ทะลุมิติไปเป็นยอดโจรหญิง
ข้อมูลเบื้องต้น
ซูเยว่ซินสตรีผู้อาภัพ
เมื่อนางเสียชีวิตลง วิญญาณของนางล่องข้ามภพมาอยู่ในร่างเด็กสาวชื่อเดียวกัน ราวกับว่าสวรรค์เมตตาประทานโอกาสนางอีกหนึ่งหน
ไฉนได้! เพียงวันเดียวนางก็ได้เป็นนักโทษประหารไปเสียแล้ว!
ในขณะที่นางสงบใจรอรับความตาย
“เอาละๆ เจ้าอย่าทำหน้าเศร้าไป เพื่อเป็นการตอบแทนข้าวชามนี้ เดี๋ยวข้าจะขอร้องให้พรรคพวกข้าช่วยเจ้าออกไป เจ้าว่าดีไหม”
ประโยคบุรุษร่วมห้องขังสั่นไหวจิตใจนาง
หากไปพร้อมกับเขา นางก็เป็นอาชญกรคนนึง
แต่ตอนนี้นางก็เหมือนคนจมน้ำที่คว้าอะไรใกล้มือได้ก็ต้องคว้าไว้
สวรรค์ส่งข้ามาต่างโลกทั้งที ไหนล่ะน้ำวิเศษรดพืชผัก! ช่องว่างมิติเก็บสรรพสิ่งล่ะ!
เกือบจะโดนห้าม้าแยกร่างสิไม่ว่า…
สวรรค์คิดลงทัณฑ์ข้า… แล้วข้าต้องเกรงใจพวกมันด้วยเหตุใด
โจรก็โจรสิ!
ข้าซูเยว่ซินจะเป็นให้ดู!
………………
ขอบคุณผู้อ่านทุกท่านที่เข้ามารับชมครับ นิยายเรื่องนี้เป็นแนวสโลไลฟ์/โรแมนติกในช่วงแรก ถ้าหากชอบหรือไม่ชอบตรงส่วนไหน สามารถติชมได้ครับ
บทที่ 1 ซูเยว่ซิน
บทที่ 1 ซูเยว่ซิน
ครึกๆ
เสียงขูดลากของล้อเกวียนที่วิ่งไปตามถนน บัดนี้ถูกกลบกลืนโดยเสียงอึกทึกจากบรรดาผู้คนที่มามุงดู แม้จะเป็นเวลายามอู่ที่ดวงตะวันแผดเผาความร้อนอยู่เหนือหัวพอดิบพอดี ก็ไม่ได้ทำให้ฝูงคนลดน้อยลงแต่อย่างใด
พวกเขามาเพื่อดูหน้าตาของนักโทษที่ถูกทางการจับได้ มันเป็นธรรมเนียมของทางการที่จะนำผู้ทำความผิดมาแห่รอบเมืองก่อน เพื่อให้พวกชาวบ้านได้ระบายความโกรธของพวกเขา แม้แต่พวกที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็มักจะร่วมด่าทอด้วยความครื้นเครง จนมันแทบจะกลายเป็นการละเล่นรูปแบบนึง
“ฆาตกร!” หญิงวัยชราคนนึงแผดเสียงอย่างกราดเกรี้ยว นางคือแม่เฒ่าอู่ภรรยาของผู้ตายในครั้งนี้
“นังแพศยา! หัวหน้าหมู่บ้านอู่ให้ที่พักพิงเจ้า ช่วยเหลือเจ้าที่ไร้ไม้พึ่งเช่นบิดามารดา นี่หรือคือสิ่งที่เจ้าตอบแทนเขา! สังหารผู้มีพระคุณ! ช่างเป็นเรื่องอัปมงคลที่หมู่บ้านนี้เคยมีคนเฉกเช่นเจ้าอาศัย” ชายคนนึงตะโกนด่าทออกมาด้วยความคับแค้น
เมื่อหินได้ถูกโยนกระทบน้ำแล้ว ย่อมต้องเกิดระลอกคลื่นตามมา
ที่นี่เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆที่อาศัยอยู่กันอย่างเรียบง่าย ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีเฉกเช่นเมืองใหญ่ ส่งผลให้ชาวบ้านส่วนใหญ่มีนิสัยที่ซื่อตรง บริสุทธิ์ และรังเกียจความชั่วร้ายเป็นที่สุด
เมื่อพวกเขาได้รับรู้ถึงพฤติกรรมอันชั่วช้าสามานย์ดังกล่าว โทสะของพวกเขาจึงพุ่งพรวดขึ้นมา แม้แต่กลุ่มคนที่คิดจะมาเพียงร่วมสนุกในตอนแรกก็ไม่เว้น
“ฆาตกร!”
“นังสารเลว!”
“คนอย่างเจ้าเกิดมาต่ำต้อยยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก!”
ชาวบ้านแทบทุกคนช่วยกันกระหน่ำด่าทอไปที่กรงขังบนเกวียนลาก
เด็กชายตัวน้อยคนนึงยังรู้สึกไม่พอใจ เขาก้มหยิบหินก้อนขนาพอดีมือที่พื้นขึ้นมาก้อนนึง ก่อนจะขว้างอย่างสุดแรงไปทิศทางของเกวียนลาก
ปึก!
หินก้อนนั้นลอยกระทบเข้าสู่ศรีษะของร่างบอบบางในกรงขังอย่างพอดิบพอดี เลือดสีแดงฉานไหลย้อมหน้าผากลงท่วมซีกหน้าด้านซ้าย
“ดูสิ นังปีศาจนี่มีเลือดเนื้อกับเขาด้วย”
“ข้าว่าไหนๆแล้ว ประหารเดนมนุษย์เช่นนางไยต้องไปไกลถึงที่ว่าการอำเภอ พวกเราช่วยส่งวิญญาณนางกันตรงนี้ต่อหน้าชาวบ้านทุกคนเถอะ ดวงวิญญาณของหัวหน้าหมู่บ้านอู่จะได้รับชมด้วย”
“ข้าเห็นด้วย”
“เห็นด้วยๆ”
เสียงขานรับของชาวบ้านดังขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย
ฆ่านางซะ!
ฆ่านางซะ!!
ฆ่านางซะ!!!
ถ้อยคำเหล่านี้ถูกตะโกนออกมาอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้บรรยากาศตลบอบอวลไปด้วยความคุ้มคลั่ง จนชาวบ้านเริ่มหยิบหินขึ้นมาขว้างใส่กรงขัง
“ไปตายซะนังตัวดี! ฮ่าๆๆ” ชายคนนึงขว้างหินพลางด่าทอ เมื่อเขาเห็นว่าก้อนหินที่ขว้างออกไปกระแทกร่างอีกฝ่าย ก็หัวเราะอย่างชอบใจ
หินจำนวนมากปะทะเข้ากับร่างบอบบางในกรงขัง เลือดของนางไหลออกมานองเจิ่งราวกับแอ่งน้ำ แต่แม้กระนั้นเหล่าผู้คุมกลับมองดูมันด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีท่าทีจะห้ามปรามแม้แต่น้อย
“นังแพศยา! เจ้าฆ่าสามีข้าทำไม! ฮือๆ” ภรรยาผู้ใหญ่บ้านล้มตัวลงร้องไห้กับพื้น จนชาวบ้านต้องช่วยกันพยุงนางขึ้นมา
ทำไม…
ทำไมข้าถึงต้องฆ่าสามีท่าน…
ทำไมยามดึกดื่น สามีท่านจึงมาห้องข้า…
ทำไมยามข้าขัดขืน สามีท่านกลับชิงลงมือ…
ทำไมยามข้ากรีดร้อง ท่านไฉนทำเหมือนไม่ได้ยิน…
ทำไมยามผ้าของข้าถูกฉีกขาด ท่านจึงแสร้งหลับตา
ทำไม….บางทีอาจเป็นคำที่ข้าอยากถามท่านที่สุด
นามของนางคือ ซูเยว่ซิน
นางเคยเป็นเด็กสาวมัธยมปลายธรรมดาๆคนนึง ใช้ชีวิตอยู่กับการเรียน มิตรสหาย และครอบครัว แต่อยู่มาวันนึงกลับถูกอุบัติเหตุรถชนจนทำให้มาอยู่ในร่างหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกัน
ซูเยว่ซินคนก่อนเป็นเด็กที่เกิดในตระกูลพ่อค้า นางได้รับความเอ็นดูจากทั้งบิดามารดา ขณะที่ติดตามครอบครัวมาทำการค้าขาย ขบวนสินค้าของนางก็บังเอิญถูกโจมตี ม้าที่นางขี่อยู่เกิดตกใจวิ่งหนีเข้าป่าไปอย่างรวดเร็ว จนนางพลัดตกจากม้า หัวฟาดพื้นเสียชีวิตลง
ตอนนั้นเองที่วิญญาณของซูเยว่ซินคนปัจจุบันเข้ามาแทนที่ เมื่อนางตื่นขึ้นมาก็พบว่ารอบข้างไม่เหลือใครอยู่เลย มีเพียงศพของโจรและผู้คุ้มกันที่ตายจากคมมีดดาบถูกทิ้งไว้
นางแบกร่างสังขารที่บาดเจ็บอยู่ เดินเลาะตามทางจนมาพบหมู่บ้านแห่งนี้ ยามพบเจอรอยยิ้มแสนใจดีของหัวหน้าหมู่บ้านที่เข้ามาถามไถ่สารทุกข์ ในใจนางคิดว่าวิบากกรรมคงหมดสิ้นแล้ว จะทราบได้อย่างไรว่ามันคือจุดเริ่มของเรื่องร้ายๆที่นางต้องเผชิญ
ยามนี้นางกลายเป็นนักโทษประหาร เพียงจากการพลั้งมือสังหารชายแก่ที่หมายจะขืนใจตน ในหัวนางยังมีภาพของเหรียญอีแปะพวงใหญ่ที่ถูกยัดใส่มือของเจ้าหน้าที่ว่าการ
คนทำก็ไม่ใช่ใครที่ไหน..
หญิงชราที่เพิ่งจะร้องเล่นเต้นงิ้วคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นด้านหน้านางนี่ไง!
โชคร้ายซูเยว่ซินเป็นแค่คนแปลกหน้าสำหรับหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อเทียบอีกฝ่ายที่อยู่หมู่บ้านนี้มาหลายสิบปี อีกทั้งยังเป็นภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้าน ไม่ต้องเดาว่าผู้คนจะเลือกฟังใคร
‘ช่างเถอะๆ ถึงอย่างไรข้าก็ตายมาแล้วครั้งนึง ชีวิตนี้เดิมทีก็ไม่ใช่สิ่งที่ข้าควรได้รับมา สาเหตุที่ข้าลงเอยเช่นนี้ อาจเพราะฟ้าดินต้องการริบมันคืนไปก็เป็นได้’
นางกล่าวปลอบใจตัวเอง พยายามมองโลกในแง่ดี
ตาของนางบัดนี้เริ่มพร่ามัว ก่อนที่มันจะหุบลง นางจดจำใบหน้าของหญิงชราไว้ในใจ รวมถึงเหล่าคนในหมู่บ้านที่บีบคั้นนางให้มีจุดจบน่าสมเพชเช่นนี้…
“แม่นางน้อย” เสียงเรียกคล้ายบุรุษดังขึ้นข้างหูนาง
เมื่อเห็นว่าซูเยว่ซินไม่ตอบสนอง อีกฝ่ายจึงเร่งเสียงขึ้น
“นี่แม่นางน้อย เจ้าตื่นสิ!”
ซูเยว่ซินที่สลบไสลอยู่ในที่สุดก็ตอบสนองต่อเสียงเรียกของอีกฝ่าย นางเผยอตาขึ้นมาจนพอให้เห็นภาพรอบข้าง ก่อนจะพบว่าคนที่เรียกนางเป็นชายหนุ่มคนนึง หน้าตาสุภาพอ่อนโยน ดวงตากระจ่างใสดุจดวงดารา เป็นใบหน้าแบบที่ทำให้ผู้คนเกิดความสนิทชิดเชื้อและเชื่อใจได้โดยง่าย
“นี่ข้าอยู่ที่ใดกัน”
นางสลึมสลือถามออกมา
“เจ้าเป็นนักโทษคิดว่าจะอยู่ไหนได้ละ หอสุรางั้นรึ?”
ซูเยว่ซินยันตัวลุกขึ้น นางไม่ถือสาคำยียวนยวนของอีกฝ่าย พลางตรวจดูร่างกายตัวเอง นอกจากแผลขนาดใหญ่ที่ศรีษะแล้ว บนตัวนางมีเพียงรอยช้ำเล็กน้อยเท่านั้น
‘นี่ข้ายังไม่ตายงั้นหรือ’
“เจ้าคงก่อคดีใหญ่โตไว้ข้างนอกสินะ ข้าเผลอคิดว่าเจ้าจะตายแล้วเสียอีก สภาพของเจ้ายามถูกพวกผู้คุมโยนเข้ามาในห้อง แทบมิต่างอันใดกับศพไร้ชีวิต”
“เจ้าช่วยข้าไว้?”
“ถ้าหมายถึงผ้าพันแผลที่หัวเจ้า ข้าใช้เศษเสื้อข้ามาทำผ้าพันแผลเอานะ หากเจ้าตายข้าก็ต้องนอนร่วมห้องขังกับศพนะสิ น่าขยะแขยงจะตาย”
ซูเยว่ซินมองผู้ชายตรงหน้า นางไม่รู้ควรจะขอบคุณอีกฝ่ายดีหรือไม่
ถึงอย่างไรเสียนางก็ต้องถูกประหารอยู่ดี นางอยากตายไปเลยเสียมากกว่าฟื้นมาทรมานอีกรอบ
“ขอบคุณ…”
สุดท้ายนางก็เอ่ยออกไป
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้ทำเพื่อเจ้า จะมาขอบคุณข้าทำไม” ชายหนุ่มบอกปัดบอกมือว่อน
ซูเยว่ซินไม่พูดอะไรต่อ นางนั่งนิ่งและหลับตาลงอย่างสงบ
เมื่อไม่มีการพูดคุย ห้องขังจึงสงบเงียบอยู่พักใหญ่ ก่อนชายหนุ่มในห้องจะทำลายมัน
“เจ้าทำตัวไม่เหมือนกับคนที่จะถูกประหารเลยนะ”
“เจ้าก็เช่นกัน” นางตอบกลับ
“ข้าไม่เหมือนเจ้า อีกเดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วยข้าออกจากที่นี่ ข้านะไม่ตายหรอก”
ชายหนุ่มกล่าว
“งั้นเหรอ ยินดีกับเจ้าด้วยนะ” ซูเยว่ซินยิ้มให้อีกฝ่าย ก่อนจะหลับตาต่อ
ปฏิกริยาของซูเยว่ซินผิดจากที่ชายหนุ่มคาดไว้ เขาจึงไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
ค่ำคืนในห้องขังผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับการคัดหนังสือท่ามกลางแสงเทียนอันน้อยนิด
อาหารเช้าของนักโทษเป็นข้าวต้มที่เหลวเป็นน้ำแกง
ชายหนุ่มห้องเดียวกับซูเยว่ซิน เขาใช้เวลาเพียงหนึ่งลมหายใจก็ส่งมันลงกระเพาะไปเรียบร้อย
“นี่ ถ้าเจ้าไม่กินมัน ข้าขอนะ”
ซูเยว่ซินพยักหน้า
สิ่งเดียวที่นางปราถนาคือความตาย นางไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ยกชามข้าวขึ้นซดทันที หลังจากกินเสร็จเขาก็ลูบท้องอย่างพึงพอใจ
“เอาละๆ เจ้าอย่าทำหน้าเศร้าไป เพื่อเป็นการตอบแทนข้าวชามนี้ เดี๋ยวข้าจะขอร้องให้พรรคพวกข้าให้ช่วยเจ้าออกไปด้วย เจ้าว่าดีไหม”
เมื่อเขาพูดจบก็มีสายลมพัดผ่านไปทั่วทั้งห้อง
ร่างของบุคคลที่สามที่ไม่เคยมีอยู่ก็ได้ปรากฏขึ้นกลางห้อง
คนผู้นี้สวมชุดสีดำอีกทั้งยังปิดบังใบหน้า ดูออกเพียงว่าเป็นบุรุษผอมบางผู้หนึ่งเท่านั้น
“ข้าว่านั้นไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะตัดสินใจเองได้หรอกนะ…หลิวจวิ้นเฉิง” ชายชุดดำพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พะ…พี่เฟย!”
บทที่ 2 ตัดสินใจ
บทที่ 2 ตัดสินใจ
“พี่เฟย ท่านมาพาข้าออกไปงั้นหรือ” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าหลิวจวิ้นเฉิงเอ่ยถาม ท่าทางของเขาลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด
“ยามนี้ข้าเพียงมาดูลาดเลาเท่านั้น เกรงว่าเจ้าคงต้องรออยู่ที่นี่ไปอีกสักพัก”
บุรุษชุดดำพูดพลางเหลือบตามองซูเยว่ซิน ก่อนหันไปถามหลิวจวิ้นเฉิง
“เจ้าต้องการพานางไปด้วย?”
คิ้วของชายชุดดำขมวดตัวลงเป็นนัยว่าไม่ค่อยเห็นด้วยนัก แต่ถึงกระนั้นหลิวจวิ้นเฉิงยังคงยืนกราน
“ไม่ดีเหรอพี่เฟย แม่ครัวหญิงคนนึงของกลุ่มเราเพิ่งจะเสียชีวิตไป ข้าว่าเราพานางไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลาหาคนมาแทนที่ อีกอย่างนางเป็นนักโทษประหาร ไม่มีที่ทางจะหลบหนี ไม่มีวันขายเราให้กับพวกสุนัขของทางการแน่”
บุรุษชุดดำนามขมวดคิ้วที่เรียวดุจกระบี่ เขาคิดว่ามันก็ฟังดูสมเหตุสมผลดี เพียงแต่การจะรับใคนสักคนเข้ามาในกลุ่มนั้น ไม่ใช่เรื่องที่นึกจะทำก็ทำทันที
ซูเยว่ซินยืนมองทั้งคู่ถกหารือกัน
นี่พวกเจ้าสองคนไม่คิดจะถามความเห็นของข้าหน่อยหรือ?
จะพาข้าไปโน้นไปนี่..
พูดเองเออเองกันทั้งนั้น!
แม้จะคิดเช่นนั้น แต่ในใจของซูเยว่ซินกลับเกิดทอประกายแห่งความหวังสายหนึ่งขึ้น
นี่นางจะไม่ตายแล้วใช่มั้ย?
นางจะรอดไปจากที่นี่ใช่มั้ย?
แม้ก่อนหน้านี้นางยินยอมพร้อมรอความตายไว้แล้ว แต่สุดท้ายอายุแท้จริงของนางเพียงแค่สิบเจ็ดปี เป็นวัยเริ่มต้นมุ่งหวังเส้นทางแห่งชะตาชีวิต มิใช่จมปลักหลักรอรับชะตากรรม
เมื่อมีทางรอดปรากฏขึ้น มีหรือที่ยินยอมจะปล่อยมือ
ซูเยว่ซินคิดเอ่ยปากกล่าวอะไรบางอย่าง
“ข้า…”
นางกล่าวได้เพียงคำเดียว ก็ถูกประโยคพูดของชายชุดดำพูดขัดขึ้น
“หากแค่พาเจ้าออกไปคนเดียวไม่ให้ผู้ใดพบเห็น ข้ายังพอมีความมั่นใจอยู่บ้าง แต่หากเจ้าต้องการพานางไปด้วย เกรงว่าคงไม่อาจรอดพ้นสายตาเวรยามรอบนี้ไปได้”
“พี่เฟยท่าน….” หลิวจวิ้นเฉิงตาเบิกกว้าง
“เจ้าเงียบก่อน”
บุรุษชุดดำพูดเสียงเรียบ หลิวจวิ้นเฉิงเมื่อได้ยินก็ปิดปากลงทันที
“ดังนั้นข้าจะเปลี่ยนแผน จากเดิมที่เราจะเร้นกายหลบหนีโดยไม่ให้มีผู้ใดไหวตัว ครั้งนี้เราจะชิงลงมือสังหารผู้คุมทั้งหมดก่อนจึงจะหนีออกไป เมื่อสักครู่ข้าตรวจดูแล้วที่นี่มีผู้คุมอยู่สิบสองคน แบ่งเป็นชุดละหกผลัดกันเวรยาม หากรีบลงมือคงจะใช้เวลาไม่นาน พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร”
หลิวจวิ้นเฉิงทำท่าจะคัดค้าน แต่จู่ๆเขาก็ทำสีหน้าราวกับเข้าใจบางอย่าง
“ข้าเอาตามท่านว่า” เขาตอบ
“เจ้าละ?” บุรุษชุดดำหันไปถามซูเยว่ซิน
“ขะ…ข้า” ซูเยว่ซินลังเลใจ นางย่อมรู้ว่านี่เป็นทางรอดสายเดียวที่เหลืออยู่ ถ้านางเอ่ยปฏิเสธ บุรุษตรงหน้าก็จะพาคนหลบหนีไปตามแผนเดิม และทิ้งนางไว้ในกรงขังแห่งนี้เพียงลำพัง
แต่จะให้นางฆ่าคน..นางจะทำได้อย่างไร!
แม้หัวหน้าหมู่บ้านอู่จะเสียชีวิตลงด้วยมือของนาง แต่นั้นเป็นการป้องกันตัวเท่านั้น นางไม่ได้มีเจตนาจะสังหารเขาแม้แต่น้อย จะเรียกว่าหัวหน้าหมู่บ้านอู่โชคร้ายก็คงไม่ผิด เพราะตัณหามากพ้นบดบังสติ เขาจึงพุ่งเข้าใส่หญิงสาวขณะยกมีดเกร็งถือไว้ เขาทำตัวเขาเองแท้ๆ
สำหรับซูเยว่ซิน ตัวนางมิได้แปดเปื้อนไปตามการกล่าวโทษที่ได้รับ ใจนางยังคงกระจ่างใสไร้ซึ่งมลทิน ไม่ยินยอมต่อโทษทัณฑ์ของตนมาโดยตลอด
แต่…หากครั้งนี้นางลงมือจริงๆแล้วละก็ ฐานะฆาตกรที่นางพยายามปฎิเสธมาตลอดก็จะกลับกลายเป็นจริงขึ้นมา
หากเป็นคนอื่น มันคงเป็นเรื่องโง่เขลามากที่ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องง่ายๆเช่นนี้ได้
มีชีวิตหรือตาย! ร้อยทั้งร้อยย่อมเลือกทางแรก
แต่ไม่ใช่สำหรับคนเช่นซูเยว่ชิน….
หากรอดไปแล้วอย่างไร?
นี่ไม่ใช่โลกที่นางเคยอยู่!
ไม่ใช่ยุคสมัยที่นางคุ้นเคย!
แม้แต่ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของนาง!
หากคิดพานางหลบหนี นางย่อมไม่ปฏิเสธ แต่หากต้องสังหารผู้บริสุทธิ์ เพื่อชีวิตที่แม้แต่นางยังมองไม่เห็นวันข้างหน้า
นางไม่ต้องการจริงๆ!
อาจเพราะโลกที่นางจากมานั้นการสังหารคนเป็นเรื่องร้ายแรง อาจเพราะเดิมนางเป็นเพียงเด็กมัธยมที่ความคิดยังบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอยู่ หรือบางทีนางอาจจะเป็นแค่คนโง่เง่าคนนึงเท่านั้น
นางตัดสินใจแล้ว!
ซูเยว่ซินกัดริมฝีปากจนสั่นสะท้านเพื่อหักห้ามใจ
“ข้าไม่เอาด้วย…”
“หากพวกเจ้ายินดีพาข้าหลบหนีออกไป ข้าซูเยว่ซินยินดีจะตอบแทนพวกเจ้า ทำงานรับใช้เยี่ยงม้าลาไม่ปริปาก ภักดีดุจดังขุนเขานิ่งไม่ไหวติง แต่หากจะให้ข้าฆ่าคนเพื่อหลบหนีละก็….ข้าขอปฏิเสธ”
เมื่อนางพูดจบรอบข้างก็พลันเงียบลง
หลิวจวิ้นเฉิงเมื่อได้ยินคำตอบของนางก็มีท่าทีผ่อนคลายลง
บุรุษชุดดำยังไม่แสดงสีหน้า เขาถามย้ำ
“เจ้าแน่ใจ? หากเจ้าไม่ไปกับพวกข้า สิ่งเดียวที่รอเจ้าอยู่คือความตายรู้ใช่มั้ย?”
“ข้าทราบ และข้าก็แน่ใจ”
ซูเยว่ซินมองหน้าอีกฝ่าย พลางกล่าวอย่างหนักแน่น
นางเห็นว่าเขากำลังขบคิดบางอย่าง คิ้วดุจกระบี่ของอีกฝ่ายคลายตัวลง ก่อนหันมาสบตานางแล้วพูดขึ้น
“ความคิดของเจ้ามันช่างไร้เดียงสาจนน่าหวาดหวั่น ข้ามั่นใจเจ้าจะต้องเป็นภาระของคนอื่นอย่างแน่นอนหากยังไม่ปรับปรุงตัว เอาไว้ข้าจะสั่งสอนเจ้าในภายหลัง”
เขาไม่สนซูเยว่ซินทำสีหน้างุนงง พร้อมหันไปพูดกับหลิวจวิ้นเฉิง
“ทำตัวตามปกติ ยามเที่ยงของพรุ่งนี้ข้าจะมารับพวกเจ้า”
เมื่อบุรุษชุดดำพูดจบก็มีลมกรรโชกสายหนึ่งพัดผ่านห้องขัง บีบให้ทั้งซูเยว่ซินและหลิงจวิ้นเฉิงต้องยกแขนขึ้นมาบดบังใบหน้า จนเมื่อสายลมหายไป ซูเยว่ซินก็พบว่าเขาจากไปแล้ว
นางยังคงงุนงง
บุรุษชุดดำไม่ได้ตอบว่าจะพานางไปด้วยหรือไม่ เขากลับพูดแบบกำกวม
บอกว่าข้าเป็น‘ภาระ’ นี่คือปฏิเสธข้าใช่หรือไม่?
จะสั่งสอนข้าภายหลัง? หรือนี่คือยอมรับข้าแล้ว?
‘โอ้ยย..เจ้าบ้า เป็นผู้ชายก็ช่วยหัดพูดจาให้มันชัดเจนหน่อยสิ’
นางกุมหัวส่ายไปมาอย่างคิดไม่ตก
หลิงจวิ้นเฉิงเห็นท่าทีที่น่าขับขันของนางจึงอดไม่ได้ที่จะพูด
“ฮ่าๆ เจ้าไม่ต้องวิตกไป เมื้อกี่พี่เฟยแค่ทดสอบเพื่อดูปฏิกริยาเจ้าเท่านั้น ขอแค่เจ้ามีความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับชีวิตคนอยู่บ้าง แม้สุดท้ายจะเลือกอีกทาง พวกเราก็ยังจะพาเจ้าออกไป”
“แต่เหมือนคำตอบของเจ้าจะทำให้พี่เฟยตกใจไม่น้อยนะ”
หลิวจวิ้นเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น
“จำเอาไว้ว่าต่อจากนี้เจ้าไม่ใช่ผู้บริสุทธิ์อีก ไม่ว่าความผิดที่เจ้ากระทำมาจะเป็นจริงหรือไม่ แต่เรื่องที่เจ้าหลบหนีการคุมขังนั้นเป็นเรื่องจริง เจ้าจะไม่มีทางจะขอพิสูจน์ล้างมลทิณในคดีที่เจ้าไม่ได้ก่อได้อีก ทางการจะประกาศจับตัวเจ้า ไล่ล่าเจ้า รูปวาดของเจ้าจะถูกติดตามถนนหนทางให้ชาวบ้านได้รู้ ไม่ว่าเด็กเล็ก ชายฉกรรจ์ แม่ม้าย หรือคนชรา พวกเขาจะจดจำเจ้าเอาไว้ขึ้นใจ”
“พวกเราไม่ฆ่าคนพร่ำเพรื่อแต่ไม่ใช่ไม่ฆ่า! ยามพวกพ้องมีภัยเจ้าต้องหยิบกระบี่ขึ้นสู้แม้ฝืนใจ”
“อย่าให้ใครเห็นว่าเจ้าเมตตา ยามพวกเราเลือกไร้ปราณี!”
“แม้พวกเรามิใช่มารร้าย แต่ก็ใช่ว่าจะยอมสละเลือดเพื่อพุทธะ!”
เมื่อพูดจบหลิวจวิ้นเฉิงก็ลดเสียงลง
“ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจความหมายของมัน ไม่เช่นนั้นเจ้าอาจจะเป็นคนที่เสียใจในท้ายที่สุด….”
ซูเยว่ซินตะลึงกลับภาพลักษณ์ที่จริงจังของหลิวจวิ้นเฉิง นางนึกว่าเขาเป็นคนขี้เล่น เอาแต่พูดจายียวนเสียอีก
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณสำหรับความหวังดีของเจ้า”
ซูเยว่ซินตกปากรับคำอย่างว่าง่าย ใจนางรู้ดีว่าที่นางคงจะดื้อรั้นต่อไปไม่ได้ไกล นางคงต้องรีบเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับที่นี่ให้เร็วที่สุด
หลังจากพูดคุยกัน ซูเยว่ซินและหลิวจวิ้นเฉิงก็รีบเข้านอนเพื่อเก็บแรงไว้หลบหนีวันพรุ่งนี้
ซูเยว่ซินตื่นมายามสาย นางขยี้ตางัวเงียก่อนพบว่ามีคนตื่นอยู่ก่อนนางแล้ว
หลิวจวิ้นเฉิงกำลังสำรวจด้านนอกผ่านหน้าต่างลูกกรง แต่ตำแหน่งห้องขังพวกเขาอยู่มุมในสุด ทำให้โดนบดบังการมองเห็นไปหลายส่วน
ซูเยว่ซินเห็นเค้ากำลังตั้งใจจึงไม่คิดรบกวน พลางเฝ้าดูอย่างนิ่งเงียบ
ผ่านไปได้ไม่นาน หลิวจวิ้นเฉิงก็พูดขึ้น
“มาแล้ว!”
ซูเยว่ซินหันไปตามเสียงก็พบว่ามีเวรยามคนนึงกำลังเดินมาทางห้องขัง ใบหน้าเวรยามผู้นั้นหยาบกร้าน รอยย่นที่หน้าผากเด่นชัด หน้าตาของเขาดูถมึงทึงสร้างความหวั่นเกรงให้แก่ผู้พบเห็น
เวรยามคนนั้นมาหยุดหน้าห้องขังของคนทั้งสอง
ซูเยว่ซินถึงกับตกใจ
นี่หรือว่าจะถึงเวลาประหารของนาง?
‘ไม่นะ อีกสักครู่ข้าก็จะได้ออกไปแล้วแท้ๆ’ สีหน้าของนางสลดลดอย่างเห็นได้ชัด
เวรยามคนนั้นไม่ได้สนใจนาง เขาไขกุญแจออกอย่างรวดเร็วก่อนเดินเข้ามาในห้องขัง
“เอาละ พวกเจ้าไปกันได้แล้ว” เวรยามคนนั้นกล่าวอย่างเรียบเฉย
ซูเยว่ซินจำน้ำเสียงนี้ได้ทันที
เวรยามตรงหน้านางคือบุรุษชุดดำเมื่อคืนนี้!
บทที่ 3 เทือกเขาวายุทมิฬ
บทที่ 3 เทือกเขาวายุทมิฬ
“เหตุใดเจ้าถึงยังไม่รีบออกมา อยากจะอยู่ที่นี่ต่อหรืออย่างไร” เมื่อเห็นซูเยว่ซินไม่ยอมขยับ เวรยามคนนั้นจึงพูดอย่างรำคาญ
ซูเยว่ซินพลันรู้สึกตัว นางรีบก้าวเท้าออกจากห้องขังราวกับกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
หญิงสาวเหลือบมองดูรอบด้าน พบว่านักโทษในห้องขังอื่นนั้นต่างหลับไหลกันหมด เพราะเหตุนี้จึงไม่มีนักโทษคนไหนเอะอะโวยวายยามพวกเขาแหกคุก
หลังจากรอหลิวจวิ้นเฉินที่ออกมาเป็นคนสุดท้ายด้วยความยืดยาด พวกเขาสามคนก็มุ่งหน้าไปภายใต้การนำของชายชุดดำในร่างคราบเวรยาม
สถานที่ที่ซูเยว่ซินถูกคุมขังไว้คือที่ว่าการอำเภอของเขตเขาทรายเหล็กในแคว้นต้าฉิน
เขตเขาทรายเหล็กตั้งอยู่บริเวณชายขอบของแคว้น มันอยู่ห่างจากนครเสียนหยางที่เป็นเมืองหลวงหลายพันลี้
ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากเมืองหลวง จำนวนคนที่เลือกมาตั้งถิ่นฐานที่นี่จึงมีน้อยยิ่ง รวมแล้วอาจจะมีผู้คนอาศัยอยู่ไม่ถึงหกร้อยครัวเรือน
นายอำเภอที่มาประจำที่นี่ชื่อหลี่ฮ่าว แรกเริ่มเดิมทีก็เป็นคนขยันทำงาน แต่หลังจากจมอยู่ที่เขตนี้มาสามปี คนผู้นี้ก็ถอดใจ คนยิ่งน้อยก็ยิ่งเก็บส่วยได้เพียงน้อยนิด หน้าที่รับผิดชอบก็ต่ำ โอกาสเลื่อนขั้นริบหรี่ พักหลังคนผู้นี้จึงแทบไม่ได้ประจำอยู่ที่ว่าการเลย เอาแต่ร่ำสุราเคล้านารีตั้งแต่หัววัน
“ตอนที่ข้ามาถึงหลี่ฮ่าวยังอยู่ที่หอนางโลม กว่าเวรยามคนแรกจะตื่นก็คงกินเวลาหนึ่งก้านธูป จากที่ว่าการไปหอนางโลมก็หลายร้อยก้าว ถึงตอนนั้นจะตามพวกเราก็คงไม่ทันแล้ว”
ชายชุดดำอธิบายเสียงเรียบ ระหว่างนั้นเขาก็เดินไปจูงม้าสีน้ำตาลสามตัวออกมา แล้วขึ้นไปขี่มัน
“ขึ้นม้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวจวิ้นเฉิงก็กระโดดขึ้นม้าทันที ผิดกลับซูเยว่ซินที่ได้แต่ยืนนิ่ง
นางขี่ม้าเป็นซะที่ไหน!
นางเกิดในเมืองหลวง เดินทางด้วยรถยนตร์ รถไฟฟ้าเป็นหลัก อย่างม้าเนี่ยนางเคยเห็นแค่ในทีวีกับตามสวนสัตว์เท่านั้นแหละ บอกให้นางขี่ม้าตอนนี้ ก็ไม่ต่างกับไล่นางไปขับเครื่องบิน!
ข้าขี่เป็นแค่จักรยานเท่านั้นแหละ! ซูเยว่ซินแอบร้องในใจ
“เจ้าขี่ม้าไม่เป็น?” ชายชุดดำเอ่ยถาม
สตรีที่ขี่อาชาไม่เป็นนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนใหญ่มักจะมีเพียงแต่บุตรีของเหล่าตระกูลที่มียศถาบรรดาศักดิ์ตามหัวเมืองใหญ่ หรือตระกูลของพวกแม่ทัพ ที่จะมีความสามารถเช่นนี้
เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้า ชายชุดดำก็สั่งให้หลิวจวิ้นเฉิงรับหน้าที่จูงม้าอีกตัว ก่อนจะเอื้อมมือฉุดหญิงสาว
“ส่งมือของเจ้ามาสิ”
ซูเยว่ซินลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายนางก็ยอมยื่นมือออกไปแต่โดยดี ทันทีที่มือนางสัมผัสกับอีกฝ่าย ร่างของนางก็รู้สึกเบาหวิวดุจขนนกที่ลอยขึ้นจากพื้น นางแทบไม่ต้องขยับตัวอันใด เมื่อรู้ตัวอีกทีตัวเองก็ลอยมานั่งอยู่บนหลังม้าเสียแล้ว
เมื่อครู่นี่เกิดอันใดขึ้น?
หรือจะเป็นกำลังภายในแบบในหนังจอมยุทธที่นางเคยดูงั้นเหรอ!
ซูเยว่ซินตกใจ
ชายชุดดำไม่ได้สนใจท่าทีของนาง เมื่อเห็นอีกฝ่ายอยู่บนหลังม้าแล้ว เขาก็สะบัดบังเหียนให้ม้าพุ่งตัวออกไป
หลังจากนั้นก็เกิดเหตุบางอย่างขึ้นที่ที่ว่าการอำเภอ เวรยามที่ตื่นขึ้นมาพบว่ามีนักโทษหายไป เขาจึงรีบไปแจ้งข่าวกับหลี่ฮ่าวที่หอนางโลม หลี่ฮ่าวที่อยู่ในสภาพเมามายเมื่อได้ความว่านักโทษประหารหลบหนีไปก็โมโหเดือดดาล พาลขว้างปาไหสุราแตกกระจาย
นี่เพราะซูเยว่ซินมีกำหนดต้องประหารต่อหน้าสาธารณชนพรุ่งนี้ ชาวบ้านในเมืองกับหมู่บ้านอู่ก็ล้วนแต่จะเดินทางมารับชม แถมตัวเขาเองก็ป่าวประกาศไปแล้วอย่างดี
แล้วตอนนี้นักโทษหนีไปแล้ว จะให้เขาทำยังไง!
หลี่ฮ่าวกุมขมับ
จะให้ชาวบ้านมายืนดูแท่นประหารที่ว่างเปล่า…ไม่มีทาง! ขืนเป็นชาวบ้านต้องไม่พอใจแน่
หรือจะใช้หัวของเขาแทนเเซ่นความผิด..ถุ้ย! มารดามันเถอะ!
ข้าคนแซ่หลี่ไม่ใช่พวกยอมตายกลืนเกียรติยศ!
หลี่ฮ่าวย้อนกลับมาที่ห้องขังพร้อมเวรยาม สภาพห้องขังนั้นเหมือนเดิมทุกประการเว้นแต่มีนักโทษหายไปสองคน ส่วนนักโทษและผู้คุมในห้องยังนอนหลับกันอยู่
หลี่ฮ่าวเมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็คิดแผนการขึ้นมาได้ พลันสีหน้าเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวถูกสิง
“ได้การละ”
หลี่ฮ่าวพึมพำก่อนหยิบดาบประจำตัวของเวรยามที่ตกอยู่ขึ้นมา เขากวัดแกว่งมันไปมาสองสามที ก่อนที่จะฟันลงไป
เป้าหมายก็ไม่ใช่ใครที่ไหน มันคือเวรยามที่กำลังหลับอยู่!
ฉัวะ!
หยดเลือดสาดกระเซ็นทั่วห้องขัง โลหิตแดงย้อมคมดาบสะพรั่ง ลมหายใจสายหนึ่งหายไปอย่างลาลับ ร่างศพแน่นิ่งไร้เคลื่อนไหว
หลี่ฮ่าวดูเย็นชา หลังจากฆ่าคนแล้วเขาก็เช็ดเลือดที่ติดอยู่ตามตัวออก จากนั้นก็ตีสีหน้าแสร้งละคร ทำทีเป็นเกรี้ยวกราด ร้องตะโกนออกเสียงดัง “ มือปราบ! เรียกมือปราบมานี่เดี๋ยวนี้! นักโทษสังหารผู้คุมหลบหนีไปแล้ว เร็วเข้า!”
เหล่ามือปราบใช้เวลาไม่นานก็มาถึงที่เกิดเหตุ การที่นักโทษฆ่าเจ้าหน้าที่แล้วหลบหนีนั้นมีไม่บ่อย ถือเป็นการกระทำที่อุกอาจและลบหลู่กฏหมายอันเป็นที่สุด โทษมีเพียงประหารด้วยการตัดคอเท่านั้น มันจึงเป็นคดีใหญ่ที่เหล่ามือปราบต้องให้ความสนใจ
“ท่านหลี่ฮ่าว ” มือปราบคนนึงเรียกเขา
“เราได้รับแจ้งว่าคนร้ายหนีออกไปนอกเมืองแล้ว จะจัดการยังไงดีครับ”
“คนร้ายที่หลบหนีไป นอกจากหญิงสาวคดีสกุลอู๋แล้ว ยังมีใครอื่นอีกไหม”
หลี่ฮ่าวถาม
“มีอีกผู้นึงครับ เป็นชายไม่ทราบชื่อ ไม่ทราบทะเบียน เราไปพบเขาตอนกำลังหมดแรงอยู่ท่ามกลางศพนับสิบ ข้าตรวจสอบแล้วพบว่าศพทั้งหมดนั้นล้วนเป็นพวกโจรป่า คิดว่าพวกมันคงเกิดขัดแย้งกันจนสุดท้ายเหลือรอดแค่คนเดียวครับ” มือปราบพูดพร้อมยื่นกระดาษบันทึกให้ดู
หลี่ฮ่าวมองอย่างขอไปที
“หึ! ปล่อยมันไปก่อน ตอนนี้ให้ความสำคัญกับคดีสกุลอู๋ก่อน”
นักโทษหลบหนีคนเดียวก็ทำเขาเสียหน้าแย่แล้ว ยังจะหาภาระมาให้อีกคน
อยากให้ข้าโดนปลดหรืออย่างไร!
ตอนนี้เขาโยนความโกรธแค้นของผู้คนไปให้ซูเยว่ซินเรียบร้อยแล้ว ผู้คนจะกล่าวโทษซูเยว่ซินที่โหดเหี้ยมอำมหิตเกินไป มิใช่โทษเขาที่ไร้ความสามารถ
เช้าของวันรุ่งขึ้น ก็ได้มีภาพวาดหญิงสาวผมดำยาว มีดวงตาดุจไข่มุกสีนิล ลักษณะค่อนข้างผอมถูกติดไว้ทั่วเมือง มันก็คือรูปเหมือนของซูเยว่ซินที่ถูกตั้งประกาศจับ
พบเห็นเบาะแส ห้าตำลึง
นำตัวมาส่งทางการไม่ว่าเป็นหรือตาย ยี่สิบตำลึง
ส่วนซูเยว่ซินผู้ถูกประกาศจับไม่รู้เรื่องราวอันใด ตอนนี้นางรู้สึกอ่อนล้ามากจากการเดินทางข้ามคืน อีกทั้งสภาพร่างกายนางก็ไม่ค่อยจะดี นางได้แต่ภาวนาให้ถึงที่หมายเร็วขึ้นอีกสักนิด
ไม่รู้ว่าเพราะสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่อ่อนลงของอีกฝ่ายหรือย่างไร อยู่ดีๆร่างชุดดำจึงกล่าวขึ้นมา “พวกเราใกล้แล้ว ไม่เกินครึ่งชั่วยามคงถึงค่ายหลัก”
สิ่งนี้ทำให้ซูเยว่ซินมีกำลังใจขึ้นเล็กน้อย
ชายชุดดำไม่ได้พูดโกหกแต่อย่างใด หลังจากนั้นครึ่งชั่วยามพวกเขาก็มาถึงเทือกเขาสูงใหญ่ แนวเขาทอดตัวยาวหลายสิบลี้ พื้นที่รอบนอกถูกปกคลุมไปด้วยพงไพรหนาทึบ กิ่งก้านไม้เบียดเสียดกันจนแสงแทบมิอาจรอดผ่าน
“ถึงแล้ว นี่แหละฐานของพวกเรา เทือกเขาวายุทมิฬ” หลิวจวิ้นเฉิงพูด
“เทือกเขาวายุทมิฬ? เหตุใดจึงเรียกมันเช่นนั้น” ซูเยว่ซินสงสัย
“เทือกเขานี้เป็นถิ่นฐานของกลุ่มโจรหลายกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มโจรไร้ชื่อ ไร้นาม ไปจนถึงกลุ่มโจรที่ชื่อเสียงกระฉ่อน ทางการหมายหัว ที่นี่กลุ่มโจรวายุทมิฬเป็นที่รู้จักมากที่สุด ผู้คนจึงเรียกขานเทือกเขานี้ตามชื่อของกลุ่มโจรวายุทมิฬ”
ซูเยว่ซินผงกศีรษะรับรู้
นางพยายามจดจำข้อมูลที่ได้มา ดูเหมือนที่นี่จะเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกโจรทั้งหมด นางต้องหาของป้องกันตัวเสียก่อนเมื่อไปถึง ประสบการณ์จากผู้ใหญ่บ้านอู๋ทำให้นางรู้จักระวังตัว นางจะไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบแน่!
หลังจากขี่ม้าเข้ามาในป่าสักพัก ชายชุดดำก็ลงจากม้า
“หลิวจวิ้นเฉิง ต่อจากนี้เจ้ารับผิดชอบพานางไปค่ายย่อยที่สาม อธิบายทุกอย่างให้นางฟัง ส่วนข้าจะกลับไปเอายาจากท่านหมอกู่มาให้”
หลิวจวิ้นเฉิงพยักหน้า ก่อนขึ้นขี่ม้าแทนเขา
ค่ายย่อยที่สาม? มันหมายถึงอะไร?
ซูเยว่ซินงงงวย
หลิวจวิ้นเฉิงไม่ได้ตอบคำถามนาง เขาขี่ม้าไปคดเคี้ยวไปมา บางครั้งเขาจะหยุดดูรอบๆก่อนจะตัดสินใจว่าจะไปทางไหน ไม่นานนักท่ามกลางป่าที่ค่อนข้างมืด ก็พบช่องทางที่มีแสงสว่างอยู่ตรงปลาย
เมื่อม้าพุ่งตัวผ่านช่องแสงนั้นไป ซูเยว่ซินก็ได้พบว่ามันเป็นโล่งแจ้งขนาดใหญ่ท่ามกลางป่า ดูด้วยตาเปล่าน่าจะประมาณหลายสิบหมู่ ซูเยว่ซินพบเห็นผู้คนเข้าออกบ้านเรือน เห็นคนขุดดินเตรียมหว่านเมล็ดบางอย่าง บางคนก็หาบน้ำมาจากที่ไหนสักแห่ง
นี่มันแทบไม่ต่างจากหมู่บ้านอู๋ที่นางเพิ่งจากมา เพียงแต่พื้นที่น้อยกว่าเท่านั้นเอง ผู้คนก็ดูเหมือนชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ผิดจากค่ายโจรในความคิดนางไปลิบลับ
ไม่ใช่ว่าต้องเต็มไปด้วยชายฉกรรจ์ป่าเถื่อนชื่นชอบการฆ่าฟัน?
ไม่ใช่ว่านางต้องนอนกลางป่า ขุดหารากไม้หนอนแมลงประทังชีวิต?
ไหนละกลิ่นคาวเลือดอันคละคลุ้ง?
ตัดหัวเสียบประจานหน้าค่ายละ?
ไม่มีสักอย่างเลยเหรอ!
ซูเยว่ซินกล่าวปฏิญาณในใจ ถ้านางกลับโลกเดิมได้นางจะเลิกดูหนังหลอกหลวงพวกนั้นอีก!