ปวดท้องประจำเดือนซ้ำๆ เสี่ยงเนื้องอกมดลูก
พญ. จุฑาธิป พูนศรัทธา สูตินรีแพทย์ชำนาญการด้านการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids) เป็นก้อนเนื้อที่เกิดจากกล้ ามเนื้อมดลูก ซึ่งเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย (ไม่ใช่มะเร็ง) ก้อนเนื้องอกอาจเจริญเติบโตเข้ าไปในโพรงมดลูก หรือโตออกมานอกมดลูก ขนาดอาจใหญ่จนสามารถคลำได้ จากหน้าท้อง โดยทั่วไป เนื้องอกที่เจริญเติบโตในมดลู กมักมีการเจริญเติบโตช้าๆ ในบางรายอาจไม่มีอาการ ปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของเนื้องอกในมดลูก ได้แก่
ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง
การได้รับยา หรือสารที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจน
พันธุกรรม หากมารดามีเนื้องอกมดลูก บุตรสาวจะมีความเสี่ยงต่อเนื้องอกมดลูกมากขึ้นชนิดของเนื้องอกในมดลูกสามารถแบ่งตามตำแหน่งที่พบได้ ดังนี้ 1. เนื้องอกที่ผิวผนังมดลูก (Subserous Myoma) เป็นก้อนเนื้องอกนูนออกจากผนั งมดลูก มักไม่แสดงอาการชัดเจน แต่หากก้อนมีขนาดใหญ่ อาจกดเบียดอวัยวะข้างเคียง เช่น กระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ 2. เนื้องอกในผนังกล้ามเนื้อมดลูก (Intramural Myoma) เป็นชนิดที่พบบ่อย อาจทำให้มีอาการ เช่น ประจำเดือนมามาก มานาน ปวดประจำเดือน หรือมีบุตรยาก 3. เนื้องอกในโพรงมดลูก (Submucous Myoma) ก้อนเนื้องอกยื่นเข้ าไปในโพรงมดลูก จะทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้แม้ ก้อนขนาดเล็ก อาการที่พบบ่อย ได้แก่
ประจำเดือนมามาก มานาน หรือมาบ่อย จนอาจเกิดภาวะโลหิตจาง
ปวดประจำเดือน หรือปวดหน่วงท้องน้อย
ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะลำบาก หรือท้องผูก จากการที่เนื้องอกกดเบียดอวัยวะข้างเคียง
คลำพบก้อนบริเวณอุ้งเชิงกราน
มีบุตรยาก หรือแท้งบ่อยทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการ แต่ตรวจพบเนื้ องอกจากการตรวจภายในหรืออั ลตราซาวนด์ได้ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น
การบิดขั้วของก้อนเนื้องอก ทำให้เกิดอาการปวดเฉียบพลัน
เนื้องอกโตกดทับท่อไต จนมีไตบวม
อาการปวดจากการขาดเลือดของเนื้องอก (degeneration) มักพบในหญิงตั้งครรภ์ที่มีเนื้องอกมดลูก
มะเร็งมดลูกจากเนื้องอกมดลูกพบได้น้อยมาก (น้อยกว่า1%)การวินิจฉัยโรค สามารถทำได้จาก
การซักประวัติและตรวจร่างกาย
การตรวจภายใน
การอัลตราซาวน์อุ้งเชิงกรานการวางแผนการรักษา จะประเมินจากอาการ ตำแหน่ง และขนาดของเนื้องอก ซึ่งแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ ละคน แนวทางการรักษามีดังนี้ 1.การติดตามอาการและอัลตราซาวนด์ ในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ เนื้องอกขนาดไม่ใหญ่ และไม่มีภาวะแทรกซ้อน 2. การใช้ยา ปัจจุบันยังไม่มียาที่ ลดขนาดของเนื้องอกในมดลูกได้ ถาวร จะเป็นยาเพื่อควบคุมอาการ เช่น ยาแก้ปวด ยาลดปริมาณประจำเดือน 3. การผ่าตัด เพื่อการรักษา เป็นการตัดเนื้องอกออก หรือตัดมดลูก ปัจจุบันมีเทคนิคในการผ่าตัดหลายวิธี ซึ่งมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป การผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็ก 0.5-1ซม. ประมาณ 3–4 แผล แล้วใช้กล้องและอุปกรณ์เข้าไปผ่ าตัด แผลผ่าตัดที่เล็กจะช่ วยลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่ อโดยรอบ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดแผลน้อย และฟื้นตัวได้เร็ว การผ่าตัดส่องกล้องแบบไร้แผล (NOTES) เป็นการผ่าตัดผ่านรูเปิ ดตามธรรมชาติของร่างกาย เช่นช่องคลอด จึงไม่มีแผลที่หน้าท้อง ลดอาการเจ็บแผลหลังผ่าตัด เหมาะกับผู้ที่ต้องการตัดมดลูก การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ดาวินชี (Da Vinci Robotic Surgery) เป็นเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องที่ ใช้ระบบหุ่นยนต์ช่วยควบคุมเครื่ องมือ แพทย์ผู้ผ่าตัดควบคุมการทำงานผ่ านคอนโซลซึ่งมีการแสดงผลที่มี ความละเอียดสูง เป็นภาพ 4มิติ ทำให้สามารถเคลื่อนไหวเครื่องมื อได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ในขั้นตอนการผ่าตัด แพทย์จะเปิดแผลขนาดเล็ก 4-5แผล เพื่อใส่กล้องและเครื่องมือเข้ าไปทำการผ่าตัด จากนั้นจะใช้ระบบ Robotic system ในการควบคุมเคลื่อนไหวเครื่องมื อผ่าตัด ทำให้เข้าไปทำผ่าตัดได้แม้ในบริ เวณเล็กที่เข้าถึงยาก หรือบริเวณที่มีพังผืดเยอะ ลดการกระทบกระเทือนอวัยวะข้ างเคียง เทคนิคนี้เหมาะในกรณีที่ต้ องการความละเอียดในการผ่าตัด เช่น ก้อนที่อยู่ในตำแหน่งลึกหรื อใกล้โครงสร้างสำคัญ ซึ่งต้องอาศัยความแม่ นยำในการแยกเนื้อเยื่อ และอาจช่วยลดการกระทบกระเทือนต่ อเนื้อเยื่อโดยรอบ นอกจากนี้ ยังเหมาะสมกับผู้ป่วยที่มีน้ำ หนักมาก เนื่องจากใช้แก๊สในการผ่าตัดน้ อยกว่าการผ่าตัดส่องกล้ องแบบปกติ ลดอาการท้องอืดหลังการผ่าตัด สำหรับผู้ป่วย การผ่าตัดรูปแบบนี้จัดเป็นการผ่ าตัดแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery) ที่จะช่วยลดอาการปวดหลังผ่าตัด ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ช่วยให้กลับไปใช้ชีวิตประจำวั นได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วิธีผ่าตัดด้ วยระบบหุ่นยนต์ดาวินชีจำเป็นต้ องได้รับการประเมินจากแพทย์ เพื่อพิจารณาความเหมาะสมตามลั กษณะของโรคและสภาพของผู้ป่วยแต่ ละราย