โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

กสม. ชี้การควบคุมตัว ‘จำเลยโทษปรับ’ ระหว่างรอชำระค่าปรับ ไม่มีกม.ให้อำนาจ ละเมิดสิทธิฯ

ไทยโพสต์

อัพเดต 10 เมษายน 2569 เวลา 20.29 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กสม. ชี้กรณีร้องเรียนว่าจำเลยโทษปรับถูกเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการกระทำที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ขัดหลักความจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิฯ

10 เม.ย. 2569 -นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งระบุว่า เมื่อเดือนธันวาคม 2567 ผู้ร้องเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีของญาติ (ผู้เสียหาย) ณ ศาลจังหวัดพิษณุโลก ในความผิดต่อพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 โดยศาลพิพากษาลงโทษผู้เสียหาย จำคุก 1 เดือน ปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ เวลาประมาณ 10.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลนำตัวผู้เสียหายออกจากห้องพิจารณาคดีโดยใช้ช่องทางเดียวกับจำเลยอื่นและผู้ต้องขังที่มาจากเรือนจำ ผู้เสียหายถูกนำตัวไปไว้ที่ห้องรอชำระค่าปรับชั้นล่างของศาล เพื่อรอให้ผู้ร้องไปชำระเงินค่าปรับแทนผู้เสียหาย ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด (ผู้ถูกร้อง) ได้ยึดกระเป๋าและโทรศัพท์มือถือของผู้เสียหายและล็อกประตูห้องรอชำระค่าปรับซึ่งภายในห้องมีผู้เสียหายเพียงคนเดียว จนกระทั่งใกล้เวลาเที่ยง ผู้ร้องสอบถามผู้ถูกร้องว่าเหตุใดจึงรอชำระค่าปรับนาน เนื่องจากไม่เห็นมีผู้ใช้บริการคนอื่น ผู้ถูกร้องแจ้งว่าต้องรอสำนวนของผู้เสียหายออกเลขแดงเสียก่อน เมื่อผู้ร้องชำระค่าปรับเสร็จแล้วจึงนำใบเสร็จไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำศาลที่หน้าห้องรอชำระค่าปรับผู้เสียหายจึงได้รับการปล่อยตัว ผู้ร้องเห็นว่าการควบคุมตัวจำเลยระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษาของศาลเป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง เป็นการจำกัดเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเกินสมควรและไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ

กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัด นำตัวผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอให้ผู้ร้องไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษาเป็นการกระทำที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของผู้เสียหาย จึงต้องพิจารณาว่าเป็นการกระทำไปภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กำหนดไว้หรือไม่ กล่าวคือ การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำได้โดยมีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแล้วไม่ปรากฏว่ามีกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งใดที่เป็นมาตรฐานกลางที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ศาลควบคุมตัวบุคคลที่รอชำระค่าปรับไว้ มีเพียงระเบียบศาลจังหวัดพิษณุโลกว่าด้วยการควบคุม การเยี่ยม และการฝากสิ่งของให้ผู้ต้องขัง และผู้ถูกควบคุมตัว พ.ศ. 2564 และประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยของศาลจังหวัดพิษณุโลก พ.ศ. 2564 ที่กำหนดเพื่อให้การปฏิบัติราชการของศาลจังหวัดพิษณุโลกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงมีตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคำนิยาม “ผู้ต้องขัง” ตามระเบียบและประกาศศาลจังหวัดพิษณุโลก ไม่ได้หมายความรวมถึง “ผู้เสียหาย” ซึ่งเป็นจำเลยที่ไม่ได้ถูกต้องขังตามคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาล ดังนั้น จึงไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจผู้ถูกร้องควบคุมตัวผู้เสียหายไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ การกระทำของเจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดพิษณุโลก ผู้ถูกร้อง จึงไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขตามที่รัฐธรรมนูญและกติกา ICCPR กำหนดไว้

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมถึงความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องศาลมีคำพิพากษาให้ผู้เสียหายมีโทษเพียงชำระค่าปรับเท่านั้น ซึ่งความมุ่งหมายตามคำพิพากษา คือ ประสงค์ที่จะบังคับต่อทรัพย์ของผู้เสียหายในฐานะจำเลยมากกว่าบังคับกับสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย หรืออิสรภาพ ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 บัญญัติให้จำเลยสามารถชำระค่าปรับตามคำพิพากษาได้ภายใน 30 วัน ดังนั้น การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ก่อน เพื่อรอให้ผู้ร้องหรือญาติของผู้เสียหายไปชำระค่าปรับตามคำพิพากษา จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วนในความหมายอย่างแคบ ในชั้นนี้จึงรับฟังได้ว่า การนำผู้เสียหายไปควบคุมไว้ระหว่างรอชำระค่าปรับตามคำพิพากษา เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานศาลยุติธรรมให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการบังคับตามคำพิพากษากรณีที่ศาลพิพากษาให้จำเลยมีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษจำคุกด้วยแต่ให้รอการลงโทษ โดยไม่ให้ควบคุมตัวจำเลยไว้เพื่อรอชำระค่าปรับ และหากจำเลยมีความสามารถที่จะชำระค่าปรับได้ภายในวันเดียวกันนั้น ให้นำตัวจำเลยไปรอชำระค่าปรับที่บริเวณหน้าห้องการเงินของศาลแทน โดยไม่ต้องควบคุมตัว

นอกจากนี้ ให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณาและเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 โดยตัดตอนท้ายของวรรคแรกที่ระบุว่า “หรือจะสั่งให้กักขังผู้นั้นแทนค่าปรับไปพลางก่อนก็ได้” ออก เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความสมดุลกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของจำเลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...