สงคราม ตะวันออกกลาง พ่นพิษ ดันราคาน้ำมัน ต้นทุนการผลิต ขนส่งอ่วม ไม่พ้นราคาสินค้าแห่ปรับขึ้น
BTimes
อัพเดต 20 มี.ค. เวลา 22.38 น. • เผยแพร่ 21 มี.ค. เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizจากสถานการณ์สู้รบใน ตะวันออกกลาง ที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะมีช่วงที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ที่นับเป็นเส้นเลือดใหญ่หรือเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบมากกว่า 20% ของการบริโภคทั่วโลก ผลที่ตามมาคือราคาน้ำมันดิบดีดตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อช่วงสถานการร์รุนแรง
และจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นก็ได้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในประเทศ ลากยาวต่อเนื่องไปยังห่วงโซ่การผลิต ระบบขนส่ง จึงคาดว่าต้นทุนวัตถุดิบและราคาสินค้าจะมีผลกระทบตามไปด้วย
แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐได้สื่อสารมายังประชาชนต่อเนื่องว่า "วิกฤตน้ำมันในบ้านเรายังไม่เกิด " แต่ถึงอย่างนั้น เราก็คงได้เห็นปรากฎการณ์ แห่เข้าคิวเติมน้ำมันแน่นปั๊มกันมาแล้ว และก็เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยเห็นมาก่อน บรรดาปั๊มน้ำมันบางแห่งต้องจำกัดปริมาณการเติม หรือบางปั๊มอาจจะหมดจริงๆ เพราะมีผู้ค้าบางราย อ้างว่าถูกจำกัดปริมาณโควต้าน้ำมันจากคลังต้นทาง
ประชาชนเสี่ยงแบกรับราคาสินค้าแพง?
มากันที่ราคาสินค้า สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ความเสี่ยงสำคัญในการปรับราคาสินค้าอยู่ที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งเป็นฐานคำนวณต้นทุนพลังงานของไทย ในหมวดพลังงานมีสัดส่วนประมาณ 12% ในตะกร้าเงินเฟ้อ ขณะที่หมวดพาหนะ ขนส่ง และการสื่อสาร มีน้ำหนักสูงถึง 22.25% หากราคาน้ำมันปรับขึ้นต่อเนื่อง ต้นทุนจะส่งผ่านไปยังค่าโดยสาร ค่าขนส่ง และราคาสินค้า โดยเฉพาะ “อาหารสำเร็จรูป อาหารจานเดียว ” ซึ่งเป็นกลุ่ม “ขึ้นง่ายลงยาก” (น้ำหนักในตะกร้าเงินเฟ้อราว 16%) ที่มักปรับขึ้นเร็วตามต้นทุนพลังงาน แต่ลดลงช้าเมื่อต้นทุนลด
ซึ่ง สนค. ประเมินผลกระทบไว้ 3 กรณี ได้แก่
กรณีที่ 1 ราคาน้ำมันดิบ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1–2% และราคาอาหารสำเร็จรูปอาจปรับเพิ่มราว 10% ใน 10% ของพื้นที่ทั่วประเทศ
กรณีที่ 2 ราคาน้ำมันดิบ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้ออาจขยับเป็น 2–3% และราคาอาหารสำเร็จรูปอาจเพิ่ม 10% ใน 20% ของพื้นที่
กรณีที่ 3 ราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้ออาจเกิน 3% และราคาอาหารสำเร็จรูปอาจเพิ่ม 10% ในถึง 50% ของพื้นที่ทั่วประเทศ
ผู้ผลิตส่งสัญญาณเตรียมปรับราคาสินค้า
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งในเรื่องของต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมัน ค่าขนส่งที่พุ่ง และปัญหาการขาดแคลนเม็ดพลาสติกซึ่งเป้นปัจจัยที่จะส่งผลทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคในไทยมีแนวโน้มปรับราคาขึ้น ล่าสุดมีการส่งสัญญาณจาก 5 บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย โดยได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังตัวแทนจำหน่ายและร้านค้าทั่วประเทศว่า สต็อกสินค้าราคาเดิมอาจมีถึงแค่ช่วงเดือนเมษายน 2569 เท่านั้น และอาจมีความจำเป็นต้องปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงไป
บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC : เผชิญความเสี่ยงเรื่องปริมาณวัตถุดิบที่จำกัดและค่าขนส่งที่แพงขึ้น ซึ่งกระทบต่อสินค้าทุกกลุ่มอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนบุคคล และอาหาร
บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด: เผชิญต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นในทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งจากค่าวัตถุดิบและค่าขนส่ง โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายน 2569
บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด: เผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบ ทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกผลิตไม่ทัน และอาจเกิดภาวะขาดส่งสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป
บริษัท เอฟแอนด์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด: ได้รับผลกระทบด้านเส้นทางขนส่งทั้งทางเรือและทางอากาศ หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ราคาสินค้าอาจต้องปรับตัวขึ้นในอนาคต
บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน): ต้นทุนการผลิต บรรจุภัณฑ์ และการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นทั้งหมด ทำให้กำลังการผลิตมีข้อจำกัด ปริมาณสินค้าพร้อมจำหน่ายอาจลดลงและเกิดการจัดส่งล่าช้า
6 กลุ่มสินค้าที่เสี่ยงปรับขึ้นราคา
กรมการค้าภายใน ประเมินว่ามี 6 กลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันและระบบโลจิสติกส์ ซึ่งเตรียมปรับขึ้นราคาในอนาคต ได้แก่
1.กลุ่มอาหารสด (ไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อไก่): กระบวนการเลี้ยงต้องใช้พลังงานสูง และมีต้นทุนค่าขนส่งรายวันจากฟาร์มไปยังตลาดที่เพิ่มขึ้น
2.กลุ่มสินค้าเกษตรหลัก (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ผลไม้): ต้นทุนการเพาะปลูกสูงขึ้นจากราคาปุ๋ยเคมีและราคาน้ำมันดีเซล รวมถึงค่าขนส่งผลผลิต
3.กลุ่มอาหารกระป๋อง: ได้รับผลกระทบจากต้นทุนกระป๋องโลหะและค่าขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น
4..กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (กระดาษทิชชู ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน): วัตถุดิบส่วนหนึ่งมาจากปิโตรเคมีและพลาสติกบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีต้นทุนปรับเปลี่ยนตามราคาน้ำมัน
5.กลุ่มเครื่องดื่มและสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติก (น้ำดื่ม นมบรรจุขวด น้ำมันพืช): ต้นทุนขวดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
6.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี): กระบวนการผลิตต้องใช้พลังงานมหาศาล และเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก ทำให้ต้นทุนการขนส่งขยับขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สินค้าควบคุมในหมวดที่จำเป็น เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์ จะไม่สามารถปรับขึ้นราคาได้หากไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้รับอนุญาตให้ปรับราคาขึ้น ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ยังคงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้ตรึงราคาสินค้าไว้ในราคาเดิมไปก่อน ซึ่งรวมถึงสินค้าที่มีโครงสร้างราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบหลักอย่างปุ๋ย เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ด้านสภาผู้บริโภค ออกมาเตือนว่าหากสถานการณ์พลังงานยังคงผันผวนรุนแรง ผลกระทบต่อราคาสินค้าอาจลุกลามจนกลายเป็น " วิกฤตค่าครองชีพ " ได้ และประชาชนอาจได้เห็นภาพการขึ้นราคาที่ชัดเจนขึ้นภายในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้านับจากนี้
ล่าสุด เมื่อช่วงค่ำของวันศุกร์ที่ผ่านมา(20 มี.ค.69) ราคาน้ำมันก็ได้ปรับขึ้นอีกรอบ แม้จะเพิ่งปรับขึ้นไปเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมาแล้ว โดยราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซลปรับขึ้นไปอีก 70 สตางค์ กลุ่มเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ทุกชนิด เพิ่มขึ้นอีก 1 บาท ทำให้ ราคาดีเซลอยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร ภายใต้ราคาเพดานที่ 33 บาทต่อลิตร ส่วนกลุ่มแก๊สโซฮอล์สูงสุดอยู่ที่ 33.05 บาท และเบนซิน 41.64 บาท (อ้างอิงราคาจากโออาร์และยังไม่รวมภาษีท้องที่ )
ดังนั้น “ราคาน้ำมัน” เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาใกล้ชิด เพราะผลกระทบจะลากยาวไปจนถึง "ราคาสินค้า" ต้องปรับขึ้น แม้ในภาพรวมคิดคำนวณออกมาเป็นตัวเลขอาจจะกระทบเงินเฟ้อไม่มาก เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยยังต่ำ แถมติดลบมาหลายเดือนแล้ว แต่ในแง่ของประชาชน " ผู้บริโภค "ย่อมต้องได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้….