โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (5)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 22 เม.ย. เวลา 01.56 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

การจัดการความตายแบบจารีตในกรุงเทพฯ มีลักษณะไม่ต่างจากทุกสังคมทั่วโลก

ในแง่ที่ว่าเป็นพิธีกรรมที่เป็นเรื่องของชุมชนมากกว่าปัจเจก และการจัดงานเต็มไปด้วยนัยของการแสดงสถานะและช่วงชั้นของผู้คนไม่ต่างจากงานศพในกลุ่มชาวจีนในสิงคโปร์

เพียงแต่จะมีวิธีการสะท้อนประเด็นนี้ผ่านรูปแบบและวิธีการที่ต่างกัน

หาก “สุสาน” คือพื้นที่ตัวแทนของพิธีกรรมความตายในสิงคโปร์ “ป่าช้า” ก็คือพื้นที่หลักของกรุงเทพฯ

และตัวอย่างที่เป็นภาพแทนที่สะท้อนลักษณะเฉพาะในการจัดการความตายของกรุงเทพฯ ได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น “ป่าช้าวัดสระเกศ” เพราะเป็นป่าช้าหลักของเมืองที่อยู่ในตำแหน่งใกล้กับประตูผีมากที่สุด ขนาดใหญ่ที่สุด และมีการเตรียมพื้นที่สำหรับการจัดการศพของคนในทุกชนชั้นไว้อย่างครบสมบูรณ์ที่สุด

ป่าช้ามีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นเกาะที่มีคลองล้อมรอบ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขตสังฆาวาสวัดสระเกศ ปัจจุบันคือพื้นที่ที่ครอบคลุมบริเวณวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร ยาวไปจนถึงชนขอบรั้วของประปาแม้นศรี รวมทั้งอาคารพาณิชย์สองข้างทางถนนบำรุงเมืองด้วย

ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยอธิบายไว้ในสาส์นสมเด็จ ความตอนหนึ่งว่า

“…ทำเมรุขึ้นที่วัดสระเกศอีกแห่ง ๑ เมรุปูนที่วัดสระเกศทำวิจิตรพิสดารกว่าที่วัดสุวรรณและวัดอรุณ ดูเหมือนเจตนาจะให้ปลงได้จนถึงพระศพเจ้านายและเสนาบดี มีทั้งโรงครัว โรงโขน โรงหุ่น รัดทาจุดดอกไม้เพลิง และที่สุดจนพุ่มกัลปพฤกษ์ ล้วนก่ออิฐถือปูน บรรดาเป็นอุปกรณ์แก่การปลงศพผู้มีบรรดาศักดิ์สูงสร้างไว้ครบทุกอย่าง ใช่แต่เท่านั้นยังสร้างโรงทึมปูนอีกหลัง ๑ ห่างออกไปอีกบริเวณหนึ่งต่างหาก สำหรับปลงพระศพชั้นบรรดาศักดิ์ต่ำลงมา…”

นอกจากที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงกล่าวไว้ ยังมีพื้นที่ด้านทิศตะวันออกของป่าช้าที่กำหนดให้เป็นพื้นที่สำหรับจัดการศพราษฎรทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการเผากลางแจ้งบนเชิงตะกอนแบบง่ายๆ หรือไม่ก็ปล่อยให้แร้งกิน

องค์ประกอบมากมายในป่าช้ากรุงเทพฯ เกิดขึ้นจากสังคมที่มีการแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจนไม่เว้นแม้กระทั่งตอนตาย

เจ้านายชั้นสูงจะเผาที่เมรุปูน เจ้านายชั้นรองและขุนนางเผาที่โรงทึม ส่วนชาวบ้านเผาแยกออกมาอีกส่วนหนึ่ง (ส่วนกษัตริย์และเจ้านายชั้นเจ้าฟ้าเผาที่สนามหลวง)

ประเด็นนี้ผมเคยเขียนไว้แล้วในที่อื่น ดังนั้นจะไม่ขอลงรายละเอียด แต่จะขอสรุปสั้นๆ ว่า สังคมเมืองกรุงเทพฯ แบบโบราณจะไม่นิยมเผาศพคนตายในตำแหน่งเดียวกันถ้ามีสถานะทางสังคมแตกต่างกัน

ซึ่งในทางปฏิบัติจริง การแยกขนาดนี้ก็ยังไม่สามารถตอบสนองความรู้สึกที่รังเกียจกันทางชนชั้นได้

และส่วนใหญ่ของการเผาศพชั้นสูงก็มักจะต้องมีการทำ “เมรุผ้าขาว” แยกออกมาต่างหากเพื่อไม่ให้ตำแหน่งที่เผาปะปนกัน

ภาพสันนิษฐานป่าช้าวัดสระเกศสมัยรัชกาลที่ 5 แสดงให้เห็นพื้นที่เมรุปูน (1) โรงทึม (2) และพื้นที่เผาศพสามัญชน (3)

สิ่งที่ควรทำความเข้าใจอีกประการคือ ป่าช้าไทยไม่ได้มีเพียงพื้นที่สำหรับเผาศพเท่านั้น แต่จะมีพื้นที่สำหรับการฝังศพด้วย ซึ่งไม่ใช่การฝังถาวรแบบชาวคริสต์ ชาวจีน หรือมุสลิม แต่จะเป็นเพียง “การฝังศพชั่วคราว” ซึ่งอาจจะหมายถึงหลายเดือนหรือเป็นปี ก่อนที่จะมีการขุดศพขึ้นมาทำการเผา

ดังนั้น ป่าช้าแบบจารีตจึงมีขนาดใหญ่มากหากมองเทียบกับพื้นที่จัดงานศพในปัจจุบันที่อยู่ตามวัดต่างๆ เป็นโครงสร้างเมืองที่สำคัญ ปรากฏให้เห็นทั่วไป แทรกอยู่ในชีวิตประจำวัน และเป็นพื้นที่ในการผลิตซ้ำโครงสร้างทางสังคมแบบมีช่วงชั้นต่ำสูงให้ปรากฏจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

จุดเปลี่ยนที่เข้ามาเขย่าโครงสร้างดังกล่าวคือการปฏิวัติ 2475 ซึ่งมีการนำเข้า “เตาเผาศพสมัยใหม่” มาตั้งที่วัดไตรมิตรในปี พ.ศ.2483 ด้วยเจตนารมณ์ของคณะราษฎรที่ต้องการยกระดับการจัดการด้านสุขอนามัยแบบสมัยใหม่

แม้ธรรมเนียมไทยพุทธจะนิยมการเผาอยู่แล้ว ซึ่งอาจชวนให้คิดว่าเตาเผาศพสมัยใหม่คงไม่ส่งผลกระทบอะไรนัก แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นในทางตรงข้าม

โดยเฉพาะใน 2 ประเด็นต่อไปนี้

ฌาปนสถานวัดธาตุทอง ออกแบบอย่างสวยงามมองเห็นได้ชัดจากถนนสุขุมวิท ที่มา : wikipedia

หนึ่ง การแสดงออกถึงสถานะและชนชั้นที่สะท้อนผ่านการเผาศพเริ่มเสื่อมลง เพราะทุกศพจะต้องถูกนำร่างเข้ามาเผาในช่องของเตาเผาเดียวกัน (อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จะไม่สูญหายไป เพียงแต่ถูกเปลี่ยนผ่านการแสดงออกไปสู่สัญลักษณ์อื่นแทน ซึ่งจะกล่าวต่อไปข้างหน้า)

สอง ธรรมเนียมการฝังศพคนตายชั่วคราวเพื่อรอให้ร่างกายเน่าเปื่อยจนสามารถเผาได้โดยง่ายได้หมดความนิยมลงไปด้วย เพราะเตาเผาสมัยใหม่สามารถเผา “ศพสด” ได้ทันที

และด้วยเหตุนี้ จึงไม่เกินเลยไปนักหากจะสรุปว่า เตาเผาศพสมัยใหม่คือปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ป่าช้าแบบจารีตหายไป

และถูกแทนที่ด้วย “ฌาปนสถานสมัยใหม่” ในแบบที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน

ป่าช้าวัดสระเกศคือตัวอย่างที่ชัดในกรณีนี้ แม้ในช่วงทศวรรษ 2460 จะเริ่มหมดสภาพป่าช้าลงไปบ้างแล้วจากการที่ศพเจ้านายชั้นสูงและขุนนางเริ่มย้ายไปเผาที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทร์แทน แต่กระนั้น พื้นที่เผาศพสามัญชนก็ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในจุดเดิม

แต่หลังจากสร้างเมรุวัดไตรมิตร ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป และเมื่อมีการสร้างเมรุสมัยใหม่ขึ้นในบริเวณด้านข้างของภูเขาทองในต้นทศวรรษ 2490 ความจำเป็นในการดำรงอยู่ของป่าช้าและพื้นที่เผาศพแบบเชิงตะกอนกลางแจ้งก็หมดลง

และเมื่อถึงช่วงปลายทศวรรษ 2490 ป่าช้าวัดสระเกศก็หมดสภาพโดยสมบูรณ์ กลายสภาพเป็นโรงเรียน ที่พักอาศัย และอาคารพาณิชย์

ปรากฏการณ์นี้ทยอยเกิดขึ้นกับวัดต่างๆ ที่เคยมีป่าช้า จนราวทศวรรษ 2520 ป่าช้าก็หายไปจนเกือบหมดจากพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน

ในด้านหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้กรุงเทพฯ สวยงาม สะอาด ปราศจากกลิ่นซากศพ และภาพอันน่าอุจาดตา

ซึ่งหากมองตามแนวคิดการแยกซ่อนความตาย ปรากฏการณ์นี้คือการกวาดต้อนความตายจากพื้นที่สาธารณะให้เข้าไปแอบตัวอยู่ในเตาจนหมดสิ้น

ซึ่งหากมองอย่างผิวเผิน ทั้งหมดดูจะดำเนินไปตามรูปแบบที่ไม่ต่างมากนักจากที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์และเมืองสมัยใหม่ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงนี้มีความต่างอย่างสำคัญจากสิงคโปร์ เพราะแม้การจัดการร่างกายคนตายจะถูกแยกซ่อนด้วยเตาเผาสมัยใหม่เหมือนกัน แต่พื้นที่ความตายในกรุงเทพฯ กลับมิได้ลดหายลงตามไปด้วย

ในสิงคโปร์ สุสานที่เคยกระจายอยู่ในชุมชนทั่วไป คิดเป็นพื้นที่ราว 3% ของที่ดินทั้งหมด ถูกปิดและรื้อถอน ความตายถูกย้ายมารวมศูนย์จัดการอยู่ในฌาปนสถานเพียงแค่ 3 แห่งเท่านั้น

ขณะที่วัดในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ที่เคยมีป่าช้า แทบทุกแห่งยังคงมีสถานะเช่นเดิมเพียงแต่หดขนาดลง อันเนื่องมาจากเตาเผาสมัยใหม่ทำให้ใช้พื้นที่ลดลง

อีกทั้งหลายวัดในเวลาต่อมาที่อาจจะไม่เคยจัดการเผาศพมาก่อนก็มีโครงการก่อสร้างฌาปนสถานเพิ่มขึ้นด้วย โดยจากตัวเลขที่มีการบันทึกไว้ของกรุงเทพมหานครพบว่า ปัจจุบันมีฌาปนสถานกระจายตัวอยู่ตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ มากถึง 308 แห่ง

น่าสังเกตด้วยว่า กรุงเทพฯ ไม่มีฌาปนสถานที่ก่อสร้างโดยรัฐและอยู่นอกพื้นที่วัดเลยแม้แต่แห่งเดียว แตกต่างจากเมืองใหญ่หลายเมืองในโลกที่ฌาปนสถานมักเป็นโครงการของรัฐ

ที่สำคัญคือ รูปแบบสถาปัตยกรรมฌาปนสถานไทย ส่วนใหญ่ยังถูกออกแบบให้เต็มไปด้วยองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบประเพณีที่เชื่อมโยงเชิงสัญลักษณ์กับความเชื่อทางศาสนา เพียงแต่เปลี่ยนวัสดุก่อสร้างให้ทันสมัยเท่านั้น

ในขณะที่สิงคโปร์ตัดขาดจากนัยทางศาสนาชัดเจน

ในส่วนตำแหน่งที่ตั้งก็น่าสนใจ แม้โดยภาพรวม วัดจะมีการวางโซนนิ่งของฌาปนสถานแยกออกไปต่างหาก ไม่ปะปนรวมอยู่กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ส่วนอื่น แต่ก็ไม่ได้มีลักษณะปิดซ่อนสายตาแต่อย่างใด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งฌาปนสถานในเขตพื้นที่เมืองหนาแน่น ยิ่งไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เลย

คนทั่วไปสามารถมองเห็นเมรุเผาศพได้ชัดเจนจากถนน เช่น วัดธาตุทอง, วัดโสมนัสวิหาร, วัดระฆังโฆสิตาราม, วัดตรีทศเทพ ฯลฯ

ยิ่งไปกว่านั้น หลายวัดยังมีการออกแบบแข่งความสวยงามของเมรุเพื่อให้เป็นที่ประทับใจของญาติโยมอีกด้วย

กล่าวได้ว่า การจัดการความตายของสังคมไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ แม้จะมีการแยกซ่อนความตายในมิติทางร่างกาย (biological level) แบบสากล

แต่ในมิติด้านอื่น ความตายกลับยังเปิดเผยและปรากฏให้เห็นในพื้นที่สาธารณะได้อย่างชัดเจน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การแยกซ่อนและการปรากฏของความตาย : ฌาปนสถานสมัยใหม่และพื้นที่พิธีศพ ในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ (5)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...