โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นบัณฑิตตัวน้อยสกุลฟ่าน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 ก.พ. 2568 เวลา 14.12 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2567 เวลา 13.35 น. • Serial.print()
เขาตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองกลายเป็นเกอตัวน้อยในวัยสิบขวบนามว่าฟ่านฟ่าน อาศัยอยู่ในหมู่บ้านสิบลี้เขตนอกกำแพง

ข้อมูลเบื้องต้น

ฟ่านฟ่านเป็นนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง เขาประสบอุบัติเหตุถูกรถชนตอนเดินข้ามถนน ทำให้ไปเกิดใหม่ในร่างของเกอน้อยวัยสิบขวบผู้หนึ่ง ที่อาศัยอยู่ในเรือนสกุลฟ่าน หมู่บ้านสิบลี้ แคว้นต้าหลี่

เขาพบว่าสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้ดีที่สุดก็คือการเรียนหนังสือ ฟ่านฟ่านจึงตัดสินใจว่าจะสอบเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงอันดับหนึ่งของแคว้นให้ได้ ด้วยเหตุนี้ฟ่านฟ่านจึงกลายเป็นบัณฑิตตัวน้อยผู้ใฝ่เรียนรู้

แต่เพราะที่บ้านมีฐานะยากจน ฟ่านฟ่านจึงต้องทำงานคัดลอกตำราเพื่อส่งเสียตนเองเรียน ทำให้เขาได้รู้จักกับชายหนุ่มแก่เรียนที่ชอบซื้อตำราผู้หนึ่งเข้า พวกเขากลายมาเป็นสหายรู้ใจกันและยังได้เป็นบัณฑิตร่วมสำนักในเวลาต่อมา

.

หลังจากใช้ความพยายามอย่างหนัก ฟ่านฟ่านก็สามารถสอบเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงอันดับหนึ่งของแคว้นได้แล้ว ด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาต้องย้ายเข้าไปใช้ชีวิตในสำนักศึกษาที่มีแต่บัณฑิตผู้พากเพียรในการเรียนรู้

ฟ่านฟ่านสามารถเก็บเงินก้อนแรกจากการเขียนหนังสือมาซื้อรถม้าให้กับครอบครัว สร้างอาชีพใหม่ให้กับผู้เป็นบิดา และเจ้าตัวยังมีความฝันว่าจะซื้อบ้านในเขตกำแพงเมืองให้กับสกุลฟ่านอีกด้วย

เกอตัวน้อยต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อลบคำครหาที่ว่าเป็น เกอแม้จะเรียนหนังสือแต่ก็ไม่มีวันสอบเข้าเป็นขุนนางได้ ด้วยการพิสูจน์ว่าการเรียนไม่จำเป็นต้องเป็นขุนนางก็สามารถใช้ความรู้ที่มีเลี้ยงดูตนเองได้

อุปสรรคที่ต้องเผชิญเหล่านี้ ท้ายที่สุดก็เป็นทางผ่านให้ฟ่านฟ่านในวัยสิบขวบได้เติบโตขึ้นในวันข้างหน้า…

ท้ายที่สุดแล้วฟ่านฟ่านก็สามารถซื้อเรือนในตัวเมืองด้วยความสามารถด้านการคำนวณที่เก่งกาจของตน คนสกุลฟ่านจึงได้ย้ายสำมะโนครัวเข้าไปเป็นคนเมืองและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายอยู่ในเขตกำแพง

ช่วงเวลาแห่งการเติบโตของฟ่านฟ่าน เขาใช้มันไปกับการคบหาสหายที่รู้ใจ พัฒนาทักษะความรู้ความสามารถของตนไปจนถึงขีดสุด และยังได้ออกตำราโดยมีอาจารย์จากสำนักศึกษาต้าเสวียเป็นผู้ลงนามบนหน้าปก มันถูกวางขายไปทั่วแคว้นจนเป็นที่รู้จักของเหล่าบัณฑิต

จุดหมายปลายทางที่ฟ่านฟ่านวางเอาไว้มันค่อย ๆ ประสบความสำเร็จเข้ามาทีละก้าวจากความเพียรพยายามของตนเอง นั่นก็ชี้ให้เห็นแล้วว่าความพยายามไม่เคยทำร้ายฟ่านฟ่านเลย…

อัปเดตทุกวันเวลา 06.00 น.

มีการติดเหรียญตอนอ่านล่วงหน้า

การแบ่งเขตการปกครอง

ในเรื่องเป็นระบบประมุขศักดินา อธิบายลักษณะพิเศษของการปกครองได้ดังนี้

1. อำนาจสูงสุดอยู่ในมือของฮ่องเต้เพียงผู้เดียว

2. อำนาจของฮ่องเต้นี้ไม่อาจถ่ายโอน เมื่อฮ่องเต้ครองราชย์แล้ว จะครองอำนาจชั่วชีวิต ไม่อาจสับเปลี่ยน

3. ฮ่องเต้สวรรคตแล้ว ตำแหน่งตกทอดแก่บุตรชายเท่านั้น

4. โครงสร้างองค์กรทางการเมืองถือหลัก ขุนนางต่ำศักดิ์กว่าฮ่องเต้เสมอ

แคว้นต้าหลี่มีเมืองหลวงเป็นศูนย์กลางการปกครอง โดยกระจายอำนาจการปกครองออกเป็นหัวเมืองต่าง ๆ ทั่วแคว้น

เมืองหลวงแบ่งเขตที่อยู่อาศัยออกเป็นสามเขต

เขตเมืองชั้นใน ที่ตั้งของพระราชวัง ตำหนักของเชื้อพระวงศ์ จวนขุนนางและสำนักศึกษาหลวงเขตเมืองชั้นนอก เป็นที่อยู่ของพ่อค้าและชาวบ้านทั่วไป เป็นที่ตั้งของร้านค้าและที่ทำงานของชาวบ้านเขตนอกกำแพง เป็นที่อยู่ของชาวนาและกรรมกร

บทที่ 1 ตอนที่ 1 สกุลฟ่าน

ณ เมืองหลวง อาณาจักรต้าหลี่…

ท้องฟ้าหลังจากหยาดน้ำฝนโปรยปราย มีเมฆสีขาวปกคลุมเป็นกลุ่มก้อนลอยเคว้งอยู่บนอากาศ หมู่บ้านแห่งหนึ่งห่างออกไปจากประตูเมืองหลวงทิศใต้ราวสิบลี้

เรือนหลังหนึ่งตั้งอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้านใกล้กับถนนหลวง เป็นเรือนขนาดหนึ่งลาน มีสองห้องนอน หนึ่งห้องครัวแยกออกมาจากตัวเรือน กำแพงเรือนทำจากหินและดินเหนียว หลังคาเรือนมุงด้วยหญ้าคา รอบบ้านมีกำแพงจากหินล้อมรอบเอาไว้อย่างดี ที่แห่งนี้คือเรือนของสกุลฟ่าน

ฟ่านจื่อ หัวหน้าสกุลฟ่านตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อคืนฝนตกหนักทำให้อากาศในเช้านี้เย็นยิ่งนัก มือหนาเอื้อมไปหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวให้ภรรยาแสนรักอย่างเบามือที่สุด มองใบหน้ายามหลับตาพริ้มแต่มุมปากกลับยกขึ้นน้อย ๆ พาให้หัวใจชายฉกรรจ์อ่อนยวบ

เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ชายฉกรรจ์อย่างฟ่านจื่อจึงต้องเข้าไปทำงานร้านตีเหล็กในตัวเมืองทุกวัน แม้วันนี้อากาศจะดีเพียงใด ก็ต้องหักห้ามใจในการนอนกอดภรรยาต่ออยู่บนเตียง แล้วลุกขึ้นเตรียมออกไปทำงาน

ปีนี้ฟ่านจื่ออายุครบสามสิบแล้ว เขามีใบหน้าเหลี่ยมคิ้วหนา มีผิวดำคล้ำ ร่างกายสูงใหญ่กำยำ แขนมีกล้ามเป็นมัด เนื่องจากทำงานเป็นช่างตีเหล็กมานานปี

เขาเป็นบุตรชายคนเล็กของสกุลฟ่าน หลังจากบิดามารดาเสียชีวิต พี่น้องทุกคนของเขาจึงตัดสินใจแยกบ้าน และแบ่งทรัพย์สมบัติกันตามความเหมาะสม

เนื่องจากฟ่านจื่อเป็นบุตรชายคนเล็กและเป็นบุตรคนที่สามของตระกูล ทรัพย์สมบัติที่ได้จึงน้อยกว่าพี่ชายและพี่สาว เมื่อแยกบ้านออกมาแล้ว เขาจึงซื้อเรือนหนึ่งลานขนาดเล็ก ที่ตั้งอยู่หมู่บ้านสิบลี้ไกลออกมาจากตัวเมืองเพื่อให้ครอบครัวได้อยู่อาศัย

พี่ชายคนโตย้ายถิ่นฐานออกจากเมืองหลวงไปตั้งรกรากใหม่อยู่ที่แดนเหนือของแคว้น ทำงานด้านการค้าขาย พี่สาวคนรองแต่งงานและย้ายถิ่นฐานไปตามสามีอาศัยอยู่ในแดนใต้ของแคว้น

ตอนนี้สกุลฟ่านจึงเหลือเพียงฟ่านจื่อที่เป็นบุตรคนเล็ก ชายฉกรรจ์อาศัยอยู่กับภรรยาและบุตรทั้งสองในหมู่บ้านสิบลี้ใกล้เมืองหลวงแห่งนี้

เมื่อฟ่านจื่อสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็เดินย่องออกมาจากห้องนอน เตรียมไปทำอาหารง่าย ๆ กินที่ครัวแล้วออกไปทำงาน

ในห้องครัวมีคนอยู่ก่อนแล้ว เป็นก้อนน้อยสองก้อนกำลังช่วยกันหุงข้าวอย่างทุลักทุเล ทั้งสองคือบุตรเกอของฟ่านจื่อที่ภรรยาแสนรักคลอดออกมาเป็นแก้วตาดวงใจให้เขา

ฟ่านฟ่าน เกอตัวน้อยอายุสิบขวบ มีใบหน้าทรงกลม คิ้วดุจกิ่งหลิวเหมือนมารดา ดวงตาหงส์ ใต้ตาข้างซ้ายมีไฝเม็ดเล็กปรากฏอยู่ ผมดำดั่งน้ำหมึก ผิวสีขาวอมชมพู หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูสมวัย มวยผมเอาไว้เหนือศีรษะ สวมเสื้อและกางเกงสีเทา

เจ้าตัวกำลังก่อไฟในเตา โดยมีเด็กตัวน้อยอีกคนกำลังให้ความช่วยเหลือ เด็กตัวน้อยที่ว่าก็คือฟ่านเหวยน้องชายของฟ่านฟ่านนั่นเอง

ฟ่านเหวย เกอตัวน้อยอายุห้าขวบ มีใบหน้าทรงกลม คิ้วดุจกิ่งหลิว ดวงตาดุจผลซิ่งเหมือนมารดา ผิวสีขาวอมเหลือง มีใบหน้าคล้ายพี่ชายถึงห้าส่วน แต่ตัวเตี้ยเท่าเอวพี่ชายเท่านั้น

“พวกเจ้าทำสิ่งใดกัน?”

ฟ่านจื่อถามขึ้นอย่างสงสัย ท้องฟ้ายังมืดอยู่เลย แต่บุตรเกอทั้งสองของเขากลับตื่นแล้ว แถมยังกำลังจุดไฟเสียควันเต็มไปหมด ประเดี๋ยวข้างบ้านจะหาว่าไฟไหม้เสียหรอก ควันเยอะขนาดนี้

“ท่านพ่อ ท่านตื่นแล้ว ข้ากับพี่กำลังจะทำอาหารเช้าให้ท่านขอรับ”

ฟ่านเหวยรีบกระโดดเข้าไปเกาะขาบิดาแล้วกล่าวขึ้นเสียงใส วันนี้เขาได้ยินเสียงพี่ชายลุกจากที่นอนตั้งแต่เช้าจึงรีบคลานตามออกมา เป็นปกติของเด็กที่มักจะเร็วต่อเสียงความเคลื่อนไหวรอบตัว เขาและพี่ชายนอนด้วยกันจึงตื่นพร้อมกัน

“เหวยเอ๋อร์ออกไปข้างนอกเถิด ในนี้มีแต่ควัน ประเดี๋ยวจะสำลักเอา”

มองใบหน้าเล็กที่เปื้อนไปด้วยคราบดำของควันไฟแล้ว ใจของชายฉกรรจ์ก็ยิ่งเหลวเป็นน้ำ เจ้าตัวเล็กทั้งสองของฟ่านจื่อถึงกับตื่นขึ้นมาเพื่อทำอาหารให้บิดาเช่นเขา ช่างน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน

“ข้าอยากช่วยพี่ชายทำอาหารขอรับ”

ศีรษะเล็กส่ายไปมาเพื่อปฏิเสธ ฟ่านเหวยอยากช่วยบิดาและพี่ชายทำงาน แม้เขาจะตัวเตี้ย แต่ก็สามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อครู่นี้เขายังช่วยสอนพี่ชายใช้ตะบันไฟอยู่เลย

“ไปเถอะเดี๋ยวพ่อทำเอง”

มือแกร่งยกขึ้นมาเช็ดใบหน้าเล็กที่เปรอะเปื้อนอย่างเบามือ ฟ่านจื่อรักบุตรเกอทั้งสองคนมาก แม้ว่าวันข้างหน้าพวกเขาจะแต่งออกไปก็ยังรัก เขาไม่มีบุตรชายไว้สืบสกุล แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาน้อยเนื้อต่ำใจเลย ไม่ว่าบุตรของเขาจะมีเพศใดเขาก็รักทั้งสิ้น

ทุกวันนี้ที่ฟ่านจื่อยอมทำงานหนัก ก็เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวของตน ชายชาตรีต้องมีความมุ่งมั่นและอดทนเพื่อภรรยาและบุตรที่รัก เขาคิดเช่นนี้เสมอมา ชีวิตที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้เขาพึงพอใจมากแล้ว

แค่ก ๆ

เสียงไอเบา ๆ จากการสำลักควันเรียกให้ชายฉกรรจ์ต้องหันไปมอง เป็นบุตรเกอคนโตของเขา ฟ่านฟ่าน กำลังซุกท่อนฟืนใส่ลงไปในเตาดินด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวด

“ฟ่านเอ๋อร์เอาฟืนออกมาสักอันจะได้ไม่มีควัน”

หลังจากไล่บุตรคนเล็กออกไปแล้ว ฟ่านจื่อจึงเดินเข้าไปหาฟ่านฟ่านเพื่อช่วยเจ้าตัวก่อไฟ ตาคมมองดูใบหน้าหมดจดของผู้เป็นบุตรด้วยสายตาอ่อนโยน เด็กคนนี้คือบุตรคนแรกของเขาและภรรยารัก

ฟ่านจื่อยังจำได้ว่าตอนที่เจ้าตัวเกิด เขาดีใจเพียงใด ความรู้สึกของการเป็นบิดาครั้งแรก มันทำให้ชายฉกรรจ์อย่างเขามีแรงกายแรงใจในการทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว

ฟ่านฟ่านมองผู้เป็นบิดาพลางยกยิ้มเจื่อน ฝีมือการก่อไฟของเขาช่างไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย หากไม่มีเจ้าตัวน้อยฟ่านเหวยเข้ามาช่วย เกรงว่าเขาก็คงยังจุดไฟไม่ติดเป็นแน่ ไม่คิดว่าการก่อไฟด้วยเตาดินจะยากถึงเพียงนี้

ฟ่านฟ่าน คือนามของเขาในโลกใบนี้ เมื่อสองเดือนก่อนเขายังเป็นชายหนุ่มผู้มีดีกรีเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างมหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่เลย มาตอนนี้กลับกลายเป็นเพียงเด็กอายุสิบขวบผู้หนึ่งในโลกคู่ขนานเสียแล้ว

นักศึกษาหนุ่มในชั้นปีที่ห้าของคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขาวิศวกรรมโยธา กำลังจะกลายเป็นบัณฑิตใหม่ป้ายแดงของมหาวิทยาลัย ในขณะที่เขากำลังเครียดว่าจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท หรือจะหางานทำตรงกับสาขาที่เรียนอยู่นั้น

เขาดันคิดเพลินจนลืมสังเกตสัญญาณไฟจราจรที่ใช้เป็นสัญญาณเตือนในการข้ามถนน ทำให้ชายหนุ่มเดินผ่านสัญญาณสีแดงข้ามทางม้าลายไป รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งตรงมาจึงเบรกไม่ทัน

รถคันนั้นพุ่งใส่ร่างของฟ่านฟ่านจนลอยขึ้นกลางอากาศและตกลงพื้นอย่างแรง ว่าที่บัณฑิตอย่างเขาจึงเสียชีวิตทันทีโดยไม่ต้องสงสัย

แต่แล้วใครจะรู้ว่าเขากลับตื่นมาในร่างของเด็กคนหนึ่งที่มีชื่อแซ่เหมือนกัน แต่ชะตาชีวิตกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว

ชายหนุ่มตัดพ้อในชีวิตและร้องห่มร้องไห้อยู่เป็นสองเดือน ในที่สุดวันนี้เขาก็ทำใจได้และยอมลุกขึ้นมาเผชิญกับความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้เขาต้องท้อใจเป็นอันดับแรกก็คือการก่อไฟ

ชีวิตที่แล้วเขาใช้เป็นแค่เตาไฟฟ้าและเตาแก๊ส เคยก่อไฟด้วยฟืนเสียที่ไหนกัน ท่าทางการก่อไฟจึงดูเงอะงะเป็นอย่างมาก จนเจ้าตัวน้อยฟ่านเหวยถึงกับทนไม่ไหวต้องเข้ามาช่วยเลยทีเดียว

“ท่านพ่อเหตุใดไม่นอนต่ออีกหน่อยเล่า เมื่อคืนกว่าท่านจะกลับก็มืดค่ำ วันนี้ยังต้องไปเช้าถึงเพียงนี้อีก”

สองเดือนที่ผ่านมาฟ่านฟ่านได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างเกี่ยวกับครอบครัวนี้แล้ว เขาจึงรู้สึกนับถือชายฉกรรจ์ตรงหน้าจากใจจริง อีกฝ่ายขยันทำงานเพื่อเลี้ยงดูภรรยาและบุตรอย่างเขา หากเป็นในโลกก่อนเขาก็คงเป็นอย่างอีกฝ่ายเช่นกัน เรียนจบแล้วก็ตั้งใจทำงานหาเลี้ยงครอบครัว แต่ในตอนนี้เขาเหมือนได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ยังเป็นเพียงเด็กที่ต้องการความดูแลจากผู้ใหญ่

“พ่อนอนดึกตื่นเช้าจนชินแล้ว ดูเจ้าเถิดหน้าดำไปหมดแล้ว เหตุใดวันนี้ถึงได้ตื่นเช้านัก”

ฟ่านจื่อเดินยิ้มเข้าไปยืนตรงหน้าบุตรคนโตของตน มองเตาไฟที่เริ่มลุกไหม้ท่อนฟืนตรงหน้า แล้วหันกลับมามองฟ่านฟ่านด้วยสายตาอ่อนโยน ปกติบุตรทั้งสองจะตื่นหลังจากที่เขาออกไปทำงานแล้ว วันนี้รู้สึกว่าแปลกยิ่งนักที่เจ้าตัวตื่นตั้งแต่ตะวันยังไม่โผล่เช่นนี้

“ข้านอนพอแล้ว วันนี้จึงอยากมาทำอาหารไว้ให้ท่านขอรับ”

เดิมทีฟ่านฟ่านตั้งใจจะหุงข้าว แต่ดูแล้วคงไม่ทันให้บิดาได้กินก่อนไปทำงานเสียแล้ว ความตั้งใจของเขาในวันนี้คงเสียเปล่า ใครใช้ให้เตาฟืนนี่ก่อไฟเสียยากเย็น ฟ่านฟ่านได้แต่บ่นอยู่ในใจ

“เด็กดีขอบใจเจ้า ออกไปรอกับเหวยเอ๋อร์เถิด ตรงนี้พ่อจัดการเอง”

เมื่อทราบว่าที่บุตรตั้งใจตื่นแต่เช้าเพื่อมาทำอาหารให้ตน ฟ่านจื่อก็ยกยิ้มขึ้นอย่างดีใจ ชายฉกรรจ์ยกมือใหญ่เท่าใบลานของตนลูบศีรษะบุตรชายเบา ๆ เพราะรักมากฟ่านจื่อจึงไม่เคยปล่อยให้บุตรต้องทำงานหนัก ไม่รู้บุรุษหน้าเหม็นคนใดที่จะแต่งเอาบุตรรักเขาไปย่ำยี แค่คิดหัวใจดวงโตของเขาก็ปวดหนึบขึ้นมาทันใด

“ขอโทษด้วยขอรับท่านพ่อ ข้ามันไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย”

ใบหน้าเล็กงอลงอย่างเห็นได้ชัด ฟ่านฟ่านอุตส่าห์ตั้งใจตื่นขึ้นมาทำอาหารให้บิดากิน แต่ปรากฏว่าทำไม่สำเร็จจึงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย การทำอาหารช่างเป็นเรื่องยากสำหรับเขานัก

“เจ้ายังช่วยพ่อซักผ้า กวาดบ้าน ถูบ้าน จะบอกว่าตนเองไม่ได้เรื่องได้อย่างไรกัน รีบออกไปเถิดอีกเดี๋ยวแม่เจ้าก็ตื่นแล้ว”

ช่วงหลายเดือนมานี้ฟ่านจื่อรู้สึกว่าบุตรคนโตเปลี่ยนไปเล็กน้อย นิสัยชอบออดอ้อนบิดามารดาก็ไม่มีให้เห็นบ่อยดังเดิม อาจเป็นเพราะว่าเจ้าตัวโตขึ้นจึงทำให้นิสัยบางอย่างเปลี่ยนไป ชายฉกรรจ์คิดไว้ดังนี้เอง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตนไม่ใช่บุตรชายคนเดิมอีกต่อไปแล้ว

สุดท้ายฟ่านฟ่านก็ต้องเดินคอตกออกมาจากห้องครัว ในโลกก่อนความสามารถหนึ่งที่เขาภูมิใจในตนเองมากที่สุดก็คือเขาเป็นคนที่เรียนเก่งมาก หากถามว่าเก่งขนาดไหนก็ต้องบอกว่าในการสอบเกาเข่าช่วงจบมัธยมปลายเขาสอบได้เป็นลำดับที่ยี่สิบของประเทศ เพราะเรื่องนี้ทำให้ครอบครัวของเขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก

แต่นอกจากเรื่องเรียนแล้วเรื่องอื่นนั้นกลับไม่ได้เรื่องเลย ทำอาหารก็ไม่เคยทำเอง เพราะในโลกปัจจุบันมีร้านอาหารมากมายให้เลือกสรร ชายหนุ่มยังคิดว่าการทำอาหารเองนั้นทำให้เสียเวลาอีกด้วย

ในทุกวันหลังจากการเรียนฟ่านฟ่านก็จะแวะร้านอาหารริมทางเพื่อซื้อมันกลับมารับประทานที่หอพัก บางวันก็นัดกับเพื่อนไปทานที่ร้านอาหาร ดังนั้นความสามารถในการทำอาหารของเขาเท่ากับศูนย์ แม้แต่ทักษะการใช้เครื่องครัวก็ไม่มี…

เพราะฟ่านฟ่านเรียนเก่งจึงได้ทุนสนับสนุนการศึกษาจากรัฐบาล ทำให้ค่าใช้จ่ายรวมไปถึงค่ากินในแต่ละวันก็เป็นเงินส่วนนี้ เขาจึงทุ่มความสนใจทั้งหมดไปกับการเรียน ไม่ได้สนใจเรื่องอื่น

พอมาอยู่ในโลกนี้ฟ่านฟ่านกลับกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว ทักษะการเอาชีวิตรอดเท่ากับศูนย์ หากไม่มีครอบครัวอยู่ ในตอนนี้เขาคงไม่อาจมีชีวิตรอด ชีวิตน้อย ๆ ของเขานี้เหตุใดถึงได้มาอยู่ที่นี่กัน

“พี่! มาดูเสี่ยวตี้ของพวกเราเร็วเข้า มันออกไข่แล้วขอรับ”

ฟ่านเหวยตัวน้อยรีบวิ่งเข้ามาหาพี่ชายด้วยความตื่นเต้น เสี่ยวตี้ก็คือลูกไก่ที่เจ้าตัวเลี้ยงมันมาตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยง จนตอนนี้มันโตจนถึงกับออกไข่ได้แล้ว เจ้าตัวน้อยจึงดีใจเป็นธรรมดา

ฟ่านฟ่านก้าวเท้าเร็ว ๆ ตามน้องชายไปด้วยความตื่นเต้น ไก่ตัวนี้เขาเองก็เห็นมาตั้งแต่มันยังตัวไม่ใหญ่เท่าใดนัก พอได้ยินว่ามันออกไข่เขาก็อยากเห็นด้วยตาตนเอง

“แปดฟองเชียวหรือ!”

เนื่องจากเจ้าเสี่ยวตี้กำลังกินอาหาร ฟ่านฟ่านพี่น้องจึงได้เห็นไข่ทั้งหมดที่วางนอนอยู่ในตะกร้า ขนาดของมันเล็กกว่าไข่ไก่ที่ฟ่านฟ่านเคยเห็นในโลกก่อนมากนัก อาจเป็นเพราะเสี่ยวตี้เป็นไก่พันธุ์พื้นบ้านของโลกนี้กระมัง มันจึงมีขนาดที่เล็กกว่าไก่พันธุ์ไข่ในโลกเดิมของเขา

“ท่านพี่พวกเราจะกินไข่มันได้หรือไม่ขอรับ”

ดวงตาเมล็ดซิ่งมองไข่ไก่ด้วยสายตาเป็นประกาย แค่คิดว่าจะได้กินไข่ไก่ฟ่านเหวยตัวน้อยก็น้ำลายยืดเสียแล้ว ไข่ไก่เชียวนะ กว่าท่านแม่จะยอมซื้อไข่ไก่ให้พวกเรากินก็ต้องรอถึงสิ้นเดือนทีเดียว

“ไม่หรอก รอให้มันฟักไข่เป็นลูกไก่ให้พวกเราเลี้ยงไม่ดีกว่าหรือ”

ฟ่านฟ่านเองก็อยากกินไข่ไก่เช่นกัน เขารู้ว่าฐานะครอบครัวนี้แม้จะไม่ได้ยากจนข้นแค้นขนาดนั้นเมื่อเทียบกับครอบครัวอื่นในหมู่บ้าน แต่ก็ไม่อาจกินไข่ไก่ได้ทุกมื้ออย่างตามใจ คิดได้ดังนี้ก็ปวดใจนัก เขาจะรอให้ลูกไก่ฟักตัวออกมาจนกลายเป็นแม่ไก่อีกครั้ง เมื่อถึงตอนนั้นบ้านเราก็จะมีไข่ไก่มากมายเอาไว้กิน

“อึก ดีขอรับ!”

ฟ่านเหวยต้องกลืนน้ำลายตนเองลงคออย่างเสียดาย แต่เพื่อลูกไก่ตัวน้อยเด็กชายจะยอมอดทนก็แล้วกัน!

บทที่ 1 ตอนที่ 2 แคว้นต้าหลี่

ครอบครัวสกุลฟ่านในหมู่บ้านอาจมองว่ามีฐานะป่านกลาง ไม่ยากจนถึงขนาดไม่มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ ใส่ในฤดูหนาว และไม่ถึงกับไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ เพราะยังมีหลายครอบครัวในหมู่บ้านที่ไม่มีแม้แต่อาหารเที่ยงกิน ต้องกินอาหารเพียงวันละสองมื้อคือมื้อเช้ากับมื้อเย็นเท่านั้น

ด้วยร่างกายอันแข็งแกร่งของฟ่านจื่อทำให้สามารถเข้าไปหางานทำในตัวเมืองได้ ชายฉกรรจ์ทำงานเป็นช่างตีเหล็กของร้านเถ้าแก่หวังในตัวเมือง แถมงานช่างตีเหล็กยังถือว่าเป็นงานที่ได้เงินดีกว่าการรับจ้างเป็นเสี่ยวเอ้อร์ทั่วไปอีกด้วย

ดังนี้เองสองพี่น้องฟ่านจึงมีเสื้อผ้าใหม่ในเทศกาลตรุษจีนของทุกปี เรียกว่าเป็นที่อิจฉาของคนบางกลุ่มในหมู่บ้านทีเดียว เพราะบางคนก็ยังมีความคิดที่ว่าบุตรชายดีกว่าบุตรเกอ อย่างไรก็ไม่ควรเลี้ยงดูพวกเขาดีเกินไป โชคดีของฟ่านฟ่านที่ได้มาเกิดในครอบครัวนี้

แต่เมื่อเทียบคนที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน กับผู้คนในกำแพงเมืองกั้นของเมืองหลวงที่แสนกว้างใหญ่ พวกเขาไม่นับว่าเป็นอันใดเลย ไม่อาจเทียบได้แม้เพียงปลายเล็บ สกุลฟ่านก็ยังถูกมองว่าเป็นครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นยิ่งนัก แม้แต่ไข่ไก่ยังหากินได้เพียงเดือนละหนึ่งฟองสำหรับหนึ่งคนเท่านั้น

เมืองหลวงของแคว้นต้าหลี่แบ่งเขตถิ่นที่อยู่อาศัยเอาไว้อย่างชัดเจน มีกำแพงสูงใหญ่สร้างล้อมรอบเขตของเมืองเอาไว้ โดยหน้าประตูเมืองทั้งสี่ทิศมีทหารคอยเฝ้าเวรยามอย่างหนาแน่นเอาไว้ตลอดเวลา ภายในเขตกำแพงเมืองเองก็มีการแบ่งแยกเมืองชั้นนอกและเมืองชั้นใน

เมืองชั้นนอกเป็นที่อยู่ของประชาชนและเหล่าพ่อค้าทั่วไป ส่วนเขตเมืองชั้นในเป็นที่ตั้งของพระราชวัง วังของเชื้อพระวงศ์ จวนขุนนางและสำนักศึกษาหลวง โดยมีประตูเจิ้งหยางเป็นส่วนแบ่งแยกเขตเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอก

หมู่บ้านสิบลี้ตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าชาวนาและชาวบ้านทั่วไป พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเข้าไปทำงานเป็นแรงงานให้กับคนในกำแพงเมือง แม้จะเรียกว่าเป็นราษฎรของแคว้นเช่นกัน แต่การแบ่งชนชั้นก็ยังเกิดขึ้นชัดเจน มีเพียงการศึกษาที่จะยกระดับคนในครอบครัวเหล่านี้ให้สูงเทียบชั้นคนในเมืองได้ เพราะผู้คนในใต้หล้าชื่นชมบัณฑิต

.

เมื่อสี่เดือนก่อนฟ่านจื่อเดินกลับบ้านมาพร้อมลูกไก่สองตัว เขาซื้อมันมาเพื่อออกไข่ให้กับคนในครอบครัวได้ทาน มันถูกบุตรรักทั้งสองตั้งชื่อให้ว่าเสี่ยวตี้ จนมาถึงวันนี้มันก็ออกไข่ครั้งแรกแล้ว

ฟ่านฟ่านคิดว่าหากเลี้ยงลูกไก่ที่กำลังจะเกิดให้พวกมันโตจนหมด ไข่ไก่ที่ออกมาก็จะมีมากขึ้น ถึงตอนนั้นอาจจะมีไข่ให้กินไม่ขาดเลยก็ได้ ดังนั้นแล้วเขาจึงยอมอดเปรี้ยวไว้กินหวาน

“ลูกรักพ่อต้องไปแล้ว ดูแลแม่ของพวกเจ้าให้ดี ตอนเย็นพ่อจะซื้อเซาปิ่ง[1]มาฝากคนละอัน”

ฟ่านจื่อเดินออกมาพร้อมแป้งย่างในมือสองแผ่น เมื่อครู่เขาทำแป้งย่างง่าย ๆ เอาไว้ห้าแผ่น ให้ตนเองสองแผ่นที่เหลือเก็บไว้ให้ภรรยาและบุตรทั้งสอง เดินออกมาลานบ้านเห็นบุตรทั้งสองกำลังมุดศีรษะอยู่ในเล้าไก่ก็หัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ

ชายฉกรรจ์เดินหัวเราะเข้าไปกำชับบุตรชายสองสามประโยคแล้วเดินออกไปทำงาน หมู่บ้านและประตูเมืองทิศใต้อยู่ห่างออกไปถึงสิบลี้ (ห้ากิโลเมตร) โชคดีที่ร้านตีเหล็กที่ฟ่านจื่อทำงานอยู่ใกล้กับประตูเมืองพอดี เดินผ่านประตูเมืองเข้าไปเพียงสองลี้ก็ถึงที่ทำงานแล้ว

“เดินทางปลอดภัยขอรับท่านพ่อ!”

ฟ่านฟ่านตะโกนไล่หลังผู้เป็นบิดาออกไป ใช้ชีวิตเป็นเด็กที่ไม่ต้องคิดอะไรก็ดีเหมือนกัน เขาไม่ต้องกังวลว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรเพียงวิ่งเล่น ช่วยงานท่านแม่เล็กน้อย แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

เพียงแต่ฟ่านฟ่านไม่ใช่เด็กอายุสิบขวบ แต่เป็นผู้ใหญ่อายุในโลกก่อนก็ยี่สิบสามเข้าแล้ว ความคิดในหัวจึงมีมากมายไปหมด ความพึงพอใจในชีวิตก็ไม่ใช่แค่นี้ เขาอยากมีไข่ไก่กินทุกวันเท่าใดก็ได้ อยากมีเสื้อผ้าที่อบอุ่นสวมใส่ มีเงินเอาไว้รักษาครอบครัวยามเจ็บป่วย ล้วนเป็นปัจจัยสี่ที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตทั้งนั้น

ไม่ใช่แค่พอมีพอกิน แต่ต้องมีให้เพียงพอสำหรับความต้องการด้วย แล้วฟ่านฟ่านต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้ความต้องการของตนเองเป็นจริงได้ เขานอนครุ่นคิดมาหลายวันแล้วก็คิดไม่ตกเสียที นี่เป็นเหตุผลที่เขาโทษตนเองว่าไม่ได้เรื่องอย่างไรล่ะ

เงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นหน้าประตูห้องโถงของเรือน สวีซื่อพึ่งตื่นนอนก็ตรงไปที่ครัวเพื่อทำอาหาร แต่พอเห็นว่าข้างเตามีจานแป้งย่างวางเอาไว้ก็ระบายยิ้มออกมาทันที ชีวิตนี้เรื่องที่เขาตัดสินใจได้ถูกต้องที่สุดก็คือการแต่งงานกับฟ่านจื่อผู้เป็นสามี

ชายฉกรรจ์ทั้งขยันขันแข็ง ทั้งรักครอบครัว ไม่เคยโทษสวีซื่อเลยว่าไม่คลอดบุตรชายให้ กลับกันยังรักใคร่บุตรเกอทั้งสองที่เขาคลอดให้ดั่งแก้วตาดวงใจ แถมยังดูแลประคบประหงมภรรยาอย่างตนดุจสมบัติล้ำค่า ชีวิตนี้เขาพึงพอใจนักหนาแล้ว

สวีซื่อ เป็นเกออายุเข้ายี่สิบห้าปีแล้ว มีใบหน้าทรงกลม คิ้วดุจกิ่งหลิว ดวงตาดุจผลซิ่ง หางตามีรอยตีนกาปรากฏบาง ๆ ใบหน้ามีความอ่อนโยนและงดงามโดดเด่น มวยผมเป็นทรงกลมง่าย ๆ ไม่สวมเครื่องประดับอะไร รูปร่างโปร่งและผอมบาง

สวีซื่อแต่งงานกับฟ่านจื่อตอนอายุสิบห้าปี และมีฟ่านฟ่านเป็นบุตรคนแรก บ้านฝ่ายมารดาเป็นครอบครัวชาวนาจากหมู่บ้านแถบชานเมืองไกลออกไปเกือบร้อยลี้ สามีของเขาจะพาเขาและบุตรกลับไปบ้านเยี่ยมเรือนฝ่ายมารดาแค่เทศกาลตรุษจีนเท่านั้น

สวีซื่อมีพี่ชายสองคนต่างก็ช่วยบิดามารดาทำนาอยู่ที่บ้านเดิม ฐานะสกุลสวียากจนมาก หลังจากแต่งออกมาครอบครัวก็ไม่เคยมาเยี่ยมหาเลย เรียกว่าแต่งออกมาแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดออกมาไม่หวนคืน

ปัจจุบันสวีซื่อทำงานเย็บปักส่งให้ร้านในตัวเมือง เลี้ยงบุตรอยู่เรือนและทำงานบ้าน ชีวิตก็เหมือนกับชาวบ้านทั่วไปไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ แต่สตรีในหมู่บ้านมักนินทาหาว่าเขาขี้เกียจไม่เอาการเอางาน สวีซื่อก็หาได้สนใจไม่ เขามีสามีคอยเลี้ยงดูจะลำบากตนเองทำสิ่งใด

งานเย็บปักที่รับมาทำก็ได้เงินไม่น้อย เพราะเป็นคนมีฝีมือจึงสามารถรับงานปักผ้าเช็ดหน้าลวดลายต่าง ๆ จากร้านขายผ้าในเมืองมาทำ รายได้หนึ่งเดือนไม่น้อยกว่าห้าหกตำลึงเงินทีเดียว แต่รายได้ในครอบครัวจะบอกคนอื่นให้อิจฉาทำสิ่งใด

“ฟ่านเอ๋อร์ เหวยเอ๋อร์มากินข้าวได้แล้วลูก”

เกอร่างบางเดินออกมาหน้าบ้านเพื่อเรียกบุตรทั้งสองให้มาทานอาหารเช้า มองดูใบหน้าเด็กทั้งสองที่ถอดแบบออกมาจากตนหลายส่วนก็พลอยให้รู้สึกอารมณ์ดี

“ท่านแม่ ๆ เสี่ยวตี้ออกไข่ตั้งแปดฟองขอรับ!”

ศีรษะเล็กของฟ่านเหวยรีบหันไปมองตามเสียงร้องเรียกทันที เด็กชายกระโดดไปมาอย่างดีใจ พลางใช้มือชี้ไปยังตะกร้าที่มีไข่ไก่แปดฟองวางเรียงอยู่ตรงหน้า เขาอยากให้มารดามาดูด้วยกัน

“แม่รู้แล้ว ๆ มื้อเที่ยงจะเอาไข่มาต้มให้พวกเจ้ากินคนละฟอง”

สวีซื่อพยักหน้ารับพลางก้าวเท้าเข้าไปใกล้เล้าไก่ขนาดเล็กที่สร้างเอาไว้มุมรั้วบ้านของตน เขาชะโงกหน้าเข้าไปดูถึงได้เห็นว่าด้านในมีไข่อยู่ในนั้นจริง ๆ

“ข้าไม่กินขอรับ พี่บอกว่าจะให้มันฟักเป็นลูกไก่”

ฟ่านเหวยรีบส่ายศีรษะปฏิเสธแทบจะทันที เจ้าตัวน้อยหยิบยืมเอาคำพูดของพี่ชายมาบอกกับมารดา แม้ไข่ไก่จะอร่อยเพียงใดแต่เด็กชายก็อยากได้ลูกไก่ตัวน้อยมากกว่า

เจ้าตัวยังตั้งชื่อเอาไว้แล้วด้วย ลูกไก่ตัวที่หนึ่งชื่อเสี่ยวจู่อีตัวที่สองชื่อเสี่ยวจู่เอ้อ และตัวที่สามชื่อเสี่ยวจู่ซาน…

“แบ่งออกมาสองฟองคงไม่เป็นไร ฟ่านเอ๋อร์พาน้องมากินข้าวเร็วเข้าเถิด”

พอรู้ความคิดของบุตรชาย มุมปากบางก็ยกยิ้มขึ้นมาด้วยความเอ็นดู เดิมทีก็ไม่ใช่ว่าไข่ไก่ทุกฟองจะสามารถฟักเป็นตัวออกมาได้ ดังนั้นถือโอกาสตอนที่ไข่ยังสดใหม่เอาออกมากินก็ไม่เป็นไร อีกอย่างสวีซื่อดูแล้วแม่ไก่ตัวนี้ยังออกไข่ไม่หมดอย่างไรมันก็ต้องออกมาเพิ่มอีกเป็นแน่

ฟ่านฟ่านจูงมือน้องชายเข้าไปในครัวแล้วเดินทะลุออกไปยังลานหลังบ้าน ลานด้านหลังมีบ่อน้ำอยู่หนึ่งบ่อเอาไว้สำหรับกินและใช้ เขาตักน้ำขึ้นมาแล้วล้างมือน้อย ๆ ของน้องชายที่เปื้อนคราบดินจากการให้อาหารไก่ให้สะอาดแล้วเช็ดให้แห้ง

จากนั้นก็ล้างมือตนให้เรียบร้อยเช่นกัน กิจวัตรของเขาก็ไม่มีอะไรมาก ช่วยท่านแม่เลี้ยงน้องและทำงานบ้านเล็กน้อยเท่านั้น สองเดือนมานี้เขาออกจากบ้านนับครั้งได้ด้วยมือเดียว วันนี้เขาจึงอยากลองไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านเพื่อฆ่าเวลาให้หายเบื่อ

“ท่านแม่ข้าพาน้องออกไปวิ่งเล่นในหมู่บ้านได้หรือไม่ขอรับ”

เนื่องจากบ้านสกุลฟ่านอยู่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันก็มีเพียงสองสามครัวเรือน หากอยากไปวิ่งเล่นกับสหายในวัยเดียวกันก็ต้องเข้าไปในหมู่บ้าน ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กวัยนี้จะอยากเล่นกับสหายวัยเดียวกัน

“รีบกลับก่อนอาหารเที่ยงเล่า วันนี้แม่จะต้มไข่ไก่ให้พวกเจ้าคนละฟอง”

เดิมทีในบ้านก็ไม่มีสิ่งใดต้องทำ สวีซื่อจึงอนุญาตให้บุตรทั้งสองออกไปวิ่งเล่นได้ เพียงแต่ให้พวกเขารู้เวลากลับบ้านไม่ให้ตนต้องออกไปตามก็เท่านั้น

“ขอบคุณขอรับท่านแม่!”

ฟ่านเหวยรีบกล่าวขอบคุณมารดาเสียงใส เด็กชายเพียงได้ยินว่าจะได้ออกไปวิ่งเล่นก็คล้ายกับมีหางน้อย ๆ งอกออกมาแล้วแกว่งไปมาอยู่ด้านหลัง เจ้าตัวกำลังอยากไปเล่นกับเจ้าเสี่ยวอู่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านอยู่พอดี

เสี่ยวอู่ก็คือสุนัขพันธุ์พื้นบ้านที่หัวหน้าหมู่บ้านเลี้ยงเอาไว้ มันเป็นมิตรต่อเด็กและรู้ความมาก เด็กในหมู่บ้านมักจะไปเล่นกับมันที่ใต้ต้นไม้กลางหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านหัวหน้าหมู่บ้านพอดี

[1] เซาปิ่ง เป็นขนมแป้งทอดโบราณของคนจีน ตัวแป้งเป็นแป้งหมักที่มีส่วนผสมของแป้งสาลีกับมันเทศหมักจนฟูได้ที่แล้วนำมาใส่ไส้ 'ถั่วกวน' กับ 'เผือกกวน' นำมาทอดในกระทะจนสุกฟูหอม

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...