โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ จับตาสัปดาห์หน้า 5 ปัจจัยสำคัญ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ม.ค. 2568 เวลา 15.17 น. • เผยแพร่ 11 ม.ค. 2568 เวลา 05.11 น.

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ ขณะที่หุ้นไทยร่วงลงต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อน กสิกรไทยแนะจับตา 5 ปัจจัยสำคัญในสัปดาห์หน้า ทั้งสัญญาณเงินทุนต่างชาติ ทิศทางเงินหยวนและราคาทองคำในตลาดโลก และสัญญาณเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงผลประกอบการไตรมาส 4/2567 ของ บจ.ไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 34.73 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในระหว่างสัปดาห์สอดคล้องกับเงินหยวนและสกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย

เงินบาทอ่อนค่าลงในช่วงต้นสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคและเงินหยวนท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากประเด็นนโยบายด้านการค้าระหว่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์

เงินบาทขยับแข็งค่าเล็กน้อยในช่วงต่อมา หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯ ถูกกดดันช่วงสั้นๆ หลังมีรายงานข่าวระบุถึง แนวทางการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจจะเป็นไปอย่างจำกัดเฉพาะบางกลุ่มสินค้า อย่างไรก็ดี เงินบาททยอยอ่อนค่ากลับมาอีกครั้งในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าวในภายหลัง

กราฟค่าเงินบาท

นอกจากนี้ เงินบาทยังมีปัจจัยลบจากแรงขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่มีแรงหนุนจากบันทึกประชุมเฟดและตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด (อาทิ ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน และดัชนี ISM ภาคบริการ) และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ซึ่งสะท้อนสัญญาณว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดอาจชะลอแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้

ในวันศุกร์ที่ 10 ม.ค. 2568 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 34.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 34.46 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (3 ม.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 6-10 ม.ค. 2568 นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย 1,383 ล้านบาท และ 3,354 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับสัปดาห์ถัดไป ระหว่างวันที่ 13-17 ม.ค. 2568 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 34.40-35.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณเงินทุนต่างชาติ ทิศทางเงินหยวนและราคาทองคำในตลาดโลก และสัญญาณเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อในมุมมองผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดค้าปลีก ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้าน และการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนม.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

นอกจากนี้ตลาดยังรอติดตามอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของอังกฤษและยูโรโซน และตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2567 และข้อมูลเศรษฐกิจจีนเดือนธ.ค. รวมถึงสัญญาณเกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ด้วยเช่นกัน

กราฟตลาดหุ้นไทย

ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยผันผวนระหว่างสัปดาห์ ก่อนจะปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงช่วงต้นสัปดาห์ โดยเผชิญแรงกดดันหลักๆ จากหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าจากความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการปรับลดค่าไฟ และหุ้นกลุ่มสื่อสารจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของพ.ร.ก. ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก่อนจะดีดตัวขึ้นในเวลาต่อมาขานรับรายงานข่าวที่ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจพิจารณาจัดเก็บภาษีนำเข้าเป็นรายอุตสาหกรรม แทนการจัดเก็บภาษีในวงกว้าง

ดัชนีหุ้นไทยกลับมาย่อตัวลงอีกครั้งตั้งแต่ช่วงกลางสัปดาห์สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยมีปัจจัยลบจากคาดการณ์เกี่ยวกับการชะลอการปรับลดดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ รวมถึงรายงานข่าวที่ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ มีแผนจะประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจแห่งชาติเพื่อให้มีอำนาจในการตั้งกำแพงภาษีนำเข้า

นอกจากนี้กรณีจำนำหุ้นของผู้บริหารบจ. แห่งหนึ่งก็นับเป็นอีกปัจจัยที่กระทบบรรยากาศของตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ดี ดัชนีหุ้นไทยฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนช่วงท้ายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนหลักๆ จากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อนึ่งสัปดาห์นี้หุ้นกลุ่มแบงก์และกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นสวนทางภาพรวมตลาดท่ามกลางแรงซื้อเก็งกำไรก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 4/2567

ในวันศุกร์ที่ 10 ม.ค. 2568 ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,367.99 จุด ร่วงลง 1.21% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 40,287.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.70% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 4.24% มาปิดที่ระดับ 294.38 จุด

ส่วนสัปดาห์ถัดไป (13-17 ม.ค. 68) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,350 และ 1,330 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,380 และ 1,400 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ผลประกอบการไตรมาส 4/2567 ของบจ.ไทย โดยเฉพาะกลุ่มแบงก์ และทิศทางเงินทุนต่างชาติ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต ดัชนีราคาผู้บริโภค ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. 2567 รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภคเดือนธ.ค. 2567 ของยูโรโซน รวมถึงตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/2567 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนธ.ค. 2567 ของจีน อาทิ ยอดค้าปลีก และผลผลิตภาคอุตสาหกรรม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 6 สัปดาห์ จับตาสัปดาห์หน้า 5 ปัจจัยสำคัญ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...