โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

มาตรฐานจริยธรรมแบบไทยๆ ไม้บรรทัดนี้วัดโดยใคร? มรดกจาก คสช. ถึง 44 สส. ก้าวไกล การเมืองไทยกำลังแช่แข็งนักการเมืองให้อยู่แค่เบื้องหลังคำว่า “จริยธรรม” ?

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

24 เมษายน 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเมืองไทย เมื่อศาลฎีกามีกำหนดนัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นขอให้วินิจฉัยความผิดอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ท่ามกลางการจับตาอย่างใกล้ชิดว่าผลการพิจารณาจะออกมาในทิศทางใด ไม่ว่าจะเป็นการไม่ประทับรับฟ้อง การเลื่อนกระบวนการพิจารณาออกไป หรือหากศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้อง จะนำไปสู่การสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ สส. ทันทีหรือไม่

หลายฝ่ายประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าว่าทิศทางของคดีนี้อาจเป็นผลพวงสืบเนื่องโดยตรงจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งยุบพรรคก้าวไกล โดยระบุว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง

อย่างไรก็ตาม กระแสสังคมยังโต้แย้งว่า เมื่อรัฐสภาถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและรองรับความขัดแย้งทางความคิด ตัวแทนของประชาชนควรสามารถทำหน้าที่นำข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อนในสังคมมาหาทางออกร่วมกันผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ

แต่เมื่อมองย้อนกลับมายังภูมิทัศน์การเมืองไทยในปัจจุบัน กลับพบว่าสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายอันเป็นหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนราษฎร กำลังถูกตีความให้เป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงในคดีล่าสุดนี้

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายต่อนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่มันเป็นภาพสะท้อนของสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา iLaw รวบรวมข้อมูลว่า มีนักการเมืองกว่า 50 คนที่ถูกกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

บางรายถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง หรือถึงขั้นถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต แม้กระทั่งกรณีล่าสุดของนายกรัฐมนตรีที่ถูกร้องเรียนเรื่องคลิปเสียง ก็ยังถูกเชื่อมโยงเข้ากับมาตรฐานจริยธรรมฉบับนี้

หากสืบสาวไปถึงจุดกำเนิดของมาตรฐานทางจริยธรรม ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ากลไกนี้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบโครงสร้างในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผ่านรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 219 ซึ่งกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม โดยระบุเงื่อนไขว่าต้องรับฟังความเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี

แต่ในข้อเท็จจริง มาตรฐานฉบับนี้ถูกประกาศเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยยังไม่มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป นั่นหมายความว่า กฎเกณฑ์ที่ใช้ควบคุมผู้แทนของประชาชน ถูกร่างและบังคับใช้โดยที่ตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีโอกาสให้ความเห็นอย่างเป็นทางการแม้แต่คนเดียว

ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้น เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับหลักการกำกับดูแลตนเองในวิชาชีพอื่น หากแพทย์หรือทนายความกระทำผิดจริยธรรม ผู้พิจารณาตัดสินคือสภาวิชาชีพของตนเอง เนื่องจากเป็นผู้ที่เข้าใจบริบทและข้อจำกัดของสายงานได้ดีที่สุด

แต่สำหรับอาชีพนักการเมืองที่มีหน้าที่เป็นกระบอกเสียงและบริหารผลประโยชน์อันแตกต่างหลากหลายของประชาชน กลับต้องถูกตรวจสอบและตัดสินโดยองค์กรอิสระและศาล ซึ่งมีที่มาและกระบวนการคิดที่แตกต่างไปจากความยึดโยงกับภาคประชาชน

นอกจากนี้ ข้อกำหนดที่ให้ “พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ” หรือการ “ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย” ต่างมีความหมายกว้างขวางจนการพิจารณาความผิดตกอยู่ในดุลยพินิจขององค์กรตรวจสอบแต่เพียงฝ่ายเดียว ส่งผลให้ประเด็นที่ควรเป็นข้อถกเถียงทางความคิดในสภา กลายสภาพเป็นคดีความในชั้นศาล

สำหรับคดีของ 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล พฤติการณ์ที่ถูกนำมาเป็นข้อกล่าวหาเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อพวกเขาได้ยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งรวมถึงร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

แม้ร่างกฎหมายดังกล่าวจะยังไม่ทันได้เข้าสู่วาระการพิจารณา แต่ความพยายามนำประเด็นความขัดแย้งในสังคมเข้ามาหาทางออกตามกลไกรัฐสภา กลับถูกนำไปร้องเรียนจนนำมาสู่คำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล และลุกลามมาสู่การยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อเอาผิดทางจริยธรรม

การใช้มาตรฐานจริยธรรมมาตรวจสอบสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย กำลังสร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อระบบนิติบัญญัติไทย เพราะอาจทำให้เกิดสภาวะชะงักงันในการปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับยุคสมัย

หากการพยายามแก้ไขกฎหมายเชิงโครงสร้างถูกตีความว่าเป็นความผิดร้ายแรงจนต้องสูญเสียอนาคตทางการเมือง ในอนาคตอาจไม่มีตัวแทนราษฎรจากพรรคใดกล้าเสี่ยงนำเสนอทางออกใหม่ให้แก่สังคม และอาจทำให้รัฐสภาหลงเหลือเพียงบทบาทการผ่านกฎหมายทั่วไป โดยหลีกเลี่ยงการแก้ปัญหาในระดับโครงสร้าง

ไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลต่อคดี 44 สส. จะออกมาในทิศทางใด คดีนี้ได้สะท้อนความเป็นจริงที่ชวนขบคิดว่า สังคมไทยกำลังใช้เครื่องมือที่มีความเป็นนามธรรมระดับสูง มาชี้ขาดอนาคตทางการเมืองที่มีผลกระทบเป็นรูปธรรมอย่างหนักหน่วง

สิ่งนี้ผลักดันให้เราต้องกลับมาทบทวนว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าสู่ระบบการเมืองรูปแบบใด ระหว่างระบบที่เปิดกว้างให้ตัวแทนประชาชนเดินเข้าสภาเพื่อถกเถียงปัญหาอย่างกล้าหาญและโปร่งใส หรือระบบที่จะได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎรที่เต็มไปด้วยนักการเมืองผู้ระมัดระวังตัวตามกรอบจริยธรรม แต่ไม่อาจทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการแก้ปัญหาที่เป็นประเด็นปัญหาโต้แย้งในสังคมได้อย่างเต็มที่

อ้างอิง iLaw

#ThairathPlus #ไทยรัฐพลัส #ข่าว #ข่าวการเมือง #การเมืองไทย #มาตรฐานจริยธรรม #พรรคก้าวไกล #พรรคประชาชน #พรรคเพื่อไทย

บทความต้นฉบับได้ที่ : มาตรฐานจริยธรรมแบบไทยๆ ไม้บรรทัดนี้วัดโดยใคร? มรดกจาก คสช. ถึง 44 สส. ก้าวไกล การเมืองไทยกำลังแช่แข็งนักการเมืองให้อยู่แค่เบื้องหลังคำว่า “จริยธรรม” ?

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...