โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ครม.อนุทิน 2 หมดเวลาฮันนีมูน เร่งแก้วิกฤตเศรษฐกิจ-พลังงาน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ภายหลังคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้รัฐบาล “อนุทิน 2” เข้าปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนโดยไม่มีช่วงฮันนีมูน ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงานที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพและต้นทุนการผลิต ภาคเกษตรซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของประเทศจึงถูกเร่งให้ขับเคลื่อนนโยบายอย่างเร่งด่วน

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พร้อมด้วย 2 รัฐมนตรีช่วยฯ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช และนายวัชระพล ขาวขำ) ได้เข้าปฏิบัติหน้าที่วันแรก (8 เม.ย. 2569) และมอบนโยบายขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยเน้นการทำงานเชิงรุก ลดขั้นตอน และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพ

สาระสำคัญของนโยบายหลัก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) ยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ผลักดันเกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) ผ่าน Big Data และ AI เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับมาตรฐานสินค้า พร้อมส่งเสริมผู้ให้บริการเครื่องจักรกลเกษตรในระดับชุมชน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงเทคโนโลยีได้ในต้นทุนที่เหมาะสม

2) เพิ่มรายได้เกษตรกร มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ผ่านการแปรรูปและเชื่อมโยงสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ควบคู่เตรียมความพร้อมรับกติกาการค้าโลก ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อขยายโอกาสแข่งขัน

3) พัฒนาศักยภาพเกษตรกร เร่ง Reskill-Upskill สร้างทักษะสมัยใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารจัดการรายได้ พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มสหกรณ์–วิสาหกิจชุมชน และต่อยอดเกษตรกรสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร

4) ตลาดนำการผลิต ปรับโครงสร้างการผลิตให้สอดคล้องความต้องการตลาด ลดปัญหาสินค้าล้น-ราคาตก พัฒนาห่วงโซ่อุปทานครบวงจร ตั้งแต่คัดเกรด แปรรูป โลจิสติกส์ จนถึงระบบตรวจสอบย้อนกลับ และเตือนภัยตลาด

5) บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน วางแผนบริหารน้ำทั้งระบบ รองรับภัยแล้ง-น้ำท่วม เพิ่มประสิทธิภาพชลประทาน พัฒนาระบบเตือนภัยอัจฉริยะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้า “นโยบายเร่งด่วน” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเน้น 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1) รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง-ปุ๋ยแพง ปรับสูตรการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน เร่งเจรจานำเข้าปุ๋ยยูเรียจากรัสเซีย 2 ล้านตัน พร้อมสกัดการกักตุน เพื่อลดต้นทุนเกษตรกร 2) จัดการสินค้าเกษตรทั้งระบบ แก้คอขวดผลไม้ พัฒนา Digital Traceability และส่งเสริมการซื้อสินค้าเกษตรโดยตรงจากเกษตรกร เพื่อเพิ่มรายได้

3) เร่งบริหารจัดการน้ำ พัฒนาระบบติดตามสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ และเร่งโครงการชลประทานขนาดใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นคงระยะยาว 4) จัดการดินและที่ดินทำกิน เร่งออกสิทธิที่ดินเกษตร เพิ่มพื้นที่เกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม และ 5) สร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ (Smart Farmer) พัฒนาแพลตฟอร์ม Agri-Tech และส่งเสริมอาชีพ เพื่อยกระดับเกษตรกรสู่ยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ กระทรวงเตรียมตั้ง “War Room” ติดตามทุกมาตรการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม โดยนายสุริยะย้ำว่า ภาคเกษตรคือเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจฐานราก จำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่เพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

“พาณิชย์” แก้ปัญหาเม็ดพลาสติกราคาพุ่ง

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่ากรณีหลายฝ่ายกังวลว่าสินค้าจะขาดตลาดนั้นตามปกติแล้วได้ติดตามและประเมินสถานการณ์สินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าควบคุม ทั้งด้านปริมาณสต็อกและต้นทุน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม เช่นสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าจำเป็นที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ อยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์ “เม็ดพลาสติก” ซึ่งคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) มีมติเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ให้กำหนดเป็นสินค้าควบคุม หลังพบแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น โดยอยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการ เพื่อตรวจสอบปริมาณสต็อกและสาเหตุของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยราคาที่ปรับตัวสูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนวัตถุดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น รวมถึงข้อจำกัดด้านการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ส่งผลให้เกิดภาวะตึงตัวด้านอุปทานในบางช่วง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ เตรียมหารือร่วมกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เนื่องจากการกำกับดูแลสินค้าอย่างเม็ดพลาสติกจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งด้านการค้าและการผลิต เพื่อให้สามารถดูแลระดับราคาให้เหมาะสม มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ และไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมในประเทศ

นางศุภจี กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงอิหร่านชั่วคราว 2 สัปดาห์ ว่า หากมีความแน่นอนในการหยุดยิง ก็จะส่งผลดีต่อการดูแลควบคุมต้นทางสินค้าได้ดียิ่งขึ้น

“ไชยชนก” ดึง DGA บูรณาการเบ็ดเสร็จ

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี เปิดเผยวิสัยทัศน์หลังเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโอกาสรับตำแหน่งสมัยที่ 2 โดยเน้นย้ำว่า “กระทรวงดีอีควรเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ” ทั้งในมิติกฎหมายและการอัปเดตเทคโนโลยี โดยไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมดึง สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงฯ เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพในการทำงาน และขับเคลื่อนนโยบายไปในทิศทางเดียวกัน

ในด้านการบริหารจัดการวิกฤตพลังงาน รมว.ดีอี ระบุว่าได้สั่งการเตรียมแผนสำรองไว้แล้ว หากเกิดสถานการณ์จำเป็นอาจมีการพิจารณามาตรการ “จำกัดปริมาณการใช้น้ำมันรายบุคคล” เพื่อควบคุมการใช้พลังงานในภาคยานพาหนะ

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ที่ต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมองว่าในทุกวิกฤตมีความลำบากแต่ก็แฝงไปด้วย “โอกาส” ที่ไทยต้องรีบคว้าด้วยการระดมความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

พิพัฒน์ เร่งลงทุนบิ๊กโปรเจ็กต์ 1.96 ล้านล้าน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมเร่งรัดการผลักดันการลงทุนในรัฐบาลนายอนุทิน 2 จำนวน 6 โครงการ วงเงินประมาณ 1.96 ล้านล้านบาท โดยโครงการแรกคือ โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน) หรือโครงการแลนด์บริดจ์ 9.97 แสนล้านบาท ยังคงเป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลที่มีการส่งต่อความต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้า

“โครงการฯ มีความคุ้มค่าต่อการลงทุนแน่นอน ซี่งจะช่วยสร้างงานเพิ่มขึ้นกว่าแสนอัตรา ส่วนความล่าช้าในการขนถ่ายสินค้าเมื่อเทียบกับสถิติการถ่ายลำเรือในสิงคโปร์ที่สูงถึง 90% การใช้เวลาผ่านแลนด์บริดจ์ของไทยถือว่าไม่เสียเวลาและเป็นโอกาสในการเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกเข้าด้วยกัน”

“วราวุธ” เตรียมออกสินเชื่อดอกต่ำช่วย SMEs

ส่วนนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารกระทรวงฯ ว่าได้เน้นย้ำข้าราชการให้เร่งทำงานเพื่อช่วยประเทศไทยฝ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้ การทำงานต้องเร็วตามนโยบายนายกรัฐมนตรี โดยนายกฯได้เน้นย้ำว่ากระทรวงนี้จะเป็นอีกกระทรวงที่ทำให้คนไทยรอดวิกฤต ดังนั้นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

โดยแผนงานที่เตรียมไว้จะขอแถลงวันที่ 20 เมษายนนี้ เบื้องต้นจะสนับสนุนโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเอสเอ็มอี ให้หันมาใช้พลังงานสะอาดในการกระบวนการผลิต รวมถึงมีการติดตั้งโซลาร์เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ โดยจะมีออกมาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ผ่านเครื่องมือทั้งสินเชื่อจากกองทุนเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม และธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ซึ่งจะต้องมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...