‘จ๊ะ นงผณี’ ลั่นมันเกินคำว่าทุกข์ จำฝังใจพ่อเห็นหน้าหนูเป็นคนสุดท้ายและไม่ตื่นมาอีกเลย
บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า สำหรับพิธีรดน้ำศพ คุณพ่อประดิษฐ มหาดไทย พ่อของนักร้องสาวสายสตรอง “จ๊ะ นงผณี” ที่ได้จากไปหลังประสบอุบัติเหตุรุนแรงและเข้ารับการรักษามานานเกือบ 3 เดือนตามที่ได้นำเสนอข่าวไป
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีรดน้ำ จ๊ะ ได้ออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนด้วยแววตาสุดเศร้า ถึงการสูญเสียคุณพ่อ โดย จ๊ะ เผยว่า “คุณพ่อเสียตั้งแต่ประมาณ 7 โมง 55 นาทีแต่จริงๆ คุณหมอบอกเราตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน คุณพ่อจะอยู่ได้ไม่เกินสองอาทิตย์ ให้ทำใจไว้เพราะว่าอาการของคุณพ่อคือคนที่สมองตาย เพราะพ่อต้องผ่ากะโหลกสองรอบแล้วสมองเขาตายหมดเลย พอสมองตายสมองก็ไม่สั่งอวัยวะ มันก็จะค่อยๆ ถอยลงไป และพ่อเป็นโรคไตเสื่อมระยะสามด้วย มันยิ่งทำให้ไตมีความเสี่ยงเยอะ ขับของเสียออกไม่ได้ คุณหมอก็ถามเราว่าเราจะฟอกไตไหมเพราะถ้าฟอกไตแล้วอาการพ่อดีขึ้นจะต้องพาพ่อไปผ่าท้อง เพราะพ่อติดเชื้อในลำไส้ด้วย เราเลยบอกคุณหมอว่าคุณหมอคิดว่าการฟอกไตให้คุณพ่อจะช่วยพ่อไหม คุณหมอบอกว่า ไม่ช่วยเลย เพราะมันไม่ได้ส่งผลเรื่องของสมองเพราะสมองพ่อตายไปแล้ว ถึงไตจะดีขึ้น แต่อย่างอื่นก็จะค่อยๆ ลดลง ไม่ว่าจะเป็นหัวใจหรืออวัยวะใดมันก็จะค่อยๆ ลดลง เราเลยบอกไปว่าเราไม่ฟอก แล้วเราก็ไม่ยื้อ พอแล้ว เราสงสารเขา”
“จริงๆ ตั้งแต่วันแรก อาจารย์หมอทุกโรงพยาบาลบอกว่าความเป็นไปได้เหลือแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ 5 เปอร์เซ็นต์ เค้าจะบอกเราค่อยๆ ทำใจอยู่แล้วแต่เราคิดว่า 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5 เปอร์เซ็นต์ เราก็สู้ จนวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา อาจารย์หมอบอกว่า ร่างกายพ่อไม่ไหว พ่อรับยาไม่ได้แล้ว เราก็ปรึกษากับพี่สาวตลอดว่าเราจะทำยังไงให้แม่ตั้งสติได้ ถามว่าเราตั้งสติได้ไหม เราตั้งได้ในระดับหนึ่ง แต่เรายังห่วงแม่อยู่ อยากให้แม่คิดได้ อยากให้แม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ที่ห่วงที่สุดคือแม่ ก็เลยปรึกษากับพี่สาว แล้วเอาแม่มาอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ ค่อยๆ พูดกล่อมเขาว่าคนเราเกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา และพ่อสอนตลอดว่า “หนูเล็ก เดี๋ยวพ่อก็ตายแล้ว” พ่อเพิ่งพูดกับหนูเมื่อวันที่ 21 มกราคม วันที่ 22 บ้านหนูไหว้ครู และวันที่ 28 พ่อหนูโดนรถชน ซึ่งตอนที่พ่อพูดว่าหนูเล็ก “เดี๋ยวพ่อก็ตายแล้ว” ตอนนั้นหนูยังย้อมผมให้พ่ออยู่ หนูก็บอกพ่อไปว่า “อ้าวพ่อจะตายไปไหน” แล้วพ่อก็บอกว่า “พ่อมีที่ของพ่อ” หนูก็ถามพ่อกลับว่า “แล้วพ่อไม่ห่วงหนูเหรอ” พ่อบอกว่า "ไม่ห่วงแล้ว พ่อมีที่ของพ่อ ทุกคนต้องตายหมด แม่ก็ไม่ใช่ของเรา ตัวเราก็ไม่ใช่ของเรา ลมหายใจก็ไม่ใช่ของเรา" และพ่อก็จะพูดมาตลอดว่าถ้าพ่อตาย หนูเล็กอย่าฟูมฟาย หนูเล็กต้องมีสติและห้ามจัดงานยืดเยื้อ เพราะพ่อรู้สึกว่าอยากให้ลูกใช้ชีวิต ให้ไปทำงาน”
“พ่อหนูสมองตายแต่เวลาเราพูดว่าขอบคุณพ่อนะ ที่พ่อให้หนูเกิดมา พ่อดูแลหนูและพ่อสอนให้หนูอดทน ขยันและเก็บเงิน หนูขอบคุณพ่อนะ พ่อไม่ต้องห่วงอะไรเลย น้ำตาเขาจะไหลทั้งสองข้างเลย และทุกครั้งที่หนูพูดกับเขาว่าหนูไปเล่นคอนเสิร์ตนะ หนูใช้ชีวิตเหมือนปกติที่เราอยู่กัน เกือบสามเดือนที่หนูดูแลพ่อ หนูรู้สึกว่ามันเกินคำว่าทุกข์ ชีวิตหนูเกิดมาครั้งนี้เป็นครั้งที่หนูรู้สึกว่าใจแตกสลายที่สุด เพราะหนูได้เห็นพ่อตั้งแต่เกิดเหตุ ตอนแรกพ่อหนูยังไม่หลับตาแต่เลือดเต็มถนนเลย เราไปแล้วบอกพ่อว่าใจเย็นๆ นะ รถกำลังมา ตอนนั้นหนูอยู่คนเดียวกับพ่อแล้วบอกเขาว่าพ่อหนูรักพ่อนะแล้วพ่อค่อยๆ หลับตา มันเป็นภาพที่เขาเห็นหนูเป็นคนสุดท้ายและหลังจากนั้นเขาไม่ได้ลืมตาอีกเลย สองเดือนที่ผ่านมาเราเลยรู้สึกว่าเราอยากให้พ่อได้ลืมตามาเห็นแม่เห็นพี่เป๊กก็ยังดี”
“จริงๆ ความกตัญญู หนูไม่อยากให้ใครมาดูจ๊ะเป็นตัวอย่าง ว่ากตัญญูแล้วจะได้ดี จริงๆ แล้วการเป็นลูก จ๊ะว่ามันคือหน้าที่ของเรา และพ่อแม่จ๊ะดูแลลูกมาอย่างดี พ่อแม่จ๊ะเป็นคนจนแต่เลี้ยงดูลูก ส่งลูกเรียนได้ สอนลูกเป็นคนดีของสังคมได้ หนูคิดว่าจะต้องตอบแทนพ่อแม่ให้ดีที่สุด พ่อจะสอนให้หนูไหว้ทุกคน คอนวอยคือคนที่ทำเวที บอกว่าไม่ว่าหนูเล็กจะดังแค่ไหน ถ้าไม่มีคอนวอยหนูเล็กก็ไม่มีเวทีร้อง และบอกว่าหนูต้องเห็นใจแฟนคลับและรักแฟนคลับเยอะๆ เพราะหนูเล็กขึ้นเวที 4 ทุ่มแต่แฟนคลับเขาต้องออกจากบ้าน 5 โมง 6 โมงเย็นและเวลาเล่นคอนเสิร์ตเสร็จ แฟนคลับที่มารอเราเพื่อถ่ายรูปอีก หนูก็เลยเป็นศิลปินที่ถ่ายรูปมาตลอดเป็น 10 ปี และทุกครั้งที่พ่อกับแม่ป่วย หนูอยากจะคืนงาน เพื่ออยู่กับพ่อกับแม่ แต่พ่อจะบอกว่าให้หนูไปทำงานเพราะคนที่เขาจ้างหนูเล็กเขาจะได้ไม่เดือดร้อน และแฟนคลับที่มารอหนูเล็กเขาอยากเจอหนูเล็กนะ หนูเล็กไปทำงานเถอะ ที่พ่อกับแม่อยู่ได้สบาย ได้อยู่โรงพยาบาลดีๆ ได้เพราะหนูเล็กได้ทำงานตรงนี้เพราะมีแฟนคลับ ไม่ว่าจะทุกข์ยังไง หนูก็จะไปร้องเพลงและไม่เอาความทุกข์ไปหน้าเวที เพราะพ่อบอกหนูว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา คนเรามีเกิดก็ต้องมีตาย (ร้องไห้)”
“สำหรับเรื่องงานในช่วงสงกรานต์ จ๊ะไม่ได้มีหน้าที่ในการคุยกับเจ้าภาพอยู่แล้ว เป็นพี่สาวที่คุยแต่เรายืนยันว่าเราไปทุกงาน และเต็มที่ทุกงานแล้วจะไม่ร้องไห้ จริงๆ หนูร้องไห้บนเวทีแค่ครั้งเดียวคือวันแรกที่เกิดเหตุ เพราะวันนั้นพ่อหนูเกิดเหตุตอน 5 โมง 3 นาที หนูพาพ่อไปโรงพยาบาลแรกตอน 6 โมงกว่า หนูพาพ่อไปโรงพยาบาลทุ่มกว่า ส่งพ่อเข้าผ่าตัดเสร็จ แล้วไปขึ้นคอนเสิร์ตต่อ หนูเลยสติแตก และร้องไห้บนเวที แต่วันนี้หนูไม่ร้องไห้เลยเพราะหนูตั้งใจไปให้ความสุขกับแฟนๆ หนูไม่อยากให้ใครมาทุกข์กับหนู”
“ตอนที่หนูกราบพ่อครั้งสุดท้าย หนูบอกพ่อว่าขอบคุณที่พ่อให้หนูเกิดมา ขอบคุณที่พ่อเลี้ยงดูหนูและหนูก็ภูมิใจในอาชีพลิเกของพ่อมาก หนูรักลิเกของพ่อมากเพราะว่าอาชีพลิเกของพ่อ ทำให้หนูมีพื้นฐานในวันนี้ ทำให้หนูเป็นนักแสดงในวันนี้ พ่อไม่ต้องห่วงหนู ไม่ต้องห่วงพี่เป๊กและไม่ต้องห่วงแม่จะดูแลอย่างดี พ่อไปก่อนนะ พ่อไปรอพวกเรา สักวันเราจะได้เจอกัน ที่ใช้รูปพ่อเป็นรูปลิเก เพราะพ่อเขารักลิเกมาก เป็นความตั้งใจของแม่ แม่บอกว่าให้ใช้รูปพ่อที่เป็นรูปลิเกเพราะพ่อชอบมากก็เลยตัดสินใจเอาเป็นรูปนี้”
“เกือบ 3 เดือน ค่าใช้จ่ายในการรักษาคุณพ่อเกือบ 10,000,000 เพราะหนูเปลี่ยนไปสามโรงพยาบาลเลือกที่ดีที่สุดและพ่อติดเชื้อบ่อย มันจะมียาอยู่ตัวนึงที่ต้องให้ 14 วัน วันละ 100,000 ซึ่งไม่เกี่ยวกับค่าห้องไม่เกี่ยวกับค่าอะไรเลยและยามันไม่ใช่แค่ตัวเดียว ยามัน 4 ตัว ซึ่งยาฆ่าเชื้อตัวหนึ่งก็ 90,000 บาท ในขนาด 250 ml แล้ว ซึ่งจริงๆ คุณหมอเขาก็บอกว่าสมองพ่อไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้แล้ว แต่เราก็ยังสู้ ที่ทำเราไม่ได้ทำเพื่อใคร เราทำเพื่อพ่อแม่เรา พอมาถึงจุดนี้แล้วเราไม่ทำเพื่อพ่อแม่เรา มันก็ไม่มีความหมาย”
“คุณแม่ยังอยู่ในช่วงทำใจแต่มีญาติมีลูกทุกคนให้ความอบอุ่น บอกแม่ว่าพ่อไปสบายแล้วนะ เขามีตั้ง 7 โรค โรคเขาเยอะเขาไม่สบายหรอก ต้องเจาะนู่นเจาะนี่ให้พ่อเขาไปเถอะ จริงๆ หนูตั้งใจจะเผาพ่อวันที่ 16 แต่จะเปลี่ยนเป็นวันที่ 15 ส่งพ่อขึ้นสวรรค์ เพราะวันที่ 16 เป็นวันพระใหญ่ ญาติๆ ไม่สบายใจเลยเปลี่ยนเป็นวันที่ 15 และที่เราไม่ไว้ 7 วัน 9 วัน เพราะทำตามคำสั่งของพ่อหมดเลย พ่อไม่อยากให้ยืดเยื้อ ทุกคนต้องมีสติ ไปใช้ชีวิต ดูแลแม่ให้ดีดูแลทุกคนให้ดี และดูแลตัวเองด้วยค่ะ”
ขอบคุณภาพจาก:นงผณี มหาดไทย