“รัสเซีย-ยูเครน” เตรียมยกระดับสงคราม ขณะความสนใจโลกหันไปที่อิหร่าน
"รัสเซีย-ยูเครน" เตรียมยกระดับสงคราม ขณะที่การเจรจาสันติภาพหยุดชะงักและความสนใจของสหรัฐรวมถึงชาติตะวันตกหันไปที่สงครามในตะวันออกกลาง
วันที่ 1 เมษายน 2569 เวลา 13.15 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า สถานการณ์สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังคงยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 โดยล่าสุดกองทัพรัสเซียกำลังถูกกองทัพยูเครนผลักดันออกจากเมืองคูเปียนสก์ (Kupyansk) ในยูเครนตะวันออก ซึ่งถือเป็นความเสียหายทางยุทธศาสตร์เชิงภาพลักษณ์สำหรับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เนื่องจากก่อนหน้านี้รัสเซียเคยประกาศยึดเมืองดังกล่าวได้สำเร็จ
เมืองคูเปียนสก์ เป็นศูนย์กลางทางรถไฟสำคัญในภาคตะวันออกของยูเครน และแม้ความสูญเสียครั้งนี้จะเป็นเพียงความเสียเปรียบทางยุทธวิธี ไม่ใช่เชิงยุทธศาสตร์ แต่ก็สะท้อนว่ารัสเซียยังห่างไกลจากเป้าหมายหลักในการยึดพื้นที่ยูเครนตะวันออกทั้งหมด
ปัจจุบันแนวหน้าการสู้รบยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน โดยรัสเซียสามารถยึดพื้นที่ได้เพียงเล็กน้อย ขณะที่ยูเครนก็สามารถผลักดันกองทัพรัสเซียในบางพื้นที่ แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถทะลวงแนวป้องกันของอีกฝ่ายได้อย่างเด็ดขาด
อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดนาโตในยุโรป ระบุว่า การสู้รบในปัจจุบันมีเป้าหมายสำคัญคือการตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงและกำลังเสริมของฝ่ายตรงข้ามในระยะลึกหลายร้อยกิโลเมตร เพราะฝ่ายที่ควบคุมการส่งกำลังได้จะสามารถบีบให้อีกฝ่ายอ่อนแรงได้ในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน ความหวังในการเจรจาสันติภาพก็ลดลง เนื่องจากความสนใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐถูกดึงไปที่สงครามในตะวันออกกลาง ทำให้การเจรจาระหว่างรัสเซียและยูเครนที่สหรัฐเป็นตัวกลางหยุดชะงัก และยังไม่มีสัญญาณว่าจะกลับมาเจรจาได้ในเร็ว ๆ นี้
แหล่งข่าว ระบุว่า กองทัพรัสเซียกำลังเตรียมการรุกครั้งใหม่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ โดยยูเครนคาดว่ารัสเซียอาจโจมตีเมืองสำคัญในภูมิภาคโดเนตสก์ เช่น Slovyansk และ Kramatorsk อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์มองว่ารัสเซียอาจยังไม่มีกำลังเพียงพอที่จะยึดเมืองเหล่านี้ได้
ยุทธศาสตร์ของทั้งสองฝ่ายในขณะนี้แตกต่างกันอย่างชัดเจน รัสเซียต้องการยึดภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด (ลูฮันสก์และโดเนตสก์) เพื่อใช้เป็นอำนาจต่อรองในการเจรจาสันติภาพ และยูเครนพยายามทำให้ทหารรัสเซียเสียชีวิตหรือบาดเจ็บมากกว่าที่รัสเซียสามารถรับสมัครทหารใหม่ได้ เพื่อทำให้กองทัพรัสเซียอ่อนกำลังในระยะยาว
ยูเครนตั้งเป้าให้รัสเซียสูญเสียทหารประมาณ 50,000 นายต่อเดือน ขณะที่รัสเซียสามารถรับสมัครทหารใหม่ได้ประมาณ 35,000–40,000 นายต่อเดือน แม้ยูเครนยังไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย
ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ระบุว่ารัสเซียรับสมัครทหารได้ประมาณ 45,000 คนต่อเดือน และยูเครนได้สังหารหรือทำให้ทหารรัสเซียบาดเจ็บเกือบ 100,000 นายในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
ในด้านเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามตะวันออกกลางกลับช่วยให้รัสเซียมีรายได้เพิ่มขึ้น ทำให้รัสเซียมีเงินสนับสนุนสงครามมากขึ้น ขณะที่ยูเครนต้องเผชิญความเสี่ยงที่สหรัฐจะลดการสนับสนุนอาวุธ เนื่องจากสหรัฐต้องใช้ทรัพยากรกับสงครามในตะวันออกกลาง
ในเวลาเดียวกัน ยูเครนพยายามตอบโต้รัสเซียด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานในรัสเซีย โดยในปี 2568 ยูเครนโจมตีทางอากาศในรัสเซียมากกว่า 23,000 ครั้ง เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าจากปีก่อนหน้า และยังพยายามโจมตีท่าเรือส่งออกน้ำมันของรัสเซียเพื่อทำลายรายได้จากการส่งออกพลังงาน
นักวิเคราะห์ มองว่า แม้รัสเซียจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน แต่กองทัพยูเครนได้ปรับตัวและใช้โดรนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยังสามารถรักษาแนวป้องกันได้ และสงครามอาจยืดเยื้อไปอีก 1–2 ปี หากไม่มีข้อตกลงสันติภาพ
อ้างอิง : www.bloomberg.com