ยกเครื่องกฎหมาย 100 ปี “ไปรษณีย์ไทย” มุ่งไลฟ์สไตล์แบรนด์
บริบทธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ปณท หนึ่งในผู้เล่นหลักในธุรกิจนี้ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน หลายครั้งที่ไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มที่
ส่วนหนึ่งเพราะต้องดำเนินงาน ภายใต้พระราชบัญญัติกิจการไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 ที่กำกับดูแล “ไปรษณีย์ไทย” เป็นการเฉพาะ ซึ่ง กม.ฉบับนี้ใช้งานเกือบร้อยปีแล้ว จึงไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการแข่งขัน มีคู่แข่งมากหน้าหลายตา หลากหลายรูปแบบ ตบเท้าเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างคึกคัก โดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่ไม่ได้มีเฉพาะโครงข่ายโลจิสติกส์
ในบางจังหวะเกิดภาวะการ “ทุ่มตลาด” นำไปสู่ปัญหาด้านคุณภาพ เพราะยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดการอนุญาต การส่งเสริม และการลงโทษ จึงกลายเป็นข้อจำกัดที่พันธนาการ ปณท ให้วิ่งได้ช้าลง
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ดนันท์ สุภัทรพันธ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ และ “ตฤณ ทวิธารานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจบริการดิจิทัล ปณท ทั้งเกี่ยวกับข้อกฎหมาย แผนธุรกิจปี 2568 การเร่งพัฒนาเทคโนโลยี และนำ AI มาใช้ รวมไปถึงการปรับภาพลักษณ์ ไปสู่ “ไลฟ์สไตล์แบรนด์”
ยกเครื่องกฎหมาย 100 ปี
“ดนันท์” กล่าวว่า พ.ร.บ.กิจการไปรษณีย์ พ.ศ. 2497 ใช้มา 90 ปีแล้ว และบังคับใช้เฉพาะกับไปรษณีย์ไทย ไม่รวมกิจการขนส่งโลจิสติกส์ต่างชาติรายอื่น ๆ จึงไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป รัฐบาล โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อยู่ระหว่างการยกร่าง กม.นี้ โดยอยู่ระหว่างการว่าจ้างสถาบันการศึกษาทำการศึกษา และออกแบบ คาดว่าจะยกร่างเสร็จในปีหน้า
“ปณท เองก็ได้เสนอแนะสาระบางส่วนไป พ.ร.บ.การไปรษณีย์ กำกับเฉพาะ ปณท ทำให้การขยับการบริการแต่ละครั้ง เช่น การปรับเพิ่ม/ลดอัตราค่าบริการ ต้องผ่านหลายขั้นตอน หลายหน่วยงาน ในขณะที่ธุรกิจขนส่งของต่างชาติ มีความยืดหยุ่นในการให้บริการมากกว่า แต่กฎหมายใหม่ จะไม่ได้กำกับเฉพาะ ปณท อีกต่อไป น่าจะมีคณะกรรมการกลาง คอยกำกับดูแลผู้ประกอบการทุกราย ออกกฎ กติกา ดูแล ส่งเสริม รวมถึงพิจารณาบทลงโทษต่าง ๆ เพื่อควบคุมคุณภาพบริการ และสร้างกฎที่เป็นธรรมในการแข่งขัน ป้องกันการทุ่มตลาด”
ความท้าทายใหม่
สำหรับผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2567 ปณท มีรายได้รวม 15,858.67 ล้านบาท จากกลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 46.48% เติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน 3.34% กลุ่มบริการไปรษณียภัณฑ์ 34.54% กลุ่มบริการระหว่างประเทศ 12.14% กลุ่มบริการค้าปลีก และการเงิน 4.48% กลุ่มธุรกิจอื่น ๆ 0.85% และรายได้อื่น ๆ 1.15% มีกำไรราว 31 ล้านบาท
“ความท้าทายอย่างแรกที่ต้องเผชิญ คือต้นทุนภายในที่ต้องแบกรับ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำที่จะปรับสูงขึ้น การปรับค่าตอบแทน และค่าครองชีพพนักงาน รวมถึงการตั้งสำรองหนี้ที่เสี่ยงสูญ อีกส่วนคือการแข่งขันให้บริการกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ยังรุนแรง”
อย่างไรก็ตาม ปณท ยังเดินหน้าเพิ่มปริมาณในการจัดส่งสินค้าเพิ่มเติม ทั้งจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหม่อย่าง TEMU ที่อยู่ระหว่างการเจรจา และเพิ่มปริมาณการส่งจากสินค้าภายใน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าเฮาส์แบรนด์ของ ปณท เอง ได้แก่ ข้าวสาร น้ำดื่ม กาแฟ มีรายได้ราว 20-40 ล้านบาท
“ธุรกิจรีเทลต้องผลักดันให้เติบโต เพื่อให้เรามีปริมาณพัสดุในตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมากไป ซึ่งมีทั้งการทำ House Brand และร่วมกับแบรนด์อื่น ๆ รวมถึงขยายความร่วมมือกับไปรษณีย์ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ เวียดนาม และอินโดนีเซีย เพื่อต่อท่อสินค้าท้องถิ่นข้ามพรมแดน ภายใต้ข้อตกลง RAPA (Regional ASEAN Post Alliance-RAPA)”
ที่มุ่ง 4 ด้าน คือ 1.เชื่อมโยงระบบการค้าออนไลน์ และออฟไลน์ พัฒนาโมเดลโลจิสติกส์ให้มีรูปแบบเดียวกัน พัฒนาคิวอาร์โค้ด เพื่อให้สะดวกต่อการทำธุรกรรม 2.ขยายช่องทางสินค้าท้องถิ่นในอีคอมเมิร์ชอาเซียนสู่ตลาดโลก สร้าง RAPA Shop แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกลางของ ปณ. อาเซียน
3.ด้านโลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานรูปแบบใหม่ เชื่อมระบบคลังสินค้า เทคโนโลยีขนส่งขั้นสูงเพื่อให้ขนส่งรวดเร็วขึ้น และ 4.แลกเปลี่ยนความรู้ แนวทางหารายได้ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และความยั่งยืน
“ดนันท์” กล่าวด้วยว่า การเจรจาจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับขนส่งรายยักษ์ในจีน คาดว่าจะเห็นผลในครึ่งแรกปี 2568 โดย ปณท จะรับช่วงต่อในส่วนการจัดส่งภายในประเทศไทย เพื่อดึง Traffic สินค้าจากอีคอมเมิร์ซที่ผลิตและส่งจากจีน
“ธุรกิจรีเทลมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพงานของเครือข่ายบุรุษไปรษณีย์กว่า 25,000 คน ที่จะเป็นผู้ Matching สินค้ากับผู้คนในบ้านเรือน เขารู้ว่าบ้านแต่ละหลังต้องการอะไร ส่วนนี้จะช่วยส่งเสริมให้พนักงานมีรายได้พิเศษเพิ่มเติม ส่วนรายได้รวมจากธุรกิจรีเทลจะอยู่ที่ปีละ 600 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่ม 10% ในปีหน้า คาดว่ารายได้รวม ปณท ปีนี้จะทะลุ 2.1 หมื่นล้านบาท”
ซีอีโอ ปณท กล่าวด้วยว่า ในแง่แบรนดิ้ง ตนอยากให้ “ไปรษณีย์ไทย” เป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจคนไทย เป็น “ไลฟ์สไตล์แบรนด์” ไม่ใช่แค่เรื่องขนส่งเท่านั้น โดยเริ่มด้วยการเปิด “Post Cafe” แห่งแรกที่สะพานควาย และกำลังจะเปิดเพิ่มอีกหลายแห่ง เช่น ร่วมกับโออาร์ ในเครือ ปตท. เปิด Post Park เป็นต้น
เสริมทัพเทคโนโลยี-เอไอ
“ตฤณ” เปิดเผยว่า ในปีหน้า ธุรกิจบริการดิจิทัลจะมีความสำคัญอย่างมาก โดยกำลังพัฒนาระบบงานใหม่หลายอย่าง ซึ่งจะไปเสริมธุรกิจหลัก เช่น Prompt POST ระบบจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร Digital Postbox ตัวกลางในการรับส่งเอกสารหรือข้อมูลออนไลน์ระหว่างหน่วยงานกับหน่วยงาน และหน่วยงานกับประชาชน
“D/ID เป็น Post ID ส่วนบุคคลที่จะมีการเริ่มใช้จริงต้นปี 2568 ด้วยระบบ QR Code เป็นทางเลือกการจ่าหน้า ช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลระหว่างการจัดส่งสิ่งของ ล้ำกว่าระบบพิกัดตำแหน่งทั่วไป ด้วยการบอกพิกัดแนวดิ่งได้ ทำให้ระบุที่อยู่สำหรับผู้ที่อยู่ในอาคารสูงได้”
นอกจากนี้ ปณท ยังเริ่มใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่เชื่อถือได้ โดยที่ไม่ต้องลงทุนสร้างเอง มาช่วยเรื่องการปฏิบัติงาน เพื่อลดเวลาและขั้นตอนในการทำงานเอกสาร และงานต่าง ๆ โดยตั้งทีมเทคโนโลยีโดยเฉพาะ 5 ทีม ดูแลการนำเอไอมาใช้ในระบบงาน
“ทีมแรกเป็นทีม Optimized ระบบงาน การคำนวณเส้นทางขนส่งที่ดีที่สุด รวดเร็ว ประหยัดการเดินทาง และประหยัดน้ำมัน การจัดสรรชิ้นงานให้เหมาะสมกับรถขนส่ง ทีมที่สอง เรื่องการจัดหาเครื่องมือ และทำระบบให้เป็นอัตโนมัติ เช่น การนำเครื่องมือ IOT อย่างกล้อง และเครื่องวัดคำนวณขนาดน้ำหนักกล่อง ช่วยจัดสรร และคำนวณพื้นที่ระวางในรถขนส่ง ทำให้การทำงานเป็นออโตเมชั่น ลดเวลา ทำให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
ทีมที่สาม เป็นทีมประมวลผลเอไอ นำข้อมูลมาสร้างมูลค่า วิเคราะห์พฤติกรรมการส่งของของลูกค้าและนำมาสร้างสรรค์บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เฉพาะกลุ่ม ส่วนทีมที่สี่ จะนำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้มาทำแผนธุรกิจ ทำให้มีสินค้าและบริการเกิดใหม่ และทีมสุดท้าย คือ Post Next เป็นทีมพัฒนาระบบ และนวัตกรรมที่มีอยู่แล้ว เช่น Prompt POST-Postbox
“ตฤณ” กล่าวด้วยว่า ตนเคยอยู่ศูนย์คาดการณ์อนาคต (Foresight Center) สังกัดสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มาก่อน ทำให้เห็นว่าข้อมูลด้านโลจิสติกส์ของ ปณท มีความซับซ้อน และมีปริมาณมากพอที่จะนำไปสู่การคาดการณ์และวางแผนอนาคตล่วงหน้า จึงเริ่มนำกำลังการประมวลผลของ “ควอนตัม คอมพิวเตอร์” มาช่วย ทำให้ ปณท เป็นหนึ่งในองค์กรที่สามารถวิเคราะห์คาดการณ์ วางเส้นทาง กำลังคน และบริหารต้นทุนล่วงหน้าได้เป็นรายแรก ๆ
“เป้าหมาย คือการนำเอไอเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน 5% โดยจะต้องเน้นย้ำว่า เอไอต้องมาช่วยลดขั้นตอน ลีนระบบงาน แต่ไม่ใช่ลดคนทำงาน”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ยกเครื่องกฎหมาย 100 ปี “ไปรษณีย์ไทย” มุ่งไลฟ์สไตล์แบรนด์
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net