โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ท่านเทพตัวน้อยในวันสิ้นโลก [END]

นิยาย Dek-D

อัพเดต 01 พ.ย. 2566 เวลา 14.42 น. • เผยแพร่ 01 พ.ย. 2566 เวลา 14.42 น. • luzintear
ท่านเทพตัวน้อยรู้ดีว่าตนเป็นคนซุ่มซ่ามมาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงขั้นตกลงมายังโลกที่เหล่าเทพทั่วทุกมุมโลกตัดสินใจให้โดนทัณฑ์สวรรค์แบบนี้เหมือนกัน!

ข้อมูลเบื้องต้น

◌◌ WARNING ◌◌

◌ นิยายเรื่องนี้มีเนื้อหา [ชาย×ชาย] เป็นส่วนใหญ่ เนื้อหาส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ดังนั้นจึงมีบางสิ่งที่อาจไม่สมเหตุสมผล ขอแนะนำให้เหล่าเลคเตอร์ทุกท่านอ่านเพื่อความบันเทิงค่ะ~ (ㆁᴗㆁ✿) ◌

◌ ฉาก NC อาจมีหรือไม่ ไม่รับประกันนะคะ เพราะงั้นอย่างคาดหวังน๊าาาา ที่สำคัญคือเป็นเด็กดีกันด้วยนะคะทุกคนน~ ◌

◌ นายเอกของเราเป็นเทพ ดังนั้นจึงค่อนข้างมีความเมตตาอาจขัดใจทุกคนเล็กน้อยนะคะ ◌

◌ หากรับไม่ได้สามารถกดออกได้ทันทีค่ะ เก๊าไม่บังคับให้อ่าน โอเกน๊าาา~ ヽ (´▽`) ノ ◌

เป็นเรื่องที่มาจากเรื่องสั้นนี้ฮับบบ //ชี้ๆๆๆ >> CLICK

ขอย้ำทุกคนก่อนอ่าน นี่คือนิยายวันสิ้นโลกนะคะ ไม่ใช่นิยายแนวฟีลกู๊ดเลยจริงจริ๊งงงงงงงงงง 555555

ปล.ยังคงลังเลเรื่องจะลงฉากเรทในเด็กดีอยู่ดีค่ะ 5555555

CONTACT: FANPAGE

บทนำ l จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

บทนำ

จุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

เทียนหลงเพ่ยอวิ๋นซ่างเสิน เป็นบุตรชายตนที่สิบสองจากทั้งหมดยี่สิบตนของประมุขแดนสวรรค์ มีพี่ชายสิบเอ็ดคน พี่สาวอีกแปดคน แถมยังอายุห่างกับพี่ๆเป็นอย่างมาก เรียกห่างชนิดที่ว่าเป็นพันเป็นหมื่นปี สมเป็นลูกหลงโดยแท้

และเพราะเป็นลูกหลง ในทุกวันเขามักโดนพี่ๆ กลั่นแกล้งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการบีบแก้มจับพุงทุกครั้งที่พบหน้า บ้างเดินมายีผมจนกระเซอะกระเซิงหัวฟูจนต้องจัดทรงใหม่ตลอด พอเขาเริ่มโกรธจนถึงขั้นพองแก้มก็จะโดนจิ้มแก้ม ตามด้วยการเอาขนมมากมายมาเอาใจให้เขาหายโกรธก่อนจะกลับไปแกล้งเหมือนเดิม

เพ่ยอวิ๋นไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงชอบแกล้งเขาขนาดนี้กันนะ ฮึ่ยยย…!

ครั้นนำไปบอกบิดามารดา พวกท่านเพียงยิ้มแต่ไม่เอ่ยห้ามพวกเขาสักนิด เขาขอใช้คำว่างอนของเหล่ามนุษย์กับท่านพ่อได้หรือไม่? ฮึ!

ในส่วนรูปลักษณ์ขององค์ชายตัวน้อยเพ่ยอวิ๋น ไม่ว่าเหล่าเทพหรือเทพธิดาต่างล้วนกล่าวว่าสมแล้วที่เป็นดั่งไข่มุกกลางมือของครอบครัวโดยแท้ ไม่ว่าจะผิวพรรณที่เนียนนุ่มเปล่งปลั่งดุจทารกแรกเกิด เนื่องจากถูกมารดาแห่งสวรรค์กับเหล่าองค์หญิงจับไปแช่บ่อน้ำนมแห่งสวรรค์ผสมกับดอกอวี้หลันจนกลายเป็นกลิ่นกายประจำตัว หรือจะเป็นเรือนผมสีขาวพิสุทธิ์ดุจหิมะที่ทั้งเงางามและหนานุ่มจากการบำรุงอย่างดีจากเครื่องบำรุงของเทพและเทพธิดาแห่งความงาม

ไม่พอ ยังมีดวงตาดอกท้อดูสดใสสีฟ้าเป็นประกายดุจน้ำทะเล แต้มบุปผาสีชมพูอ่อนกลางหน้าผาก กับริมฝีปากอวบอิ่มแดงระเรื่อนั่นอีก ยามแย้มยิ้มนั่นช่างชวนให้รู้สึกผ่อนคลายนักหนา

ไม่ว่าจะรูปลักษณ์หรือการวางตัวขององค์ชายเล็กล้วนดีเช่นนี้จะไม่ให้เหล่าทวยเทพเอ็นดูได้อย่างไร!

และเพราะถูกบำรุงดูแลดีขนาดนี้ จึงไม่แปลกใจที่ประมุขสวรรค์กับเหล่าองค์ชายองค์หญิงบางส่วนถึงกับห้ามให้เพ่ยอวิ๋นตัวน้อยออกนอกตำหนักบ้างล่ะ ห้ามไปคุยกับแม่ทัพสวรรค์ของแต่ละทิศ เทพจากต่างแดน หรือกระทั่งเหล่าปีศาจของฝั่งนรก ที่เดินทางมาทำงานหรือแวะมาเยี่ยมเยียนดินแดนของเราบ้างล่ะ

ยามเยาว์วัยราวๆ เทพตัวน้อยไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมถึงสั่งห้าม แต่เพราะคนพูดคือท่านพ่อกับเหล่าพี่ชายพี่สาว เขาจึงไม่ได้เอะใจ เชื่อฟังและทำตามอย่างว่าง่ายเลยล่ะ

จนเติบใหญ่จึงได้รู้เหตุผลของการห้ามนี่แหละถึงได้เริ่มงอแงอยากออกไปข้างนอกตำหนักบ้าง…

พวกท่านไม่อยากให้เขามีคู่ครองก็ไม่เป็นอันใดหรอก แต่ได้โปรดปล่อยเขาออกไปหาสหายและท่องเที่ยวทั่วดินแดนบ้าง!

เห็นแบบนี้เพ่ยอวิ๋นไม่ใช่เทพที่อยู่เป็นปลาเค็มไปวันๆ หรอกนะ ต่อให้ยุคสมัยช่วงที่เทพตัวน้อยถือกำเนิดเป็นช่วงที่สงครามระหว่างเทพกับปีศาจทั้งในดินแดนนี้กับต่างแดนจบลงไปแล้ว ในฐานะองค์ชาย อย่างไรก็ต้องได้รับการฝึกต่อสู้ไว้เสียหน่อย

เทพตัวน้อยจำได้ว่าตอนอายุเพียงสิบหนาว เด็กชายเคยถามเหล่าพี่ชายที่รับหน้าที่เป็นอาจารย์สอนการต่อสู้ให้ตนว่าเหตุใดต้องฝึกต่อสู้ด้วย ในเมื่อรอบกายดูสงบสุขถึงเพียงนี้

‘แน่นอนว่าเพื่อให้อวิ๋นเอ๋อร์สามารถปกป้องตัวเองได้อย่างไรเล่า!!’

นั่นคือคำพูดประสานเสียงแบบพร้อมใจกันมาก…

พี่รองกล่าวว่าต่อให้เรื่องทุกอย่างจะสงบไร้ซึ่งสงคราม ทว่าใช่ว่าเรื่องร้ายจะไม่มีเกิดขึ้น ต่อให้ดินแดนที่พวกเราอยู่คือสวรรค์ ทว่าเทพทุกตนใช่ว่าจะดีเสมอไป มีขาวแล้วย่อมมีดำเสมอ ปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี

ตามด้วยพี่ใหญ่กับพี่เจ็ดที่เน้นย้ำให้เขาระวังเหล่าบุรุษที่พยายามเข้าหาแบบผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นเทพเหมือนกัน หรือจะเป็นปีศาจก็ต้องระวัง หากจัดการพวกนั้นไม่ได้ให้ตะโกนเรียกหาพี่ๆ ทันที ย้ำจนเหล่าพี่สะใภ้หัวเราะคิกคัก

ตอนได้ยินครั้งแรกยอมรับว่างุนงงและสงสัย จนปัจจุบัน เทพตัวน้อยถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเสียไม่ได้

สำหรับเพ่ยอวิ๋น เขาไม่คิดมากเรื่องคู่ครองอยู่แล้ว จะไม่มีก็ช่าง เขามีแค่ครอบครัวก็พอ~

วิชาการต่อสู้ที่เพ่ยอวิ๋นได้รับการสอนสั่งมาจากเหล่าพี่ชายมีทั้งกระบี่ กระบอง หอก ดาบ และอีกมากมายหลากหลายอาวุธ ส่วนวิชาจากพี่หญิงคือฝึกอาคม ทำอาหาร ทำขนม และปรุงยา กระทั่งตอนสหายในดินแดนกับต่างแดนมาเยี่ยม พวกเขาก็ช่วยสอนคาถาเวทมนตร์กับวิชาความรู้ให้ฟังเช่นกัน

ช่วงว่างจากการร่ำเรียน เทพตัวน้อยจะไปเล่นดนตรีกับเหล่าทวยเทพบุปผา บ้างก็เดินทางไปส่วนกลาง สถานที่แห่งการนัดพบของเหล่าทวยเทพในดินแดนของตนกับเหล่าเทพต่างแดน ร่วมขับร้องและร่ายรำกับเทพีมิวส์แห่งแดนเฮลลีน บ้างก็ร่วมกับเทพโธธแห่งแดนไอยคุปต์

หากวันไหนไม่มีนัดเล่นดนตรี เขาจะเปลี่ยนเป็นเดินเที่ยวเล่นในสวนท้อสวรรค์กับแวะไปนั่งเล่นนอนเล่นในตำหนักของเหล่าพี่ชายพี่สาวที่กระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศ

แต่ถ้าไม่อยากไปไหน ก็จะเลือกนอนกลิ้งแผ่หลาอยู่บนพรมนุ่ม ทานขนมหวานแสนอร่อย กับนอนซุกพุงเจ้าอสูรผู้พิทักษ์ขนฟูที่ตำหนักของตนนั่นแหละนะ!

แล้วสิ่งใดที่เทพตัวน้อยชื่นชอบที่สุดคือการสร้างมิติส่วนตัวที่ได้รับการสอนโดยตรงจากท่านพ่อผู้เป็นประมุขสวรรค์ มิติของเพ่ยอวิ๋นสร้างขึ้นเพื่อเก็บข้าวของมากมายที่ครอบครัวกับสหายชอบสรรหาข้าวของแปลกตามาให้เขา

ภายในมิติของเขาจะคล้ายกับสิ่งที่พี่หญิงเรียกว่า ‘เกมสร้างบ้านปลูกผัก’ มันคือการละเล่นชนิดหนึ่งที่มนุษย์ในยุค 20XX ที่อีกฝ่ายเพิ่งจะกลับมาหลังลงไปผ่านด่านเคราะห์กรรมชื่นชอบไม่ต่างจาก ‘เกมยิง’

ทางเทพตัวน้อยได้ฟังพี่หญิงคนงามบอกเล่าให้ฟังยิ่งรู้สึกตื่นเต้นเป็นนักหนา ลงมือสร้างจวนหรือบ้านสองชั้นรูปแบบโมเดิร์นตามคำแนะนำของพี่หญิง สร้างพื้นที่ปลูกผักด้วยน้ำทิพย์วิเศษ สร้างตุ๊กตาดินตัวน้อยแสนน่ารักขึ้นมาเป็นเกษตรกรตัวน้อยเพื่อคอยช่วยดูแลสวนผักผลไม้กับหุบเขาอันเป็นสถานที่เก็บข้าวของเหล่านั้น

เรียกได้ว่าตลอดชีวิตของเทพตัวน้อยมีแต่ความสงบสุขไร้ซึ่งความกังวลต่อเรื่องร้ายใดๆ และมันจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปตราบนานเท่านาน…

….

ถ้าไม่ติดว่าเทพตัวน้อยของเหล่าทวยเทพทุกตนขณะเดินทางไปหาพี่ชายในดินแดนแห่งการนำทาง เพ่ยอวิ๋นเห็นพี่สิบของตนแล้วพลันยิ้มกว้าง เร่งรีบวิ่งไปหาโดยเร็วจนเจ้าตัวเผลอทำลูกท้อสวรรค์ในอ้อมแขนหลุดตกลงพื้นจนเผลอเหยียบเละเทะ

….

ทว่านั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอกนะ…

ปัญหาใหญ่ที่ว่าคือเทพตัวน้อยดันลื่นน้ำของลูกท้อจนพลัดตกบ่อน้ำสวรรค์ที่เหล่าเทพรอบข้างยังไม่ได้ร่ายคาถาระบุทิศทางสำหรับเทพที่ต้องลงไปทำภารกิจบนโลกมนุษย์ต่างหาก!!!

บทที่ 1 l ลาพิส หลิน

บทที่ 1

ลาพิส หลิน

เพ่ยอวิ๋นซ่างเสินลืมตาตื่นขึ้นมาในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีคำถามว่า ‘ที่นี่คือที่ใด’ เพราะเทพตัวน้อยจำได้ดีว่าตนลื่นตกบ่อลงมาโลกมนุษย์เป็นที่เรียบร้อย อดไม่ได้ที่จะต่อว่าความซุ่มซ่ามของตน

เทพตัวน้อยทำการตรวจสอบพลังของตน พบว่าพลังเทพยังคงอยู่ มิติหรือก็ยังใช้ได้ไม่มีปัญหา ตรวจพลังเสร็จตามด้วยการตรวจร่างกาย เพ่ยอวิ๋นซ่างเสินถึงได้รู้ว่าเจ้าของร่างที่เขามาอยู่นี่มีชื่อเดียวกัน แถมอายุขัยอีกฝ่ายยังหมดลงเวลาเดียวกับตอนเขาลื่นตกลงบ่อพอดี

หลินเพ่ยอวิ๋น หรือ ลาพิส หลิน อายุสิบเก้าปี เป็นลูกครึ่งสองประเทศ บิดาเป็นชาวเอแลนด์ ส่วนมารดาเป็นชาวทีแลนด์ครึ่งซีแลนด์ เสี่ยวอวิ๋นเจ้าของร่างเดิมค่อนข้างหัวอ่อน จิตใจอ่อนไหวง่าย ทั้งยังขี้กลัวมากเพราะถูกกลั่นแกล้งนับแต่เล็กสมัยอยู่

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่บ้านเกิดของมารดาอย่างประเทศทีแลนด์ เพราะเธอต้องการให้เสี่ยวอวิ๋นใช้เวลาอยู่ร่วมกับคุณตาคุณยายเลยให้ลูกน้อยเรียนที่นั่น แน่นอนว่าความต้องการของเธอประสบผลสำเร็จ เด็กน้อยแก้มยุ้ยสนิทสนมกับพวกท่านมาก ปู่กับย่ารักหลานชายของตนมากเลยดูแลเป็นอย่างดี ดีมากจนทำให้เสี่ยวอวิ๋นอ้วนตุ้ยนุ้ยดูน่ารัก

หรือก็คือมีน้ำมีนวลน่าหยิกน่าฟัดมาก!!

น่าเสียดายที่เด็กในโรงเรียนนั้นไม่คิดว่าเขาน่ารักเลย…

จากเด็กสดใสร่าเริงถูกสังคมรอบกายเปลี่ยนแปลง โดนล้อเรื่องหุ่นจนพยายามลดน้ำหนักเพื่อไม่ให้โดนล้อ น่าเสียดายที่ต่อให้ผอมแล้วพวกน่าตายนั่นก็ไม่หยุดกลั่นแกล้ง ล้อเลียนเสียจนกลายเป็นเด็กหวาดระแวง หวาดกลัวจนไม่กล้าบอกครอบครัวว่าตนโดนแกล้ง

ทว่าสุดท้ายความก็แตกเมื่อคุณยายของเสี่ยวอวิ๋นเห็นรอยช้ำกับบาดแผลที่หลานรักพยายามซ่อนมาตลอด ไม่รอช้ารีบติดต่อลูกเขยกับลูกสาวตนมาช่วยเป็นกำลังในการฟ้องร้องหวังลงโทษคนผิด ไม่ว่าจะนักเรียนที่กลั่นแกล้งหรืออาจารย์ที่เมินเฉยก็ไม่ยอมให้รอด

อย่าหวังเลยว่าจะยอมความ พวกเขาไม่ยอมแน่!!!

โต้เถียงในศาลอยู่นานสองนาน ท้ายที่สุดนอกจากจะได้รับเงินมาเป็นคำขอโทษ เด็กพวกนั้นต้องถูกส่งไปโรงเรียนดัดสันดานเช่นกัน ตัวอาจารย์ถูกไล่ออกและถอนใบประกอบวิชาชีพ

เสี่ยวอวิ๋นย้ายไปอยู่โรงเรียนในตัวเมือง พอจบมัธยมต้น สองสามีภรรยาก็พาลูกรักกลับมายังเอแลนด์

น่าเสียดายที่ต่อให้ชีวิตในโรงเรียนมัธยมปลายของเอแลนด์ที่สองสามีภรรยาคัดมาเป็นอย่างดีทำให้ชีวิตของเสี่ยวอวิ๋นดีขึ้น แต่แค่การเรียนสามปีก็ไม่อาจเยียวยาจิตใจของเด็กน้อยให้หายขาดได้ ต่อให้เข้าพบจิตแพทย์แล้วก็ยังไม่ได้ทำให้ดีขึ้นเท่าใด ยิ่งรับรู้ว่าคุณปู่คุณยายผู้แสนดีจากไปในเวลาไล่เลี่ยกันเพราะโรคชรายิ่งทำให้จิตใจเสี่ยวอวิ๋นทิ้งดิ่งลงกว่าเดิม

ทว่าเด็กหนุ่มยังโชคดีที่มีครอบครัวให้กำลังใจตลอดเวลา เสี่ยวอวิ๋นถึงได้ยังฮึดสู้ต่อไป หวังว่าสักวันเขาจะก้าวผ่านความทรงจำอันเลวร้ายนั่นได้

….

น่าเศร้าที่โชคชะตารังเกียจเสี่ยวอวิ๋น…

เด็กหนุ่มสูญเสียบิดามารดาจากเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อหลายเดือนก่อน ชีวิตกับจิตใจที่เริ่มดีขึ้นกลับมาสิ้นหวังอีกหน เขาเสียใจมากเกินจะรับไหว เลือกขังตัวเองอยู่ในห้อง จมปลักอยู่กับความเศร้าโศก ไม่คิดไปรายงานตัวกับทางมหาวิทยาลัยจนทำให้หมดสภาพการเป็นนักศึกษา

ก่อนจะจากไปด้วยอาการตรอมใจ…

เพ่ยอวิ๋นซ่างเสินนึกสงสารในโชคชะตาของเด็กน้อยเสี่ยวอวิ๋นนัก เขาทำได้เพียงอวยพรให้เด็กน้อยไปอยู่ในภพภูมิที่ด—

เฮือก!!!

ไม่ทันจะอวยพรจบ ขนทั่วร่างพลันลุกชันเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังของเทพข้างกาย ครั้นหันไปมอง ดวงตากลมกลับเบิกกว้างด้วยความประทับใจปนประหลาดใจ นี่ยังไม่ถึงสองกับอีกครึ่งชั่วยาม (ห้าชั่วโมง) พี่สิบก็พบตัวเขาแล้วหรือนี่!! สมเป็นพี่สิบจริงๆ!!!

“อวิ๋นเอ๋อร์น้องรัก….”

ความประทับใจเลือนหาย แทนที่ด้วยความลนลาน น้ำเสียงราบเรียบไร้ความขี้เล่นนั่นทำให้เทพตัวน้อยรู้โดยพลัน…

ว่าไม่รอดแน่!!

“น้องซุ่มซ่ามเกินไปแล้วหนา!!!”

“ฮื่อ…น้องขอโทษ…”

แค่เทพตัวน้อยเพ่ยอวิ๋นทำหน้าหงอย หูลู่หางตก องค์ชายสิบที่ตั้งมั่นว่าจะดุน้องรักเรื่องนี้รีบโยนหน้ากากยักษ์ทิ้งอย่างรวดเร็ว พุ่งเข้าไปกอดเข้าไปโอ๋ปลอบประโลมเสียยกใหญ่

ให้ตายเถิด เขาใจแข็งดุน้องไม่ได้จริงๆ…

หลังปลอบเพ่ยอวิ๋นเสร็จสิ้น องค์ชายสิบจึงเริ่มเล่าว่าโลกมนุษย์ที่น้องสุ่มตกลงมาอยู่คือหนึ่งในโลกที่เพิ่งถูกเหล่าทวยเทพจากทั่วทุกดินแดนในมิติลงมติในการประชุมให้โดนทัณฑ์สวรรค์ลงทัณฑ์เหล่ามนุษย์โลภมาก ไม่นึกรักและถนอมธรรมชาติที่ตนมี

โดยจุดเริ่มต้นของทุกอย่างเริ่มต้นด้วยการแพร่กระจายโรคระบาดที่ไม่ต่างจากในภาพยนตร์ที่พวกเขาทุกคนชอบดู นำพาซากศพไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ให้ลืมตาตื่นขึ้นจากความตายเพื่อออกไล่ล่าสังหารผู้คน แปรเปลี่ยนมนุษย์ผู้รอดชีวิตให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกมัน ดื่มกินเลือดเนื้อของอดีตเผ่าพันธุ์เดิมของพวกมันเป็นอาหาร

ปรากฏการณ์วันสิ้นโลกนี้จะเกิดขึ้นในอีกห้าปีข้างหน้า…

“แสดงว่าน้องจะต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์วันสิ้นโลกสินะขอรับ…”

เขาไม่มีปัญหาเท่าใด ต่อให้ไม่เคยไปลงนรก แต่ก็เคยเห็นพวกมันผ่านจอแก้วที่ไม่ต่างจากโทรทัศน์บนโลกมนุษย์อย่างรายการไอดอลของฝั่งนรกไม่ก็พาชมหมู่บ้านในแดนนรก เขาได้เห็นผู้คน (?) หลากหลายรูปแบบเลยล่ะ

จะมีต่างกับโทรทัศน์ก็เรื่องวิธีการใช้งานนั่นแหละนะ

“พี่เองก็อยากพาน้องกลับตำหนักเสียตอนนี้จะได้ไม่ต้องลำบากหรือเผชิญกับเรื่องวุ่นวาย น่าเสียดายที่พี่ไม่อาจทำได้…” เขาถอนหายใจ “น้องตกบ่อทั้งร่างไม่พอ ยังไม่ใช่ผู้ได้รับอนุญาตในการออกเดินทางทำภารกิจ เลยทำให้ร่างเทพของน้องถูกผูกมัดรวมกับร่างมนุษย์ตัวจ้อยนี่ ทำให้กว่าน้องจะได้กลับสวรรค์คงเป็นตอนสิ้นอายุขัยในร่างมนุษย์…”

“เช่นนั้นแสดงว่าอีกหนึ่งร้อยปีน้องจะได้กลับไปสินะขอรับ ไม่เป็นอันใด น้องสามารถรอได้!”

เพ่ยอวิ๋นยิ้มกว้างไร้ซึ่งความทุกข์ร้อนใดๆ ต่างจากท่าทีกังวลใจขององค์ชายสิบอย่างสิ้นเชิง…

“ไม่หรอก… พี่คิดว่าอาจนานกว่านั้น หลังวันสิ้นโลกเกิดขึ้น มนุษย์จะได้รับรู้ว่าเหล่าทวยเทพยังเมตตาจากการมอบพลังวิเศษให้ เพื่อให้พวกเขารู้ว่ายังไม่ได้ถูกทิ้ง ยังมีโอกาสในการแก้ไขและเอาตัวรอด ซึ่ง…นั่นเป็นอีกตัวช่วยในการยืดอายุขัยของน้องออกไปอีก”

เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“อย่างไรก็ตาม พี่สิบคิดว่ามันคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับอวิ๋นเอ๋อร์เท่าใดนักหรอก น้องของพี่ยังมีมิติอยู่ใช่หรือไม่ ข้าวของเครื่องใช้ในมิติหรือก็มีครบพร้อม สวนผักผลไม้ไม่ว่าในหรือนอกแดนก็พร้อมเก็บเกี่ยวได้ทุกเมื่อ โอสถรักษาจากทั่วทุกดินแดนหรือก็มี เรื่องต่อสู้ป้องกันตัวยิ่งไม่ต้องกังวล หากวันสิ้นโลกนั่นมาถึง น้องพี่นี่แหละที่จะอยู่รอดจนผ่านพ้นมันไปได้”

“ฮี่~” พอได้ยินคำชมจากพี่สิบ มีหรือเทพตัวน้อยจะไม่ยิ้มกว้าง

“โอ้ ใช่ๆๆ พวกตุ๊กตาตัวโปรดที่พวกพี่หญิงทำให้พี่ก็เอามาใส่ในมิติให้แล้วนะ ข้าวของจากท่านพ่อท่านแม่และคนอื่นๆ เองก็กระจายไปทั่วในมิติ รายชื่อพี่เขียนไว้ให้แล้ว วางอยู่บนโต๊ะในจวนของน้องในมิติน่ะ”

“ขอบคุณขอรับพี่สิบของน้อง~”

ตอนได้ยินว่าเจ้าพวกตุ๊กตาถูกนำใส่มิติ เพ่ยอวิ๋นยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม ยากจะปฏิเสธได้ว่าเทพตัวน้อยค่อนข้างลำบากใจเวลาไปนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย พี่หญิงเลยทำตุ๊กตามากมายมาให้เขากอด จนสามารถผ่านค่ำคืนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย นอกจากนอนหลับได้เต็มอิ่มยังรู้สึกปลอดภัยอีกด้วย

รอยยิ้มกับการกระทำของน้องรักช่างทำให้องค์ชายสิบนึกเอ็นดูจนต้องยกมือลูบหัวดวงใจดวงน้อยของพวกเขา

อายุพันปีสำหรับเทพถือว่ายังเด็กน้อยมาก หากให้เปรียบเทียบกับเหล่ามนุษย์ก็ไม่ต่างจากเด็กน้อยห้าหกขวบในร่างผู้ใหญ่ ถึงความคิดความอ่านบางเรื่องจะเหมือนผู้ใหญ่ แต่ก็มีบางเรื่องที่ยังเหมือนเด็กน้อย

ก็ได้แต่หวังว่าสภาพจิตใจของน้องรักหลังเกิดวันสิ้นโลกจะยังคงเหมือนเดิม

อวิ๋นเอ๋อร์ถือกำเนิดในยุคสมัยแห่งความสงบสุขไร้สงครามระหว่างเทพกับปีศาจ ไม่เคยเห็นด้านโหดร้ายมาก่อน ต่อให้ต่อสู้เป็น แต่ก็ไม่เคยลงมือสังหารผู้ใด ถึงฝั่งนรกจะมีรายการท่องเที่ยวจนเห็นประชากรวิญญาณมากมาย ทว่าสภาพของซอมบี้ที่เหล่าทวยเทพแต่ละตนสร้างขึ้นนั่นมันช่างสะอิดสะเอียนสิ้นดี

เขาทำได้แค่อธิษฐานให้น้องรักสามารถผ่านเรื่องราวอันโหดร้ายนี่ไปให้ได้…

“พี่ขอเป็นตัวแทนครอบครัวอวยพรให้น้องโชคดี จงเข้มแข็งต่อเหตุการณ์ในอนาคต ยามลงมือกระทำสิ่งใดจงคิดให้ดีเสมอ และจงจำไว้…ท่านพ่อ ท่านแม่ และพวกพี่ๆ เฝ้ามองและเฝ้ารอการกลับมาของน้องอยู่เสมอนะ…”

“น้องเข้าใจแล้วขอรับพี่สิบ น้องจะต้องรอดให้ได้ เชื่อใจน้องได้เลย!”

สองพี่น้องกอดตระกองกันอีกหน ก่อนร่างขององค์ชายสิบจะเลือนหายไป แทนที่ด้วยกลุ่มก้อนแสงสว่างก้อนหนึ่ง เมื่อมันแตกกระจายดัง ปุ้ง! เผยให้เห็นร่างของเจ้าสุนัขขนฟูตัวยักษ์แสนคุ้นตา ดวงตาสีม่วงดุจอเมทิสต์กับสีอำพันนั่นคือเครื่องหมายยืนยันตัวตนของมันได้เป็นอย่างดี

“หรงหรง!!”

“โฮ่ง!!!” ซ่างเสินนนนน!!!

แค่เพ่ยอวิ๋นคุกเข่าลง เจ้าก้อนขนฟูไม่รอช้ารีบพุ่งกระโจนใส่เจ้านายคนงามในร่างใหม่ที่ไม่คุ้นตาด้วยความคิดถึง หางส่ายไปมาอย่างรุนแรงด้วยความยินดีที่ได้พบหน้าหลังกังวลกับการหายตัวไปของเจ้านายอยู่นานสองนาน

“คิกๆๆ หรงหรงน้อยของเปิ่นเสิน แค่มีเจ้าอยู่เปิ่นเสินคงหายเหงาไปได้มากแน่ๆ ดีจริงที่เจ้ามา~”

ไม่ว่าเปล่า เทพตัวน้อยจัดการกอดรัดฟัดเหวี่ยงในร่างก้อนขนฟูแสนนุ่มนิ่มด้วยความสุขใจเป็นนักหนา!

กล่าวถึงเจ้าหมาหรงหรง แม้ว่ารูปลักษณ์ของมันดูไม่ต่างจากสุนัขสายพันธุ์ซามอยด์ตัวใหญ่ขนฟูปุกปุยน่ารักน่ากอด แท้จริงมันคืออสูรผู้พิทักษ์ประจำกายเทียนหลงเพ่ยอวิ๋นอย่าง หมาป่าเมฆาสวรรค์

ด้วยใบหน้าแป้นแล่นกับกรงเล็บที่ดูไม่น่ากลัวของมันใครเล่าจะรู้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยเข้าร่วมสงครามระหว่างเทพกับปีศาจ จัดการสังหารพวกอสูรปีศาจชั้นสูงจนตายตกเพียงการตวัดครั้งเดียว…

กล่าวคือภาพลักษณ์ช่างขัดแย้งกับความสามารถยิ่งนัก!

“โฮ่ง!! โฮ่ง!!” ซ่างเสินไม่ต้องกังวล!หรงหรงจะปกป้องซ่างเสินเองพ่ะย่ะค่ะ!

“อื้ม!” เทพตัวน้อยพยักหน้ารับ

การมีหรงหรงอยู่ข้างกายชีวิตเขาสบายขึ้นมากแน่นอน!

“เอาล่ะ ตอนนี้สิ่งแรกที่พวกเราต้องทำคือการศึกษาโลกมนุษย์นี้ก่อนสินะ แล้วก็ต้องหาข้อมูลของวันสิ้นโลกนี่ด้วย!”

วันๆ ของเพ่ยอวิ๋นอยู่แต่ในแดนสวรรค์ ไม่เข้าใจชีวิตบนโลกมนุษย์เลยสักนิด ไม่เคยลงมาผ่านด่านเคราะห์กรรมเลยสักครั้ง เรียกได้ว่าความรู้เกี่ยวกับมนุษย์คือศูนย์ เทพตัวน้อยที่กลายเป็นมนุษย์จำต้องยืมความทรงจำของเสี่ยวอวิ๋นผู้เป็นเจ้าของร่างมาใช้

หลังหลอมรวมความทรงจำด้วยพลัง จึงพอรู้ว่าอะไรคืออะไร นอกจากหาข้อมูล เขาต้องเปลี่ยนสรรพนามแทนตัว ห้ามใช้คำว่าเปิ่นเสิน ห้ามใช้คำว่าขอรับ เอแลนด์ออกเสียงซีแลนด์ยากจึงสมควรใช้ชื่อลาพิสแทน และอีกมากมายที่ต้องปรับตัว ในวันแรกลาพิสจึงจำต้องใช้เวลาไปกับการฝึกพูดอยู่หน้ากระจก

เช้าวันถัดมาเขาใช้เวลาไปกับการเสิร์ชหาภาพยนตร์และนิยายแนวสิ้นโลกในคอมพิวเตอร์ อ่านและดู จดข้อมูลด้วยปากกาขนนกวิเศษลงสมุดบันทึกว่าตนสมควรทำอะไรเป็นอย่างแรกและอะไรเป็นอย่างที่สอง

“เอาล่ะ เปิ่นเสิ— แฮ่มม! เรา ใช่ ต้องใช้เรา! สิ่งแรกที่เราต้องทำคือสร้างบังเกอร์หลบภัยล่ะ! แต่จะสร้างที่ไหนด—”

ปี๊บ—!!

โทรทัศน์ในห้องจู่ๆ ก็เปิดช่องแนะนำเกี่ยวกับโครงการบ้านจัดสรรที่สามารถดัดแปลงบ้านได้ตามใจชอบในเมือง C ที่ค่อนข้างจะอยู่ไกลจากตัวเมืองที่เขาอยู่ ลาพิสกะพริบตาปริบๆ หันไปสบตากับเจ้าซามอยด์ปลอมเล็กน้อย ต่างฝ่ายต่างคิดเหมือนกัน การที่จู่ๆ โทรทัศน์ก็เปิดขึ้นแบบนี้คงไม่พ้นฝีมือของครอบครัวที่กำลังแอบมองดูตนกับหรงหรงจากบนสวรรค์แน่นอน!

ไม่จำเป็นต้องคิดว่าสมควรไปที่ไหนอีก ในเมื่อกระซิบบอกเขาเสียขนาดนี้!!

“เอ.. คำพูดบ่อยๆ คืออะไรนะ? อืมมม ใช่ๆๆ โอเคไง! โอเค! ตอนนี้เราได้ที่อยู่แล้ว วันนี้ใช้เวลาไปกับการหาข้อมูล พรุ่งนี้เราเอาทองคำไปขายแล้วเอาเงินไปสร้างบ้านกันเถอะเนอะ~”

“โบร๋วววว~” ขอร้าบบบบ~

ร่างโปร่งมุ่งมั่นกับการหาข้อมูลเป็นอย่างมาก จนไปเจอที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งในพีแลนด์ เป็นบ้านแบบเซฟเฮาส์ป้องกันวันสิ้นโลกเหมือนในภาพยนตร์ กับคลิปตัวอย่างการออกแบบบ้านในดรีมทูปแบบ 3D ยิ่งเปิดดูยิ่งตาโตยิ่งตื่นตะลึงกับไอเดียของเหล่ามนุษย์

….

แต่ตะลึงอยู่สักพักถึงได้สติ…

“เอ๊ะ ไม่ใช่ว่าเราสามารถเขียนอาคมกับเวทป้องกันพวกซอมบี้ได้หรอกเหรอ…?? แล้วเราจะทำบังเกอร์ไปทำไม??”

ลาพิสเอียงคอ เจ้าหรงหรงก็เอียงตาม แต่ถึงจะระลึกได้ว่าสามารถป้องกันภัยด้วยพลังเทพของตนได้ เจ้าความรู้สึกตื่นเต้นและอยากทำตัวเหมือนอยู่ในเหตุการณ์วันสิ้นโลกนั่นกลับมากกว่า เด็กหนุ่มเลยเลือกกลับไปเปิดดูคลิปต่อ และเริ่มออกแบบบ้านสำหรับวันสิ้นโลกอีกรอบ

ครอบครัวที่แอบดูอยู่รู้สึกมันเขี้ยวลูกกับน้องน้อยจริงๆ…

ถ้ากลับขึ้นมาเมื่อไหร่นะ พวกเขาจะบีบจะฟัดให้หนักเป็นการลงโทษเลย!!!

◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌

เพ่ยอวิ๋นซ่างเสินกลายเป็นน้งลาพิสไปแน้ววววว

//แปะภาพน้งแป๊บบบ เค้าเพิ่งวาดเมื่อคืนสดๆ ร้อนๆ เลย!!

บทที่ 2 l แพ้หมดรูป

บทที่ 2

แพ้หมดรูป

ลาพิสยืนหมุนตัวอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ด้วยความภูมิใจ ผมวูลฟ์คัทที่จัดทรงมาอย่างดีกับดวงตาสีฟ้าสวย เสื้อแขนยาวสีฟ้าอ่อนคอตั้งกับเสื้อคลุมตัวยาวแขนบานสไตล์ซีแลนด์ คาดเอวด้วยผ้าสีกรมผูกปมจัดทรงให้ดูดีเล็กน้อย ปิดท้ายด้วยกางเกงผ้าสีดำ

เขาสุดแสนจะพอใจกับเสื้อผ้าที่สวมอยู่เป็นอย่างมาก

“หรงหรงคิดว่ายังไง เหมาะกับเรารึเปล่า?”

“โฮ่ง!!” เหมาะมากเลยครับ!

ร่างโปร่งหัวเราะคิกคัก มองไปรอบๆ ห้องเล็กน้อย ห้องของเสี่ยวอวิ๋นที่เคยปิดมืดและสกปรกตอนนี้เขาใช้พลังทำความสะอาดจนเอี่ยมอ่อง ผ้าม่านที่เคยปิดมิดถูกเปิดออกให้แสงสว่างสาดส่องเข้ามาเพื่อสื่อให้เห็นว่ากำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ แม้ว่าจะเหลือเวลาเล่นสนุกแค่สี่ปีกว่าก็เถอะนะ!

“วันนี้เป้าหมายของเราคือไปคุยเรื่องขายบ้านกับที่ดิน แลกเปลี่ยนทองคำเป็นเงิน เดินทางไปเมือง C เพื่อซื้อที่ดินกับสั่งทำบ้าน โอเค! สู้ๆ นะพวกเรา”

“โฮ่งๆ!!” สู้ๆครับ!!

หนึ่งคนกับหนึ่งหมาพากันจับจูงกันออกมาจากบ้านหลังงามที่ครั้งหนึ่งเต็มไปด้วยความทรงจำของเสี่ยวอวิ๋น ร่างโปร่งใช้พลังคัดลอกบ้านหลังนี้ไปไว้ในมิติเป็นที่เรียบร้อย ข้าวของแห่งความทรงจำยังคงอยู่ดีไม่มีปัญหาต่อการย้ายถิ่นฐาน ลาพิสโค้งทักทายเพื่อนบ้านรอบกายเล็กน้อย ทุกคนอัธยาศัยดีก็จริง แต่ก็ไม่ได้สนิทกับครอบครัวของเสี่ยวอวิ๋นกันมาก

ใจจริงเทพตัวน้อยนึกอยากบอกเรื่องวันสิ้นโลกกับคนรอบข้างที่ได้พบ แต่ก็กลัวจะเหมือนในนิยายที่อ่านไป

เขาไม่อยากโดนผู้คนกล่าวหาว่าเป็นคนวิปลา— ไม่ๆๆ ไม่ใช่คำนั้น! เขาต้องใช้คำว่าเป็นบ้าต่างหาก!

เขาไม่อยากโดนหาว่าเป็นบ้านะ!!

ลาพิสจึงจำต้องสะกดกลั้นความใจดีของตนเอาไว้ กำสายจูงของเจ้าหรงหรง เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังสำนักงานขายที่ดินของเขตที่อยู่เพื่อพูดคุยเรื่องนี้ทันที เขตนี้เป็นเขตคนมีฐานะปานกลาง แต่อยู่ใกล้ห้างสรรพสินค้า ใกล้ตลาด ใกล้พื้นที่ขายของมากมาย นับว่าสะดวกสบายในหลายๆเรื่อง รับประกันว่าประกาศขายวันนี้ พรุ่งนี้ขายออกได้ทันที

ส่วนเรื่องเงินยิ่งไม่มีปัญหาเลยสักนิด ทองคำที่เขาพกมาด้วยสามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็วสมคำกล่าวอ้างของบริษัทโดยอ้างว่าเป็นสมบัติตกทอดของตระกูลเลยทำให้ไร้ซึ่งปัญหา

แค่สองชั่วโมงต่อมาในบัญชีของลาพิสเต็มไปด้วยเลขศูนย์เกือบสิบตัว…

“เงินพร้อมแล้ว งั้นเราก็ไปที่เมือง C กันเลยเนอะหรงหรง”

“โฮ่ง!!”

เจ้าหรงหรงเห่ารับ หางส่ายไปมา ท่าทางน่ารักเสียจนคนรอบข้างนึกอยากเข้ามาทักทายและเล่นกับมันนัก ทว่าน่าเสียดายที่ร่างโปร่งจูงเจ้าก้อนขนฟูไปอีกทางหนึ่งเสียก่อน

เหล่าคนรักหมาทำได้เพียงแค่กำหมัดด้วยความทรมาน ขอฟัดหน่อยไม่ได้เหรอเจ้าของคนงาม!!

น่าเสียดายที่ลาพิสไม่ได้ยินเสียงของพวกเขา หนึ่งมนุษย์หนึ่งสุนัขปลอมๆ เรียกรถแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังเมือง C ระหว่างทางเปิดมือถือเพื่อจองที่พักสำหรับช่วงนี้ และนับว่าเป็นโชคดีของลาพิสจริงๆ ที่พอมาถึงบริษัทกลับพบเจ้าของโครงการมาตรวจงานพอดี อีกฝ่ายเลยขออาสาขับรถกอล์ฟพาชมรอบๆ

ท้ายที่สุดลาพิสก็ได้หนึ่งในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่สุดและแพงที่สุดของโครงการมาครอบครอง!

“ไม่ทราบว่าคุณลินสนใจจะจ้างสถาปนิกที่ทำงานร่วมกับพวกเรารึเปล่าครับ พวกเขานับว่าเป็นอันดับหนึ่งเรื่องการออกแบบและสร้างบ้านที่บริษัทพวกเราภูมิใจมากเลยนะครับ”

“อืมมม… จริงๆ เราพอจะมีไอเดียเรื่องบ้านอยู่แล้ว ถ้ายังไงขอคุยกันก่อนนะครับ!” เขายิ้มกว้าง

การพูดคุยกับสถาปนิกของบริษัทค่อนข้างผ่อนคลายพอสมควร ถึงตัวบ้านจะไม่ชวนให้หัวหน้าของสถาปนิกรู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด เพราะเจ้าของบ้านตัวน้อยตรงหน้าพวกเขาอยากได้สไตล์บ้านที่อิงจากวันสิ้นโลกในภาพยนตร์ ทำให้มันไม่ต่างจากบังเกอร์ป้องกันภัยของคนใหญ่คนโต

ทุกคนต่างคาดเดาว่าเป็นคุณชายน้อยตระกูลใหญ่ที่กำลังอินกับหนัง พอได้รับเงินค่าขนมเลยเอามาสร้างบ้านในฝัน ทำไมถึงคิดว่าเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ ก็แหม ดูหน้าของเด็กหนุ่มตรงหน้านี่สิ หน้าตาน่ารักสดใสดูเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังด้านบวกแบบนี้ดูก็รู้ว่าที่บ้านต้องรักและตามใจมากแน่ๆ!!

สนทนากันได้ไม่นานลาพิสก็เดินออกมาด้านนอกพร้อมเจ้าหรงหรง จัดการหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาขีดฆ่าเป้าหมายแรกๆ ร่างโปร่งคลี่ยิ้มกว้าง ดวงตาวาววับเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น

“โอเค เป้าหมายของวันนี้เสร็จแล้ว! ถึงช่วงเวลาแห่งความสนุกกับช่วงเวลาแห่งการสำรวจแล้วล่ะหรงหรง~”

หากเป็นในนิยาย สิ่งที่ลาพิสต้องทำเป็นอย่างถัดมานั่นคือการเตรียมพร้อมปัจจัยสี่อย่างอาหาร เครื่องนุ่มห่ม เสบียงและยารักษาโรค แต่สำหรับโลกแห่งความเป็นจริงที่มีเทพตัวน้อยหลุดเข้ามาในร่าง เจ้าตัวไม่ต้องเตรียมของพวกนั้นเลย เพราะในมิตินั่นมีพร้อมทุกอย่าง และไม่มีทางที่พวกมันจะหมดลงได้เพราะหลังเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น เหล่าภูตดินในมิติก็จะลงมือปลูกต่อทันที ดังนั้นของในมิติจึงมีมากเสียจนสามารถแบ่งให้หลายร้อยชีวิตทานได้โดยไม่ต้องกังวลเลยล่ะ!!

ติดอย่างเดียวคือเขาแบ่งไปทั่วไม่ได้เหมือนตอนอยู่บนสวรรค์นี่สิ…

เพราะในนิยายของมนุษย์บอกเอาไว้ว่าหากตนใจดีมากเกินไปอาจโดนเอารัดเอาเปรียบได้ เขาจึงตั้งมั่นว่าจะนำออกมาแค่เล็กน้อยเท่านั้นหากว่าจำเป็นต้องไปอยู่ร่วมกับคนอื่น และต้องไม่ลืมด้วยว่าตนไม่ได้อยู่บนสวรรค์หากแต่เป็นโลกมนุษย์!!

….

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานั้นสักหน่อย อย่าไปคิดมากเลยเนอะ!

“พวกเราเหลือเวลาท่องเที่ยวรอบโลกใบนี้ราวสี่ปีกว่าสินะ เพราะงั้นต้องรีบทำเวลาให้ดี อย่างตอนนี้สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกคือหาอะไรใส่กระเพาะก่อนจะไปดูเฟอร์นิเจอร์…งั้นเริ่มจากร้านนั้นเลยหรงหรง!”

“โฮ่ง!!!” จัดไปเลยครับเจ้านาย!!

ร่างโปร่งรีบสาวเท้ามุ่งหน้าไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งของเมือง C ร้านที่ได้รับคำแนะนำมาจากหัวหน้าสถาปนิกคนนั้นว่าเป็นร้านเด็ดแถวนี้ที่อนุญาตให้สัตว์เข้าไปในร้านได้ ถึงคนจะดูน้อยแต่ฝีมือของเชฟนับว่ายอดเยี่ยมมาก ซึ่งลาพิสเองก็คิดแบบนั้น รายชื่ออาหารบนใบเมนูนั่นช่างละลานตาชวนให้ใจเต้นแรงมาก

อาหารจากต่างแดนที่ได้ทานบนสวรรค์ครั้งล่าสุดจำได้ว่าเป็นขนมที่เทพธิดามิวส์นำมาเป็นของฝากกระมัง จำได้ว่าชื่อขนมกาลักโทบูเรโก (Galaktobureko) อะไรนี่แหละ~

“ไม่ทราบว่าจะรับเป็นอะไรดีครับ”

“อ่า…ขอเป็นเบคอนที่เป็นเมนูแนะนำ สเต๊กเนื้อแบบมีเดียมแรร์ ออเนียนริง (Onion Ring) แล้วก็เนื้อย่างชิ้นใหญ่สำหรับสุนัขของเราด้วยนะครับ”

บริกรหนุ่มยิ้มรับก่อนเดินจากไป นั่งรอไม่นานอาหารรายการแรกก็มาเสิร์ฟถึงที่ ลาพิสกลืนน้ำลายให้กับกลิ่นอันแสนยั่วยวนนั่น เมนูเบคอนชิ้นหนานั่นจำมาจากความทรงจำเก่าของเสี่ยวอวิ๋นทั้งสิ้น จำได้ว่ามันคือเมนูปีศาจที่ไม่ว่าใครๆ ต่างก็หลงรักมัน สองมือไม่รอช้ารีบตักซอสราด หั่นแบ่งเป็นชิ้นขนาดพอคำ และเอาใส่ปากของตนทันที

“!!!!!”

ดวงตากลมเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงกับรสชาติอันแสนเข้มข้น ไม่ว่าจะความเค็ม ความมันกับรสชาติของน้ำซอสมันช่างลงตัวเสียจนลาพิสเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงเป็นอาหารของปีศาจ!!

หลังสเต๊กออกมาเสิร์ฟ ยอมรับว่าลาพิสลังเลเรื่องสีของเนื้อที่ยังไม่สุกพอสมควร กระนั้นเจ้าตัวกลับเชื่อคำแนะนำจากความทรงจำ อ้าปากทานเข้าไปทันที และเป็นอีกรอบที่ตาโตให้กับรสชาติของเนื้อที่แสนจะชัดเจน ความนุ่มที่แทบจะละลายในปาก มันช่างต่างจากเนื้อย่างที่เคยทานบนสวรรค์ไม่มีผิดเพี้ยน! หรือนี่คือพลังของสิ่งที่เรียกว่ามีเดียมแรร์กัน!!?

เจ้าออเนียนริงแค่กัดก็ได้ยินเสียงดัง กร้วม! ตามด้วยความหวานของหอมหัวใหญ่นั่นก็ทำเอาร่างโปร่งแทบอยากจะร้องออกมาดังๆ ว่าอร่อยมาก!! ไม่คิดว่าเจ้าหอมหัวใหญ่ฉุนๆ นั่นพอเอามาทอดจะหวานขนาดนี้!!!

อาหารของมนุษย์นี่มันช่าง…น่ากลัวเกินไปแล้ว!!!

แค่คิดว่าอีกสี่ปีกว่าจะเกิดวันสิ้นโลกเหมือนในนิยาย อาหารอร่อยๆ นี่จะไม่สามารถหาทานได้ง่ายๆ อีกต่อไปเขายิ่งกังวล แต่อย่างว่า จะช่วยทุกคนคงเป็นไปไม่ได้ ลาพิสเลยเลือกสั่งเพิ่มอาหารชุดเดิมอีกรอบ พออาหารรอบใหม่มาเสิร์ฟก็ไม่ลืมคัดลอกมันใส่มิติให้เรียบร้อย

ทานของคาวเสร็จต้องตามด้วยของหวาน ลาพิสจัดการสั่งของหวานแสนอร่อยประจำร้านอย่างพายมะนาวมาทาน บริกรแนะนำว่าให้ทานคู่กับวิปครีมแบบโฮมเมดฝีมือเชฟมันจะอร่อยมาก และเมื่อได้ลองทานถึงรู้ว่ามันเป็นไปตามคำบอกของบริกร

มัน–อร่อย–มากกกกกกกกกกก!!!!!!!!

ตัวแป้งพายกรอบๆ ตัวครีมชีสรสเปรี้ยวหน่อยๆ กับวิปครีมหนาๆ มันอร่อยมากกกก มากๆๆๆๆ!!! มากจนลาพิสอยากตะโกนออกมาดังๆ!!!

ร่างโปร่งคงไม่รู้ว่าท่าทางการกินที่ราวกับว่ามันอร่อยนักหนานี่ทำให้คนรอบข้างกับคนนอกร้านสนใจจนนึกอยากลองชิมตาม ทำให้ช่วงเวลานี้ที่ควรเงียบเหงาของร้านคึกคักเสียจนเชฟทำงานมือเป็นระวิง กระนั้นบนใบหน้ากลับเต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

ก่อนลาพิสจะจ่ายเงินกับให้ทิปส์ตามหลักของประเทศเอแลนด์ก็ได้อาหารทานเล่นอย่างขนมปังกระเทียมมาเป็นของตอบแทนซึ่งเจ้าตัวก็ขอน้อมรับด้วยความยินดี

ทุกคนคิดว่าหลังได้รับของกินแสนอร่อยมาจะเป็นอย่างไร?

แน่นอน ยังไม่ทันถึงที่พัก หนึ่งคนหนึ่งสุนัขปลอมๆ ก็จัดการทานขนมปังกระเทียมแสนอร่อยนั่นหมดลงอย่างรวดเร็ว ครั้นคิดว่าตนสมควรหยุดทาน ตั้งสติสำรวจเฟอร์นิเจอร์เสียที กลับมีกลิ่นหอมเข้มข้นลอยมาแตะจมูกล่อลวงให้ร่างกายเดินไปหา รู้ตัวอีกที บนโต๊ะกลมหน้าร้านปรากฏกล่องกระดาษที่มีห่อเบอร์เกอร์ขนาดใหญ่สองห่อ แก้วน้ำอัดลมกับมันฝรั่งแท่งเสียแล้ว

“….ทั้งที่สมควรอดใจแท้ๆ แต่คือ…อร่อย ฮื่อออ”

“หงิงงง…”

เจ้าก้อนหรงหรงเข้าใจ มันเองก็พ่ายแพ้อาหารของมนุษย์ไม่ต่างจากเจ้านาย แต่เมื่อได้ลิ้มรสกลับยากจะห้ามใจได้ ทั้งสองก้มหน้าก้มตาเคี้ยวจนแก้มตุ่ยชวนให้คนเดินผ่านไปมารู้สึกเอ็นดูปนมันเขี้ยวนัก

นี่สินะที่เขาบอกว่าสัตว์เลี้ยงมักเหมือนเจ้านาย!

จบร้านเบอร์เกอ ทั้งสองตั้งมั่นว่าจะไม่แวะร้านไหนอีก เลือกสาวเท้ามุ่งตรงไปยังร้านเฟอร์นิเจอร์ตามแผนที่บนมือถือ แต่เดินไปได้ไม่ทันไรก็โดนของกินล่อลวงพร้อมกัน ไม่ว่าจะน้ำแข็งไสเย็นสดชื่น ไอศกรีมซอฟเสิร์ฟ ผลไม้สดกรอบหวานฉ่ำ ฮอทดอกที่มีเจ้าไส้กรอกชิ้นโต ไก่ย่างที่มีแผ่นแป้งเบอริโตกับพริกย่างแถมมาให้ทานคู่กัน พิซซ่าชิ้นโตแบบฟู้ดทรัค และอีกมากมายไม่หวาดไม่ไหว

….

รู้ตัวอีกทีก็ค่ำมืดจนต้องกลับมานั่งทานกันที่ห้องพักในโรงแรมเสียแล้ว…

“น่ากลัว อาหารของมนุษย์น่ากลัวเกินไป ขนาดของเอแลนด์ยังขนาดนี้ แล้วของประเทศอื่นที่เขาบอกว่าอร่อยนักหนาจะขนาดไหนกัน จำได้ว่าอาหารของทีแลนด์ก็อร่อย ไม่นะหรงหรง เรา เราพ่ายแพ้ให้กับอาหารเหล่านี้ไปเสียแล้ววว!”

“โบร๋ววว~!!!” หรงหรงเข้าใจ หรงหรงเองก็พ่ายแพ้ต่อพวกมันไม่ต่างกันครับ!! อาหารของพวกมนุษย์อันตรายมาก!!

“ใช่! อันตรายมาก!! ง่ำ! แอ่ แอ่อ้ออาหย่อยอากๆ!! (แต่ แต่ก็อร่อยมากๆ!!)”

ก่อนหน้าบอกว่าอันตราย แต่ปากกลับอ้ารับเจ้าพิซซ่าชีสเยิ้มๆ นั่นเข้าปากทั้งน้ำตา แพลนที่วางไว้ช่วงบ่ายกลับถูกทำลายทิ้งเพราะกลิ่นหอมของอาหาร อาจเพราะส่วนหนึ่งของร่างกายกลายเป็นร่างเทพทำให้ไม่รู้สึกอิ่มเหมือนมนุษย์ปกติ ทำให้ตอนนี้ลาพิสกลายเป็นผู้ที่สามารถทานได้เรื่อยๆ ประหนึ่งเครื่องสูบ เรื่องหุ่นหรือไม่ต้องกังวลเลย ผอมอย่างไรก็ผอมเท่าเดิมไม่มีเปลี่ยน

นี่ล่ะคือข้อดีของการเป็นเทพของเขา

ลาพิสยอมรับว่ากลัวมาก กลัวเหลือเกินว่าวันพรุ่งนี้ตอนไปคุยเรื่องซื้อขายบ้านเก่าจะพ่ายแพ้ให้แก่บรรดาร้านอาหารกับพวกสตรีทฟู้ดจนไปเลยเวลาและพลาดพลั้งต่อการซื้อข้าวของเครื่องใช้

“ไม่ได้การแล้วหรงหรง เราต้องตั้งสติให้มั่น พรุ่งนี้เราต้องไปคุยเรื่องซื้อขายให้ได้ หลังซื้อขายเสร็จเราต้องได้ไปเดินดูเฟอร์นิเจอร์ให้ได้ พรุ่งนี้เราต้องรอดพ้นจากกัปดักอันร้ายกาจนี่ให้ได้!”

“โฮ่ง!!! โฮ่ง!!!” เข้าใจแล้วครับเจ้านาย! หรงหรงจะพยายาม!!!

ไม่ว่าอย่างไร พรุ่งนี้พวกเขาก็ต้องเอาชนะเจ้าอาหารปีศาจนั่นให้จงได้!!

.

.

.

น่าเสียดายที่ต่อให้ชนะจากด่านอาหารปีศาจนั่นก็มาพ่ายแพ้ให้ด่านข้าวของเครื่องใช้ปีศาจอยู่ดี เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามาในร้านขายเฟอร์นิเจอร์โดยเฉพาะ ดวงตาของทั้งสองพลันเปล่งประกายกับความสวยงามนั่น ราคาของมันไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าแต่ละอย่างนั้นน่าสนใจเกินไป!

ไม่ว่าจะโซฟาหรือเตียงก็สุดแสนจะนุ่มนิ่ม จนทำเอาอยากจะหลับเสียตรงนั้น ยิ่งเดินยิ่งตาเป็นประกาย ไม่ว่าจะเป็นแชนเดอเลีย ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอาหาร เก้าอี้นวด โต๊ะสำหรับปิคนิค อ่างอาบน้ำ และอีกมากมายที่ให้เลือกสรรนั่นล้วนถูกใจเขาทั้งหมด!!

ทว่า…การที่ถูกใจทั้งหมดแต่ซื้อหมดไม่ได้ต้องทำยังไง?

ก็ต้องคัดลอกกลับไปยังไงล่ะ!!

เพ่ยอวิ๋นขอขอบคุณพี่หญิงสามที่สอนเคล็ดวิชานี้ให้จริงๆขอรับ!!

เพราะตั้งแต่มาอยู่บนโลก วิชาคัดลอกนี่โดนใช้บ่อยที่สุด แถมเดิมทีเจ้าเคล็ดวิชานี้หากใช้กับอาวุธหรือข้าวของของเทพบนสวรรค์ มันจะกลายเป็นของใช้ทั่วไปที่มีความพิเศษเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากใช้กับข้าวของเครื่องใช้ของมนุษย์ ของที่ได้จะเหมือนของแท้แบบ 100%!!

“จะว่าไป…เพิ่งมานึกขึ้นได้ หรงหรง เราใช้พลังในทางไม่ชอบเช่นนี้ผิดกฎของสวรรค์หรือไม่…?”

“โฮ่งๆ!!!” ไม่ผิดเลยครับเจ้านาย! นั่นเพราะเจ้านายไม่ได้ทำเพื่อนำไปขายหรือนำไปหลอกลวงผู้ใด ข้าวของเหล่านั้นท่านแค่นำมาใช้ส่วนตัวจึงไม่ผิดกฎสักข้อเลยครับ!!

“งั้นเหรอ ไม่ผิดเนอะ~”

พอได้ยินแบบนี้แล้วมีหรือจะต้องหักห้ามใจอีก? ในเมื่อมนุษย์วัยรุ่นพิมพ์บอกไว้ในเว็บไซต์ว่าหากทำอะไรแล้วก็ต้องไปให้สุด ในเมื่อเขาแพ้ต่อสิ่งล่อตาล่อใจถึงขนาดนี้แล้วเขาก็ต้องไปให้สุดเช่นกัน!!

ถึงเวลาแห่งการคัดลอกแล้ววววววว~

◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌◌

ขอย้ำอีกหน ว่านี่คือนิยายแนวเอาชีวิตรอดในวันสิ้นโลกค่ะ 55555555

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...