนาข้าว พร้อมระบาดหนักในช่วงข้าวแตกกอถึงออกรวง ดูดน้ำเลี้ยงจนต้นข้าวแห้งตายเป็นหย่อม แถมยังพาโรคไวรัสทำผลผลิตเสียหาย เกษตรกรต้องเร่งเฝ้าระวังและรับมือให้ทันก่อนลุกลามทั้งแปลง
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถระบาดได้ตั้งแต่ช่วงข้าวระยะกล้าอายุประมาณ 1 – 20 วัน หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม แต่จะพบการระบาดมากในช่วงข้าวระยะแตกกอ อายุประมาณ 30 – 50 วัน ระยะตั้งท้อง จนถึงระยะออกรวง อายุประมาณ 50 – 90 วัน ซึ่งเป็นช่วงอายุข้าวที่ต้องมีการป้องกันและเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมากที่สุด
โดยทั่วไปพืชอาหารของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ได้แก่ ข้าว ข้าวป่า หญ้าชนิดต่าง ๆ
รูปร่างลักษณะ
ไข่ มีลักษณะรูปกระสวยโค้งคล้ายกล้วยหอม มีสีขาวขุ่น ส่วนใหญ่วางไข่ที่กาบใบข้าวหรือเส้นกลางใบ โดยวางไข่เป็นกลุ่มเรียงแถวตามแนวตั้งฉากกับกาบใบข้าว บริเวณที่วางไข่จะมีรอยซ้ำเป็นสีน้ำตาล
ตัวอ่อน มี 5 วัย โดยจะมีการลอกคราบ 5 ครั้ง เพื่อเป็นตัวเต็มวัย ภายในระยะเวลา 16-17 วัน ซึ่งเป็นระยะที่เริ่มเข้าทำลายต้นข้าว
ตัวเต็มวัย มีรูปร่าง 2 ลักษณะ คือ
ชนิดปีกยาว (macropterous form)
วางไข่ได้ประมาณ 100 ฟอง โดยชนิดนี้สามารถเคลื่อนย้ายและอพยพไปในระยะทางใกล้และไกล โดยอาศัยกระแสลมช่วย
ชนิดปีกสั้น (bracrypterous form)
วางไข่ได้ประมาณ 300 ฟอง โดยตัวเต็มวัยเพศเมีย มีขนาด 4-4.5 มิลลิเมตร เพศผู้มีขนาด 3.5-4 มิลลิเมตร มีชีวิตประมาณ 2 สัปดาห์ หรือประมาณ 10-15 วัน โดยเพศผู้มีอายุเฉลี่ย 13 วัน เพสเมียมีอายุเฉลี่ย 15 วัน ในหนึ่งฤดูปลูกข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มปริมาณได้ 2-3 เท่าต่ออายุขัย
ลักษณะการทำลาย
เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะเข้าทำลายข้าว โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำอาหารบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ ทำให้ต้นข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งลักษณะคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ส่งผลให้แห้งตายเป็นหย่อม ๆ เรียกว่า “อาการไหม้” (hopperburn) โดยจะพบอาการไหม้ในระยะข้าวแตกกอจนถึงระยะออกรวง
นอกจากนี้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัส โรคใบหงิก หรือ โรคจู๋ มาสู่ต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวมีอาการแคระแกร็น ต้นเตี้ยใบสีเขียวแคบและสั้น ใบแก่ช้ากว่าปกติ ปลายใบบิดเป็นเกลียว และขอบใบแหว่งวิ่น
วิธีการป้องกันกำจัด
การเขตกรรม
1.1 เลือกพันธุ์ต้นข้าวที่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เช่น สุพรรณบุรี 1 พิษณุโลก 2 ชัยนาท 2 กข 31 กข 41 และ กข 47 เป็นต้น และไม่ควรปลูกพันธุ์เดียวกันเกิน 4 ฤดูปลูก
1.2 กำจัดวัชพืชรอบ ๆ แปลง เนื่องจากเป็นแหล่งอาศัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
1.3 ไม่ขังน้ำในนาตลอดฤดูปลูก ควรควบคุมระดับน้ำในนาข้าวให้พอดินเปียก หรือมีน้ำเรี่ยผิวดินนาน 7-10 วัน แล้วปล่อยขังทิ้งไว้ให้แห้งเองสลับกันไปแบบ “เปียกสลับแห้ง”
การใช้วิธีกล
หมั่นสำรวจแปลงนา ตรวจนับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและแมลงศัตรูธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ หากพบกลุ่มไข่ให้เก็บไปทำลายทันทีเพื่อช่วยลดการระบาด
การใช้วิธีฟิสิกส์ ใช้กับดักแสงไฟ เพื่อล่อตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลมาทำลาย ช่วยลดจำนวนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล
การใช้ชีววิธี
พ่นด้วยชีวภัณฑ์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นในช่วงที่มีความชื้นสัมพันธ์สูง และพ่นให้สัมผัสตัวแมลงมากที่สุด ดังนี้ เชื้อราบิวเวอเรีย อัตรา 250 กรัม เชื้อราเมตาไรเซียม อัตรา 250 กรัม
การใช้สารเคมี
ปัจจุบันสารเคมีที่ใช้ได้มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ กลุ่ม 9B ได้แก่ ไพมีโทรซีน กลุ่ม 29 ได้แก่ ฟลอมิคามิค
สารเคมีที่มีประสิทธิภาพรองลงมา ได้แก่
กลุ่ม 1A ได้แก่ ไอโซโพคาร์บ ฟีโนบูคาร์บ
กลุ่ม 2B ได้แก่ อีทีโพรล
กลุ่ม 4A ได้แก่ ไดโนทีฟูแรน อิมิดาคลอพริด ไทอะมีโทแซม
กลุ่ม 16 ได้แก่ บูโพรเฟซิน
สารเคมีที่ไม่แนะนำให้ใช้ในนาข้าว เนื่องจากทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มขึ้น ได้แก่
สารกลุ่ม 3A ในสารกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์ เช่น แอลฟาไซเพอร์เมทริน ไซเพอร์เมทริน ไซแฮโลทริน เดคาเมทริน เอสเฟนแวเลอเรต เพอร์เมทริน ไตรอะโซฟอส ไซยาโนเฟนฟอส ไอโซซาไทออน ไฟริดาเฟนไทออน ควินาลฟอส และเตตระคลอร์วินฟอส เป็นต้น