โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ไทยยูเนี่ยนส่ง ‘ไอ-เทล’ บริษัทลูกบุกตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.ค. 2565 เวลา 02.34 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2565 เวลา 04.31 น.

ในช่วงโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก หลายธุรกิจปิดตัวลง ต่างจาก“ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง” ที่เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่ซบเซา นำมาสู่การสปินออฟ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC บริษัทลูก ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป หรือทียู สามารถสร้างรายได้เติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 15% ต่อปีต่อเนื่อง จนสร้างยอด 14,529 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และมีดีกรีเป็นถึงท็อป 10 ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงของโลก หรือท็อป 2 ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในเอเชีย และกำลังจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเร็ว ๆ นี้

แฟลกชิปไทยยูเนี่ยน

นายพิชิตชัย วงศ์ปิยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธุรกิจไอ-เทลเกิดจากแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับชิ้นส่วนของปลาที่ไม่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ของไทยยูเนี่ยนได้ ให้เป็นผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณค่าทางโภชนาการ รสชาติอร่อย จนได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าเจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำทั่วโลก

“ในยุคโควิด-19 คนทำงานที่บ้าน คนยุคใหม่เลือกที่จะโสด หรือมีครอบครัวที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นเสมือนสมาชิกคนสำคัญ อาหารสัตว์เลี้ยงคุณภาพระดับพรีเมี่ยมจึงเข้ามาตอบโจทย์”

โมเดลธุรกิจไอ-เทลให้บริการรับจ้างผลิตสินค้า (OEM) อาหารสัตว์เลี้ยงอย่างครบวงจรให้กับแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงชั้นนำของโลก 99% และผลิตภายใต้แบรนด์ ไอ-เทล เอง ได้แก่ Bellotta, Marvo, ChangeTer, Calico Bay และ Paramount มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายกว่า 4,600 ราย ได้รับการจัดจำหน่ายกว่า 45 ประเทศทั่วโลก

“ที่ผ่านมาจากการปรับโครงสร้างไอ-เทลเป็นแฟลกชิปของไทยยูเนี่ยนด้านผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก จึงได้มุ่งพัฒนาสินค้า จุดเด่นของแพลตฟอร์มรับผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีบริการครบวงจรตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะตัว จนถึงการผลิตในทุกขั้นตอน และมีระบบนิเวศเชิงนวัตกรรม เน้นเรื่องความยั่งยืน มีศูนย์ Global Innovation Center และยังมีโรงงานต้นแบบสำหรับผลิตภัณฑ์สินค้าทดลองให้ลูกค้าก่อนพัฒนาสู่ตลาดจริง รวมทั้งศูนย์ i-Tail Cattery เพื่อศึกษาอาหารสำหรับแมวโดยเฉพาะ”

ซึ่งบริษัทมีความชำนาญในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกที่ผลิตจากเนื้อปลา ซึ่งมีกระบวนการผลิตที่ยากโดยเฉพาะในการที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกมีรูปร่างหน้าตาที่ดี ทั้งรูปแบบของน้ำเกรวี่ น้ำซุป เยลลี่ และร็อกสตาร์ หรือโปรตีนที่เหมือนเนื้อสัตว์ มีคุณค่าทางโภชนาการ และได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แรงงานถูกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นและจุดเเข็งของบริษัท

ผลิต 1.7 แสนตันต่อปี

ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานในจังหวัดสมุทรสาคร และสงขลา กำลังผลิตรวม 172,786 ตัน/ปี มีคลังสินค้า 68,770 พาลเลต นำระบบการผลิตแบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการควบคุมต้นทุน การผลิตทั้งหมดล้วนผ่านมาตรฐาน GMP HACCP/BRC Global Standard for Safety มีแหล่งวัตถุดิบที่น่าเชื่อถือ โดยปลาทูน่าซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 43-49% ของมูลค่าการสั่งซื้อวัตถุดิบรวม ภายใต้กลุ่มไทยยูเนี่ยน

“ปีนี้มองว่าน่าจะใกล้เคียงปีที่แล้วที่ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) 5 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 5.5-5.8% โดยแบ่งสัดส่วนรายได้ปี 2564 อเมริกา 44.9% ยุโรป 19.4% ญี่ปุ่น 14.5% และจีน 3.2%”

รับมือวิกฤตพลังงาน

“บริษัทได้วางแผนรองรับวิกฤตพลังงานที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มทุกรายการ โดยเฉพาะค่าขนส่ง ค่าเฟรท เเพ็กเกจจิ้งเพิ่ม 10-15% เราได้บัฟเฟอร์วัตถุดิบไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จึงสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี สะท้อนจากยอดขาย ส่วนการกำหนดราคาขาย หากเทียบกับต้นทุนเเล้ว เราพิจารณาภาวะตลาดเป็นหลัก เงินบาทที่อ่อนส่งผลดีมากน้อยแค่ไหนก็เป็นไปตามกลไลตลาดเรามีทีมมอนิเตอร์เฉพาะ”

สำหรับการที่บริษัทยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรกและแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับแผนการเสนอขายหุ้นสามัญให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรก หรือ IPO จำนวนไม่เกิน 660 ล้านหุ้น ประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 600 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยไทยยูเนี่ยนจำนวนไม่เกิน 60 ล้านหุ้น มีเป้าหมายเพื่อนำมาลงทุนในการปรับปรุงโรงงานทั้ง 2 แห่ง ต่อยอดศักยภาพ ปันผลไม่น้อยกว่า 50%

โอกาสเติบโตสูง

โดยมองว่าโอกาสเติบโตตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลก (CAGR) ที่ 7.1% ในอีก 5 ปีข้างหน้าจากปีที่ผ่านมามียอดขายปลีกประมาณ 131,000-135,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะตลาดจีน คาดว่าจะเติบโต 19.8% ต่อปี และในอีก 5 ปีข้างหน้ายังมีช่องว่างในการเติบโตได้อีก เพราะจากรายได้รวมของไอ-เทล จากจีนเพียง 3% เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีตลาดยุโรป และอเมริกา

ขณะที่มูลค่าตลาดรวมอาหารสัตว์เลี้ยงไทย 40,000 ล้านบาท แบ่งเป็นอาหารสุนัข 50% และอาหารแมว 50% ซึ่งผลิตภัณฑ์หลัก ไอ-เทล สอดคล้องกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีโอกาสเติบโตสูงในช่วง 5 ปี (2564-2569) ทั้งอาหารแมวที่คาดว่าจะโต 8.2% ต่อปี และอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียกสำหรับแมวและสุนัขที่คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 10.7%

“ข้อได้เปรียบของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นเทรนด์สินค้าที่เติบโตไปอีกหลายปี ไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร คนเลี้ยงน้องหมาและน้องแมวก็ยอมจ่ายในราคาที่สูงได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...