ฮองเฮาเช่นข้าจะเป็นซุป’ตาร์
<h2 style='display: flex; justify-content: center;'>ข้อมูลเบื้องต้น</h2><p style="text-align:center;" class="indent-a"><strong>ข้อมูลเบื้องต้น</strong></p><p class="indent-a"><strong>หลิวเซี่ยหนิง </strong>ฮองเฮาแห่งราชวงศ์เซี่ย สวรรคตเนื่องจากถูกกบฎแทง ตอนที่เอาตัวเข้าไปปกป้องฮ่องเต้ สามีอันเป็นที่รัก ก่อนที่วิญญาณจะล่องลอยข้ามกาลเวลา และได้เข้ามาอยู่ในร่างของนักแสดงสาวตกอับ ที่เสียชีวิตเนื่องจากใช้ยาเกินขนาด</p><p class="indent-a">จากที่เคยใช้ชีวิตแบบมีข้าราชบริพารห้อมล้อม จำต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่แล้วอย่างไรล่ะ นางไม่ใช่แค่แม่ของแผ่นดิน ที่เก่งแต่การปกครองเสียเมื่อไหร่ อย่างไรซะก่อนที่จะได้ขึ้นเป็นฮองเฮา นางคือบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ของแคว้น </p><p class="indent-a">ไม่ว่าจะบุ๋นหรือบู้ นางก็ถนัดทั้งนั้น ส่วนเรื่องการแสดง นางก็เห็นมานักต่อนักแล้วในวังหลัง การเป็นนักแสดงอาจไม่ได้แย่ งั้นมาลองดูกันสักตั้ง มันจะยากเท่าไหร่กันเชียว</p><p class="indent-a"> </p><hr/><h2 style='display: flex; justify-content: center;'>ตอนที่ 1</h2><p style="text-align:center;"><strong>ตอนที่ 1</strong></p><p class="indent-a"><strong>ดวงตาสีเฮเซล</strong>จ้องมองเพดานห้องมานานกว่าสองชั่วโมง โดยที่เจ้าของร่่างไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนไปไหน ความทรงจำที่ไม่รู้ว่าเป็นของใคร หลั่งไหลเข้ามาในหัวเป็นฉาก ๆ จนกระทั่งจบลง ตอนที่ร่างนี้กำลังมีความสัมพันธ์กับใครคนหนึ่ง </p><p class="indent-a"><strong>หลิวเซี่ยหนิง</strong>ทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และได้รู้ว่า ตอนนี้เธอหาใช่ฮองเฮาของแคว้นเซี่ย แต่เป็นเพียงดาราตกอับ ที่มีชื่อและหน้าตาที่เหมือนกันเท่านั้น ซ้ำร้าย ร่างที่เธอเข้ามาอาศัยอยู่นี้ ยังมีความเป็นอยู่ที่เรียกว่าขัดสนเป็นอย่างมาก</p><p class="indent-a">เซี่ยหนิงเดิมทีเป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง เติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ด้วยหน้าตาที่โดดเด่น หญิงสาวจึงมีความฝัน ว่าสักวันเธอจะได้เป็นดาราดัง แต่หญิงสาวหารู้ไม่ว่าในวงการบันเทิง นอกจากจะต้องสวยแล้ว ต้องมีความสามารถรอบด้านถึงจะอยู่รอด</p><p class="indent-a">คนที่มีเพียงหน้าตาเป็นต้นทุน เมื่อก้าวเข้ามาสู่เส้นทางบันเทิง จึงมีกระแสเพียงแค่ช่วงแรก ๆ เมื่อผู้ชมไม่เห็นถึงเสน่ห์ และแรงดึงดูดของหญิงสาว แฟนคลับก็เริ่มลดลงเรื่อย ๆ ทางค่ายก็เริ่มไม่ป้อนงานให้ จนสุดท้ายหมดสัญญาก็หมดลง</p><p class="indent-a">หญิงสาวหมดหนทางที่จะทำให้ตัวเองได้ขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุด จึงตัดสินใจทำเรื่องที่ไร้ยางอายที่สุด คือการยอมหลับนอนกับนายทุน แต่ด้วยความที่เป็นครั้งแรก เธอจึงกินยาที่คนเรียกว่ายาเสียสาวเข้าไป กระทั่งช็อคและตายลงไปหลังจากที่เสร็จกิจ </p><p class="indent-a">ทำให้วิญญาณของฮองเฮาหลิวเซี่ยหมิง ที่ออกมารับดาบแทนพระสวามี จึงได้เข้ามาแทนที่</p><p class="indent-a">“ไปสู่ภพภูมิที่ดีเถอะนะ แล้วข้าจะใช้ชีวิตที่เหลือแทนเจ้าเอง”</p><p class="indent-a">หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง คล้ายกับต้องการสื่อสารกับคนที่ตายจากไปแล้ว ก่อนที่จะพาร่างกายอันบอบช้ำลุกออกจาก เพื่อไปล้างคราบเหนอะหนะออกจากเรือนร่าง</p><p class="indent-a">เซี่ยหนิงจ้องมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ หญิงสาวที่อยู่ในนั้นหน้าตาเหมือนเธอในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน เพียงแต่สีหน้าดูอิดโรยไม่ผ่องใส แทบไม่เหลือเค้าโครงความงามให้เห็น</p><p class="indent-a">อดีตฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ ต้องค้นความทรงจำเจ้าของร่างเดิมอยู่นาน กว่าจะรู้ว่าอ่างอาบน้ำตรงหน้าใช้งานอย่างไร ก่อนจะพาร่างอันบอบช้ำจากการถูกเคี่ยวกรำอย่างหนักของตัวเอง ลงไปแช่ในน้ำอุ่น</p><p class="indent-a">หญิงสาวหลับตาลง นึกย้อนไปเมื่อตอนก่อนที่วิญญาณของเธอจะมาที่นี่ ในวันนั้นโจรกบฎได้บุกเข้ามาในวังหลวง เพื่อที่จะปลงพระชนม์องค์ฮ่องเต้ เป็นเธอที่ออกตัวรับดาบเล่มนั้นแทน</p><p class="indent-a">ไม่รู้ว่าตอนนี้ทุกคนจะเป็นอย่างไร ฮ่องเต้จะปลอดภัยไหม พระโอรสธิดาของเธอยังมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่า </p><p class="indent-a">พอนึกมาถึงตอนนี้ น้ำอุ่น ๆ ก็ไหลออกมาจากหางตา หยดลงรวมกับน้ำในอ่าง</p><p class="indent-a">เซี่ยหนิงไม่นึกห่วงพระสวามี เพราะอย่างไรฮ่องเต้ก็ไม่ขาดหญิงข้างกาย เมื่อเธอตายลงก็ต้องมีคนอื่นขึ้นมาแทน แต่ลูก ๆ ของเธอไม่เหมือนกัน ทั้งสองยังเด็กนัก เมื่อเธอตายจากมาแบบนี้ แล้วใครจะคอยปกป้อง</p><p class="indent-a">หญิงสาวจมอยู่กับความคิดของตัวเอง กระทั่งน้ำที่เคยอุ่นเย็นลงจนหนาว ถึงได้ยอมลุกออกมา พร้อมกับการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว เซี่ยหนิงไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องคิดนาน</p><p class="indent-a">ในเมื่อเธอได้ตายจากสามีและลูกไปแล้ว ต่อให้จะเป็นห่วงมากแค่ไหนก็ไม่สามารถกลับไปได้อีก โลกใบใหม่ และชีวิตใหม่ที่ได้มานี้ เธอจะใช้มันให้ดีที่สุด</p><p class="indent-a">หลิวเซี่ยหนิงเช็คเอาต์ออกจากโรงแรม มาพร้อมกับบัตรเครดิตหนึ่งใบ ที่วางอยู่ข้าง ๆ หัวเตียง จากความทรงจำ มันคือสิ่งที่นายทุนคนนั้นมอบไว้ให้เธอ แม้จะไม่รู้ว่าจำนวนเงินในบัตรมีมากน้อยแค่ไหน แต่เธอก็รับไว้ด้วยความเต็มใจ </p><p class="indent-a">เพียงเพราะสิ่งนี้ เซี่ยหนิงคนเก่าถึงกับต้องเอาชีวิตเข้าแลก เธอจะไม่ยอมให้มันเสียเปล่าโดยเด็ดขาด</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">“เธอว่าใช่ไหม”</p><p class="indent-a">“แค่คนหน้าคล้ายรึเปล่า”</p><p class="indent-a">“เหมือนมาก แต่ดาราเขาจะมาโดยสารรถสาธารณะเหรอ”</p><p class="indent-a">“อย่าลืมสิเธอไม่ได้มีชื่อเสียงนะ อาจไม่มีเงินซื้อรถก็ได้”</p><p class="indent-a">“เบา ๆ สิ เดี๋ยวเธอก็ได้ยินหรอก”</p><p class="indent-a">ตลอดเวลาที่เซี่ยหมิงอยู่บนรถไฟฟ้า ขณะที่กำลังเดินทางกลับที่พัก ได้มีวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งซุบซิบกันเกี่ยวกับตัวเธอ หากว่าเป็นคนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เซี่ยหนิงมีสัมผัสหูที่ดีมาก ในรัศมีระยะห่างไม่เกินสิบเมตร เธอสามารถได้ยินอย่างชัดเจน และได้ยินแบบนี้ซ้ำ ๆ ในระหว่างที่อยู่บนรถไฟฟ้า</p><p class="indent-a">ความสามารถนี้ไม่ใช่ของเซี่ยหนิงโดยกำเนิด แต่มันเป็นความสามารถของตัวเธอในอดีต</p><p class="indent-a">และถึงแม้ว่าเธอจะได้ยินบทสนทนาของเด็กวัยรุ่นอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่คิดที่จะเปิดโปง เธอไม่อยากเป็นที่สนใจ ยิ่งในตอนที่เธอดูทรุดโทรมเช่นนี้ ยิ่งไม่อยากให้คนรู้ว่าเธอเป็นใคร</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a">“คับแคบเช่นนี้เรียกห้องได้ด้วยเหรอ?”</p><p class="indent-a">เมื่อมาถึงห้องพัก ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปเห็นด้านใน หญิงสาวก็อดที่จะสะท้อนใจไม่ได้ ห้องขนาดสี่คูณห้าเมตร มีพื้นที่สำหรับวางเตียงนอนขนาดสามจุดห้าฟุตหนึ่งอัน ตู้เสื้อผ้าหนึ่งหลัง โต๊ะเครื่องแป้งอีกหนึ่งตัว เพียงแค่นี้ก็แทบจะไม่เหลือทางให้เดินแล้ว</p><p class="indent-a">ยังมีห้องน้ำกับครัวที่ถูกจัดแบ่งไว้ทางหลังห้อง เวลาอาบน้ำ ก็ต้องแต่งตัวออกมาเลย ไม่เช่นนั้นคงได้โป้เปลือยให้ชาวบ้านดู</p><p class="indent-a">เซี่ยหนิงแม้จะเคยลำบาก ตอนที่ตามผู้เป็นพ่อไปที่ค่ายทหาร แต่กระโจมที่เธออยู่อาศัย ยังกว้างกว่าห้องที่เธออยู่ตอนนี้มาก</p><p class="indent-a">หญิงสาวมองบัตรเครดิตในมือแล้วชั่งใจ ว่าจะออกไปหาห้องเช่าใหม่ หรือจะอยู่ที่นี่ต่อไป </p><p class="indent-a">“อยู่ที่นี่ไปก่อนก็แล้วกัน”</p><p class="indent-a">แม้ห้องจะดูเล็กไปหน่อย แต่ถ้าเก็บกวาดดี ๆ ก็น่าจะพออยู่ได้ เอาไว้ตั้งตัวได้เมื่อไหร่ ก็ค่อยขยับขยายอีกที</p><p class="indent-a">เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เซี่ยหนิงก็ลงมือเก็บกวาดห้อง ใช้เวลาไปเกือบสามชั่วโมง ทุกอย่างก็เรียบร้อย พื้นที่ใช้สอยก็เพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อย แต่ดูสบายตากว่าตอนแรกที่เข้ามามาก</p><p class="indent-a">“ทำไมถึงได้อ่อนแอขนาดนี้นะ”</p><p class="indent-a">หญิงสาวทิ้งตัวนั่งลงกับพื้น บ่นให้กับร่างกายที่พึ่งได้มา ห้องเล็ก ๆ เพียงเท่านี้ ใช้เวลาจัดเก็บจริง ๆ ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง แต่เพราะร่างนี้น่าจะไม่เคยได้ออกกำลังกาย พอทำอะไรติดต่อกันนาน ๆ เลยทำให้เหนื่อยล้าได้ง่าย</p><p class="indent-a">จ๊อกกกก</p><p class="indent-a">เสียงร้องประท้วงดังขึ้นมา หลังจากที่นั่งพักเหนื่อยได้ไม่นาน เซี่ยหนิงจำต้องค้นความทรงจำเจ้าของร่างเดิมอีกครั้ง เพื่อดูว่าผู้คนในยุคสมัยนี้กินอยู่กันเช่นไร</p><p class="indent-a">ทำให้หญิงสาวได้รู้ถึงการสั่งอาหารแบบเดริเวอรี จากนั้นก็ไม่รอช้า ที่จะหยิบมือถือขึ้นมากดสั่ง</p><p class="indent-a">รอไม่นานอาหารมากมายก็ถูกนำมาส่ง เซี่ยหนิงจัดการยัดอาหารเหล่านั้นลงท้องด้วยความหิวโหย เหมือนกับคนที่ไม่ได้กินอะไรมานับเดือน </p><p class="indent-a">ของที่หญิงสาวสั่งมา เพียงพอต่อผู้ใหญ่สามคน แต่เชี่ยหนิงกินคนเดียวจนหมดเกลี้ยง ก่อนที่จะเก็บกวาดทำความสะอาดอีกรอบ</p><p class="indent-a">ช่วงสามสี่วันนี้เซี่ยหนิงไม่มีแพลนที่จะออกจากห้องไปที่ไหน จนกว่าทุกส่วนของร่างกาย จะกลับมางดงามอีกครั้ง</p><p class="indent-a">หญิงสาวใช้เงินที่มีเหลืออยู่ในบัญชี ซื้อเครื่องสำอางเซ็ตใหม่ กระทั่งโลชั่นบำรุงผิวหน้า และผิวกายที่เจ้าของเก่าไม่เคยคิดจะซื้อ เพราะมันค่อนข้างที่จะราคาสูง แต่เซี่ยหนิงก็ควักเงินจ่ายอย่างไม่นึกเสียดาย</p><p class="indent-a">มีอะไรให้ต้องเสียดายล่ะ ในเมื่อในมือของเธอยังมีบัตรเครดิตของนายทุนคนนั้นอยู่ แม้จะไม่รู้ว่าวงเงินในบัตรมีเท่าไหร่ แต่ก็คิดว่ามีมากกว่าในสมุดบัญชีของเธอตอนนี้แน่นนอน</p><p class="indent-a">กิจวัตรหลักหลังจากตื่นนอนของเซี่ยหนิง คือการอาบน้ำขัดผิว กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละสองชั่วโมง</p><p class="indent-a">แม้ว่ามันจะเหนื่อยหนักสักแค่ไหน หญิงสาวก็ไม่แม้แต่จะปริปากบ่นเลยสักครั้ง เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ ต่อให้เหนื่อยกว่านี้อีกหลายเท่า ก็ยังจะทำมันต่อ</p><p class="indent-a">เพื่อความงดงามที่เปล่งประกาย</p><p class="indent-a">เพื่ออนาคตที่รออยู่ข้างหน้า</p><p class="indent-a">“ฮองเฮาเช่นข้า จะเป็นซุป'ตาร์ให้ได้”</p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a"> </p><p class="indent-a"><strong>***มาแล้ว แต่อาจไม่ได้มาบ่อยนะ อีกเรื่องยังเขียนไม่จบ พอดีเห่อปกที่พึ่งได้มา อยากอวดคุณรี้ด</strong></p><hr/>
ตอนที่ 2
ตอนที่ 2
หลังจากที่ตัดสินใจ ว่าจะใช้ชีวิตที่ได้มาใหม่นี้แทนอดีเจ้าของร่างเดิม เซี่ยหนิงได้ใช้เวลานานกว่าเจ็ดวัน ศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับโลกในยุคปัจจุบัน โชคยังดีที่เธอมีความทรงจำของร่างเก่านำทาง มิเช่นนั้นแล้ว คงจะลำบากไม่น้อย
สิ่งแรกที่หญิงสาวนึกขึ้นได้ หลังจากที่หมกตัวอยู่ในห้องนานหลายวัน คือสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธอจากมา ในทุก ๆ เดือนเซี่ยหนิงจะส่งเงินสนับสนุนให้กับทางนั้น แต่เดือนนี้ยังไม่ได้มอบให้ หญิงสาวจึงถือโอกาสนี้่ไปเยี่ยมเยียน
ก่อนไปเซี่ยหนิงได้ไปยังห้างสรรพสินค้า เพื่อซื้อข้าวสารอาหารแห้ง หรือแม้แต่ขนม และอุปกรณ์การเรียนให้กับเด็ก ๆ หญิงสาวทำการรูดบัตรที่ได้รับมา ทำให้ได้รู้ว่า ในบัตรมีเงินอยู่สิบล้านเหรียญ
เงินจำนวนนี้ถือว่าเยอะมาก ยอมรับเลยว่านายทุนคนนั้นเงินหนาใช่ย่อย ร่วมหลับนอนกับผู้อื่นเพียงครั้งเดียว ก็มอบเงินให้หลักสิบล้าน
เซี่ยหนิงกำบัตรเครดิตแน่น เงินตรงนี้เธอต้องใช้มันอย่างประหยัดที่สุด เพราะไม่รู้เมื่อไหร่ที่เธอจะได้รับงานแสดง
“พี่สาวมาแล้ว”
เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเด็ก ๆ ดังขึ้น เมื่อเห็นพี่สาวคนสวยของพวกเธอเดินเข้ามาในบริเวณบ้าน ทุกคนต่างก็พากันออกมาต้อนรับ เซี่ยหนิงที่เห็นเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับลูก ๆ ของเธอ ดวงตากลมโตก็หม่นลงเล็กน้อย ก่อนจะปรับให้เป็นปกติดังเดิม
เด็กที่โตขึ้นมาหน่อย เมื่อเห็นว่าคนที่มาเป็นใคร ก็รีบวิ่งเข้าไปด้านใน เพื่อแจ้งให้กับแม่ครูทราบ ผ่านไปไม่นาน หญิงชราท่าทางใจดี รูปร่างค่อนไปทางท้วม ก็เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มเต็มใบหน้า
“สวีสดีค่ะแม่ครู”
เซี่ยหนิงทักทายคนที่เลี้ยงดูเจ้าของร่างด้วยความนอบน้อม
“ยินดีต้อนรับกลับบ้าน”
จางลี่พูด ใบหน้าที่เริ่มมีร่องรอยตามกาลเวลา ประดับด้วยรอยยิ้มที่แสนอบอุ่น ที่ทำให้ผู้พบเห็น รู้สึกเหมือนกับได้กลับถึงบ้านแล้วจริง ๆ
“แม่ครูสบายดีนะคะ”
“ก็สบายดีตามอัตภาพนั่นแหละ ว่าแต่เป็นไงมาไง ถึงได้แวะมาได้ล่ะหึ”
แม่ครูจางพูดเสียงนุ่ม มือเหี่ยวหย่นลูบผมเส้นผมดำขลับของหญิงสาวด้วยความเอ็นดู เซี่ยหนิงเป็นเด็กรุ่นแรก ๆ ที่ทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้รับเข้ามาดูแล อีกทั้งเธอยังเป็นเด็กดี ทำให้ได้รับความรักความเอ็นดูจากทุกคนในบ้าน
“คิดถึงก็เลยแวะมาหาค่ะ หนูมีของมาฝากทุกคนด้วยนะคะ”
เซี่ยหนิงส่งสัญญาณให้กับรถรับจ้างขนของ อีกมือก็ประคองร่างหญิงชราเดินไปยังจุดที่รถจอดอยู่ พร้อมกับเด็ก ๆ ที่เดินตามเป็นพรวน
“ซื้อมาทำไมเยอะแยะ เปลืองเงินแย่”
จางลี่รู้ว่าช่วงนี้เซี่ยหนิงไม่มีงาน และการที่หญิงสาวซื้อของมามากมายเช่นนี้ จะต้องควักเงินเก็บของตัวเองออกมามากน้อยแค่ไหน สำหรับเธอแล้ว การทำเด็ก ๆ ในบ้านให้สามารถออกไปใช้ชีวิตด้านนอกได้อย่างมีความสุข และกลับมาเยี่ยมเยียนในบางครั้งก็เพียงพอแล้ว เธอไม่ได้หวังให้ใคร กลับมาแทนคุณ
อีกอย่างสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ มักมีผู้ใจบุญมาคอยเลี้ยงข้าวเลี้ยงขนม รวมทั้งให้ทุนอยู่ไม่ขาดสาย แม้จะไม่มากมายอะไร แต่ก็เพียงพอที่จะดูแลเด็ก ๆ ได้อย่างทั่วถึง
“แม่ครูไม่ต้องกังวลนะคะ หนูยังพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง”
“มีก็เก็บเอาไว้เถอะ แม่ไม่ได้ลำบากอะไร”
หญิงชรารู้ว่าเซี่ยหนิงเป็นเด็กกตัญญู ถ้าไม่ห้ามปรามเสียบ้าง หญิงสาวก็จะทำเช่นนี้เรื่อย ๆ เธอกลัวว่าสักวันหญิงสาวจะลำบาก
“ค่ะ”
เซี่ยหนิงรับปากเสียงแผ่ว ไม่กล้าบอกเรื่องที่เธอมีเงินเป็นล้าน ให้กับแม่ครูฟัง เพราะกลัวว่าจะต้องเล่าถึงที่มาของเงินด้วย จากที่คิดว่าจะบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ก็เป็นอันต้องยกเลิกไป
ที่มาของเงินแม้จะเรียกได้ว่าสุจริต แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก
เมื่อได้ฟังคำตอบรับอันน่าพอใน แม่ครูจางก็ยิ้มกว้างเต็มใบหน้า ก่อนที่จะเรียกให้เด็ก ๆ มาช่วยกันขนของ
“เอาเด็ก ๆ ช่วยกันขนของเข้าไปด้านในเร็ว”
หลังจากที่ขนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาอาหาร ซึ่งเซี่ยหนิงก็อยู่ร่วมในอาหารมื้อนี้เช่นกัน
พอรับประทานอาหารเสร็จ หญิงสาวก็สวมบทบาทเป็นพี่เลี้ยงเด็ก สอนให้ทุกคนวาดภาพด้วยน้ำหมึก
“ว้าว!!! พี่สาววาดรูปสวยมากเลยค่ะ”
เด็กน้อยพูดชมด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อมีคนหนึ่งดู คนสองคนสามก็ตามมา จากที่ตั้งหน้าตั้งตาวาดรูป ก็เปลี่ยนเป็นมามุงดูภาพวาดของพี่สาวคนสวย
“พี่สาววาดได้เหมือนจริงมากเลยครับ”
“เหมือนต้นไม้ในกระดาษมันขยับได้ด้วยแหละ”
เด็กน้อยพูดตามสิ่งที่ตาเห็น
เซี่ยหนิงหันมาส่งยิ้มหวานให้กับเด็ก ๆ ก่อนที่จะหันกลับไปให้การสนใจในการวาดภาพต่อ
เสียงชมเจื้อยแจ้วดังไม่ขาดสาย กระทั่งเสียงนั้นลอยไปเข้าหูชายชราท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง ที่กำลังเดินสำรวจรอบ ๆ สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เพื่อดูว่ามีจุดไหนที่ต้องการการซ่อมแซมปรับปรุง
ชายชราอายุประมาณเจ็ดสิบกลาง ๆ เดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของหญิงสาว แล้วจ้องมองไปยังภาพที่อยู่กระดาษด้วยสายตาชื่นชม
“งดงาม ช่างเป็นภาพงดงามจริง ๆ”
เสียงเอ่ยชมที่ดังมาจากทางด้านหลัง ทำให้มือที่กำลังจับพู่กันชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่จะหันไปดูต้นตอของเสียง
เซี่ยหนิงวางพู่กันไว้บนแท่นวาง ก่อนที่จะลุกขึ้นทำความเคารพผู้มาใหม่ แม้จะยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคือใคร แต่จากปฏิกริยาที่แม่ครูแสดงต่อชายชรา ทำให้เซี่ยหนิงรู้ว่า ชายคนนี้มีฐานะไม่ธรรมดา
“สวัสดีค่ะ ดิฉันทำขายหน้าแล้ว”
เซี่ยหนิงไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับศิลปะในยุคนี้มากนัก จึงไม่มั่นใจ ว่าฝีมือการวาดรูปของตัวเธอมันใช้ได้จริง ๆ หรือแค่คนชมไม่อยากให้เธอต้องเสียหน้า จึงไม่กล้าที่จะโอ้อวดใด ๆ
“อย่าได้ถ่อมตนเลย คนที่สามารถทำให้ภาพวาดมีจิตวิญญาณ ใช่ว่าจะหาเจอได้ง่าย ๆ”
ท่านผู้เฒ่าอธิบาย หากแต่สายตาไม่สามารถละออกจากภาพนั้นได้
ภาพลำธารที่โอบล้อมไปด้วยป่าไผ่ เพียงแค่มองรูปภาพใบนั้น ภายในใจก็รู้สึกสุข สงบลงอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกเวลามองจ้องไปที่ภาพ เหมือนกับได้เข้าไปนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ภาพที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ ไม่คิดว่าจะเป็นฝีมือผลงานของหญิงสาว ที่ดูยังไงอายุน่าจะไม่ถึงสามสิบปี
“กล่าวหนักไปแล้ว…”
หญิงสาวไม่กล้ารับคำชม เพราะรู้ว่าตนเองไม่ได้มีฝีมือสูงส่งขนาดนั้น
เซี่ยหนิงไม่รู้หรอก ว่าทักษะการวาดรูปของเธอ คนในยุคปัจจุบัน ได้พาพยายามลอกเลียนแบบ แต่ก็ไม่เคยมีใครทำสำเร็จ มากสุดก็ทำได้เพียงใกล้เคียงเท่านั้น
การวาดภาพด้วยพู่กันหนึ่งด้าม และน้ำหมึกชนิดเดียว กลับสามารถทำให้ภาพวาดดูมีหลายสีได้ ฝีมือเช่นนี้ ในประเทศ ไม่สิในโลกนี้นับนิ้วแล้วยังเหลืออีกหลายนิ้ว
“แม่หนู ขายมันให้ฉันได้ไหม”
ชายชราอยากได้ภาพของเซี่ยหนิงมาไว้ในครอบครอง แม้ผู้วาดจะไม่ใช่จิตกรที่มีชื่อเสียง แต่ความสามารถของหญิงสาว ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนเหล่านั้นเลย หากได้ภาพนี้กลับไป สามารถเอาออกมาอวดคนอื่นได้อย่างสบาย
ทางด้านของเซี่ยหนิง เมื่อเห็นว่ามีคนต้องการภาพของเธอ มุมปากก็ขยับเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ ด้วยความดีใจ เพียงแต่เธอไม่คิดที่จะขายภาพภาพนี้
“ฉันยกให้ท่านฟรี ๆ เลยค่ะ”
“ไม่ได้ ๆ ภาพดีเช่นนี้ จะมามอบให้ง่าย ๆ แบบนี้ไม่ได้ เอาเป็นว่าภาพนี้ฉันให้เธอห้าล้าน”
“นั่นมัน…มากไปรึเปล่าคะ”
หญิงสาวอุทานด้วยความตกใจ ตอนที่ชายชราบอกว่าจะซื้อ เซี่ยหนิงคิดว่าน่าจะขายได้ที่พันหรือสองพันเหรียญเท่านั้น ใครจะคิดว่าภาพที่เธอนั่งขีด ๆ เขียน ๆ เป็นฆ่าเวลา จะมีมูลค่าถึงห้าล้าน
“ไม่มากไปหรอก เอาเป็นว่าฉันจะจ่ายให้เธอห้าล้าน แลกกับภาพใบนี้ก็แล้วกัน”
“ถ้ายืนยันเช่นนั้น เดี๋ยวฉันเขียนอักษรเพิ่มให้นะคะ ส่วนเงินฉันขอมอบให้กับบ้านเลี้ยงเด็กกำพร้าค่ะ”
เมื่อไม่สามารถทัดทานความต้องการของชายชราได้ นอกจากภาพวาดแล้ว เซี่ยหนิงก็ได้เขียนข้อความบนภาพเล็กน้อย
'สงบ ร่มเย็น'
ส่วนค่ารูปภาพ เซี่ยหนิงก็มอบให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทดแทนเงินที่เธอเคยตั้งว่าจะให้
แต่เมื่อชายชราเห็นตัวอักษรบนกระดาษ ก็มีสีหน้าตื่นตะลึงไปชั่วครู่ เมื่อได้สติ ก็หันมาพูดกับเซี่ยหนิงด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุข
“สิบล้าน ภาพนี้ฉันให้เธอสิบล้าน ”
***ไรท์คอตกหมอน นั่งไม่ได้ปวดทั้งไหล่ทั้งคอ ได้นอนเขียนในมือถือเอา สู้ชีวิตขนาด
ตอนที่ 3
ตอนที่ 3
สุดท้ายแล้วเซี่ยหนิงก็ได้ขายภาพวาดไปในราคาสิบล้านแบบงง ๆ เธอไม่รู้เลย ว่าเหตุใดจู่ ๆ ราคาถึงได้พุ่งขึ้นเป็นสองเท่าแบบนั้น หากจะบอกว่าเป็นเพราะตัวหนังสือที่เธอเพิ่มเข้าไป ก็เป็นเพียงคำที่ดูอย่างไรก็ธรรมดา ไม่น่าจะมีมูลค่าขนาดนั้น
เซี่ยหนิงไม่รู้ ว่าอักษรที่เธอได้เขียนลงไปในภาพ นอกจากจะเป็นอักษรโบราณ หญิงสาวยังเขียนออกมาได้อย่างงดงาม
การเขียนอักษรโบราณใคร ๆ ก็ย่อมเขียนได้ แต่ผู้ที่เขียนออกมา แล้วทำให้รู้สึกถึงความหนักแน่นเฉียบคม เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ก็สามารถทำได้ หากนำตัวอักษรที่เซี่ยหนิงเขียนไปประมูล แน่นอนว่าราคาจะสูงกว่านี้เป็นเท่าตัว การที่ผู้เฒ่าหยางได้ทั้งภาพ และอักษรมาพร้อมกันในราคาสิบล้านเหรียญ แน่นอนว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม
ด้านผู้เฒ่าหยางเมื่อได้ภาพไปแล้ว ก็ไม่คิดที่จะรั้งอยู่นาน พอมอบเงินให้กับทางสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเรียบร้อยแล้ว ก็ตรงดิ่งกลับบ้านทันที เพื่อที่จะได้กลับไปชื่นชมผลงานที่ซื้อมา ลืมแม้กระทั่งว่าตนมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร
“หนิงหนิง แม่ขอเป็นตัวแทนเด็ก ๆ และทุกคนในบ้าน ขอบคุณเธอ สำหรับเรื่องในวันนี้”
หญิงชราพูดเสียงสั่นด้วยความดีใจ มือเหี่ยวตามวัยกอบกุมมือของเซี่ยหนิงเอาไว้ พร้อมกับใช้นิ้วโป้งลูบหลังมือของหญิงสาวเบา ๆ
แม้ว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ จะมีคนใจดีเข้ามาดูแลอยู่ไม่ขาด แต่ก็ไม่มีครั้งไหนเลย ที่จะได้รับเงินเป็นจำนวนมากเช่นนี้
“หนูอยากจะช่วย เท่าที่สามารถช่วยได้ค่ะ”
เซี่ยหนิงคิดจะตอบแทนบุญคุณของหญิงชรา ที่เลี้ยงดูร่างนี้มาเป็นอย่างดี และเพื่อตอบแทนเซี่ยหนิงคนเก่า ที่ให้เธอได้มีชีวิตอย่างอิสระ
เมื่อก่อนเธอคือฮองเฮา เป็นแม่ของแผ่นดิน ไม่ว่าจะจะขยับตัวทำอะไร ก็จะต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบ ไม่เคยได้ทำอะไรตามใจตัวเองเลยสักครั้ง ชีวิตที่ผู้คนอิจฉา หารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้ว จุดที่เธออยู่มันโดดเดี่ยว และเหน็บหนาวแค่ไหน
ดังนั้นแล้ว ชีวิตใหม่ที่ได้มานี้ จะใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด บุญคุณไหนที่ควรทดแทน ก็จะทำให้ด้วยความเต็มใจ หรือหนี้แค้นไหนของเซี่ยหนิงคนเก่า หากมีเธอคนนี้ก็จะตามทวงคืนให้หมดเช่นกัน เพื่อที่ดวงวิญญาณของเซี่ยหนิง จะได้ไม่ต้องมีห่วงอีกต่อไป
“มีธุระที่ไหนต่อหรือเปล่าลูก ค้างที่นี่กับน้อง ๆ สักคืนไหม”
แม่ครูถาม ดวงตาจับจ้องใบหน้าสวยอย่างเฝ่ารอคำตอบ
“ได้สิคะ หนูเองก็คิดถึงที่นี่อยู่เหมือนกันค่ะ”
เซี่ยหนิงตอบตกลงโดยไม่คิดเลยสักนิด อยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ยังดีกว่ากลับไปอยู่ที่ห้องคนเดียวเหงา ๆ อีกอย่าง ถ้าได้อยู่กับเด็ก ๆ ที่นี่ อาจคลายความคิดถึงที่มีต่อลูก ๆ ลงไปได้บ้าง
“ถ้างั้นไปอยู่กับเด็ก ๆ เถอะ แม่จะไปบอกคนจัดห้องให้”
“ความจริงหนูนอนกับรวมกันกับเด็ก ๆ ก็ได้นะคะ”
หญิงสาวรีบออกตัว การที่จะจัดห้องแยกให้เธอ ก็ไม่ต่างจากการที่เธอต้องกลับไปนอนที่ห้องเลยสักนิด ความเหงาก็คงมีเท่าเดิม
“จะไหวเหรอลูก ห้องนอนรวมมันค่อนข้างจะคับแคบนะ”
แม่ครูถามเพื่อความแน่ใจ ด้วยเซี่ยหนิงออกจากบ้านแห่งนี้ไปหลายปี ไม่ต้องนอนร่วมกับผู้อื่นเป็นเวลานาน หญิงชรากลัวว่าเธอจะอึดอัด
“ถือว่าลำลึกความหลังค่ะ”
“เอาเถอะ เดี๋ยวแม่จะจัดเด็กที่นอนไม่ดิ้น ไปนอนติดกันกับเธอก็แล้วกัน”
“ขอบคุณค่ะ”
“งั้นก็ช่วยเล่นอยู่กับเด็ก ๆ หน่อยนะ แม่ไปดูในครัวก่อน ป่านนี้น่าจะเริ่มทำอาหารเย็นกันแล้ว”
เพราะจำนวนคนที่มีมากกว่าหกสิบชีวิต การทำอาหารของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จึงต้องทำตั้งแต่ตอนสิบหกนาฬิกา โดยจะมีครูกับเด็กที่อายุสิบห้าปีขึ้นไปช่วยกันปรุง การทำเช่นนี้ ถือเป็นการฝึกทักษะในการใช้ชีวิตให้กับเด็ก ๆ ก่อนที่จะออกไปเผชิญโลกภายนอก ตอนอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์
สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ จะให้การศึกษากับทุกคนจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนใครที่ต้องการจะศึกษาต่อ ในระดับอุดมศึกษา ก็ต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง
ตัวของเซี่ยหนิงเองก็ทำเช่นนั้น เธอออกจากบ้านเด็กกำพร้า หลังจากที่เรียนจบมัธยมปลาย จากนั้นก็ออกไปหางานทำเก็บเงินอยู่หนึ่งปีเต็ม จึงสามารถเก็บค่าเทอมได้ อีกทั้งระหว่างเรียน ยังต้องทำงานพิเศษไปด้วย ทำให้หญิงสาวเรียนจบช้ากว่าคนรุ่นเดียวกัน
หลังจากที่เรียนจบ ก็หาช่องทางทำงาน จนกระทั่งจับพลัดจับผลูได้เป็นนักแสดง แต่สุดท้ายก็ไปไม่รอด
กลับมาที่คำพูดของแม่ครู เซี่ยหนิงพยักหน้าตกลง ก่อนที่จะเดินยิ้มเข้าไปหาเด็ก ๆ ที่กำลังช่วยกันต่อเลโก้ ที่เธอซื้อมาเมื่อเช้า
เด็ก ๆ เมื่อเห็นพี่สาวคนสวยเดินเข้าหา ก็พากันแหวกทางให้ ทั้งยังจัดที่นั่งตรงกลางให้กับหญิงสาว
เซี่ยหนิงที่ถูกห้อมล้อมด้วยเด็ก ๆ สีหน้าก็แช่มชื่นขึ้นไม่น้อย มีเสียงพูดคุยหัวเราะดังออกมาเป็นระยะ ๆ ทำให้คนฟังอดไม่ได้ที่จะยิ้มตาม
ห้องทำงานขนาดใหญ่โทนสีเข้ม ที่ถูกตกแต่งอย่างประณีต บ่งบอกถึงรสนิยมของเจ้าของห้องได้เป็นอย่างดี ชายหนุ่มร่างสูงเกือบร้อยเก้าสิบ ใบหน้าคมเข้ม ผมสีดำที่ถุกเซ็ตมาอย่างดี ขลับให้ใบหน้าหล่อเหลา ดูดุดันขึ้นมาอีกหลายระดับ
ชายหนุ่มนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เอกสารกองโตที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ถูกตรวจสอบไปแล้วมากกว่าครึ่ง ส่วนใหญ่เป็นเอกสารรออนุมัติการลงทุน
ทุกอย่างดูปกติดีจนกระทั่ง…เอกสารฉบับสุดท้ายที่เลขาพึ่งส่งมา เป็นเอกสารจัดซื้อปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือรายการมราอยู่ในเอกสาร
บริษัทที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้าน แต่กลับมีการจัดซื้อแปลก ๆ ส่งมา
ชายหนุ่มกดปุ่มที่โต๊ะครั้งหนึ่ง รอไม่นานเสียงประตูก็ดังขึ้น เมื่อเจ้าของห้องอนุญาต ประตูก็ถูกเปิดออก ตามมาด้วยชายอายุประมาณสามสิบปี รูปร่างสูงโปร่ง มีรอยแผลเป็นที่หางคิ้วด้านซ้ายเล็กน้อย ทำให้ดูดุสำหรับผู้พบเห็น แต่ไม่ใช่กับเจ้าของห้อง
“ขออนุญาตครับบอส เรียกผมมา งานมีปัญหาเหรอครับ”
“สิ่งนี้คืออะไร”
เสิ่นเวยลี่ถามเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ เอกสารการจัดซื้อถูกโยนไปตรงหน้าเลขาส่วนตัว
อีกฝ่ายไม่กล้าที่จะรอช้า รีบเดินเข้าไปหยิบเอกสารออกมาเปิดดู กระดาษถูกพลิกแค่สองสามครั้ง ก่อนที่มันจะถูกปิดไว้เช่นเดิม จากนั้นชายหนุ่มก็ตอบข้อสงสัยของผู้เป็นนาย
“อันนี้เป็นรายงานการตัดบัตรของคุณหลิวครับ”
“ใคร?”
เวยลี่จำไม่ได้ ว่าตนเองเคยให้บัตรเครดิตกับใครไป เพราะหากเป็นพวกคู่ขา ก็จะใช้บัตรของมู่เหลิง ที่เป็นเลขาส่วนตัวในการจ่าย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้หญิงที่เคยขึ้นเตียงกับเสิ่นเวยลี่ ถือโอกาสหาผลประโยชน์จากความใกล้ชิด เอาชื่อของชายหนุ่มไปอ้างโน่นนี่ จนเกือบจะเกิดปัญหา จากวันนั้นเป็นต้นมา เวยลี่ก็ให้เลขารับผิดชอบเรื่องผู้หญิงของเขาทุกคน
พอรู้ว่าบัตรส่วนตัวไปอยู่ที่มือของคนอื่น ก็เริ่มที่จะไม่พอใจขึ้นมา ด้วยคิดว่าตนถูกฉกบัตรไป แม้วงเงินในบัตรจะน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม
ทางด้านมู่เหลิง ที่เห็นว่าแววตาของเจ้านายดูเปลี่ยนไป ถึงแม้จะเพียงแวบเดียวเท่านั้น แต่เจ้าตัวก็ไม่คิดปล่อยผ่าน รีบอธิบายเหตุการณ์ทุกอย่างให้ผู้เป็นนายรับฟัง
“ดาราที่นอนกับบอสวันนั้นไงครับ…”
ไม่ได้หรอก ขืนให้เจ้านายสะสมความไม่พอใจไปเรื่อย ๆ ถ้ามันเกิดระเบิดขึ้นมา คนที่จะโดนหางเลขมากที่สุดก็คือตนเอง
พอได้รู้เรื่องราวทั้งหมด และจำได้ว่าตนเป็นคนมอบบัตรใบนั้นให้กับหญิงสาวเองกับมือ เอกสารจัดซื้อก็ถุกนำมากางอีกครั้ง จากนั้นก็พึมพำอยู่คนเดียว
“ตุนเสบียงขนาดนี้ จะเก็บไว้กินถึงชาติหน้าเลยหรือยังไง”
“ผมเช็กดูแล้วครับ ของที่เธอซื้อ ถูกส่งไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่ชื่อว่า‘บ้านไออุ่น’ครับ”
มู่เหลิงรายงานตามที่สืบทราบมา แต่เมื่อได้รับสายตาเชือดเฉือนอย่างไม่รู้สาเหตุจากผู้เป็นนาย ก็รีบเอามืออุดปากตัวเองทันที
“ขอโทษครับบอส”
ถึงจะไม่รู้ว่าผิดอะไร แต่ก็ยอมรับผิดเอาไว้ก่อน โทษจะได้ลดน้อยลง
“นายหางานให้เธอสักชิ้นก็แล้วกัน”