โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แล้วถ้าผู้ชายโดนคุกคามทางเพศล่ะแจ้งความได้ไหม? แล้วถ้าแค่แซวเล่น หรืออีกฝ่ายน่ามองเองล่ะ? การตั้งคำถามหลัง ‘พ.ร.บ.คุกคามทางเพศ’ ใหม่บังคับใช้ ทั้งที่ความจริงกฎหมายนี้คุ้มครอง ‘ทุกเพศ’ ทั้งชาย หญิง LGBTQ+ และชวนให้ ‘คิดให้ดี’ ก่อนทำ ว่าเราเผลอไปคุกคามใครหรือเปล่า

Mirror Thailand

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 08.44 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 08.44 น.
ภาพไฮไลต์

ตั้งแต่ ‘พ.ร.บ.คุกคามทางเพศ’ หรือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30/2568) มีผลบังคับใช้วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยปรับแก้ความหมายและบทลงโทษเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศให้ชัดเจน รัดกุม ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทของยุคปัจจุบัน ได้นำไปสู่การปกป้องและคุ้มครองประชาชน ‘ทุกเพศ’ ที่ถูกคุกคามทางเพศมากยิ่งขึ้น รวมถึงอาจช่วยป้องกันให้การคุกคามทางเพศลดลงได้ เมื่อมันกลายเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ‘จริงจัง’ ในการเอาผิดผู้กระทำความผิด เพราะการคุกคามทางเพศไม่ควรเกิดขึ้นกับใครหรือถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ

ทว่าแม้จะเป็นก้าวใหม่ที่ดีอย่างมากในประเทศไทยเรา แต่คอมเมนต์ส่วนหนึ่งบนโลกอินเทอร์เน็ตกลับมีบางคนต่อต้าน ตั้งคำถาม และขาดความเข้าใจอยู่ไม่น้อย

บางคนบอกว่า “กฎหมายนี้ดูจะปกป้องแค่ ‘ผู้หญิง’ แล้วไหนล่ะ กฎหมายปกป้องผู้ชาย?” บ้างก็บอกว่า “ถ้าเป็นผู้ชายถูกกระทำจะมีโทษเท่ากันไหม?” คำตอบคือ แน่นอน นี่คือกฎหมายที่ปกป้อง ‘ทุกคน’ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือ LGBTQ+ หากคุณถูกคุกคามทางเพศ ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เพราะแม้ทางตัวเลขสถิติหรือภาพจำทางสังคมจะมองว่าเหยื่อการถูกคุกคามทางเพศมักเป็นผู้หญิงมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกๆ เพศล้วนเคยถูกคุกคามทางเพศ มีผู้ชายหลายคนเจ็บปวดกับการถูกคุกคามทางเพศ และมี LGBTQ+ หลายคนเจ็บปวดกับการถูกคุกคามทางเพศ กฎหมายนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อคุ้มครองทุกคน และทุกเพศ ไม่ต่างกัน

สำหรับการปรับนิยามคำว่า ‘คุกคามทางเพศ’ ในกฎหมาย ณ ปัจจุบัน ให้หมายถึง กระทำโดยทางกาย วาจา การส่งเสียง การแสดงอากัปกิริยาหรือท่าทาง การติดต่อสื่อสาร การเฝ้าดู การติดตามรังควาน หรือกระทำด้วยประการใดๆ รวมถึงกระทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ซึ่งทุกการกระทำดังกล่าวมีลักษณะ ‘ส่อไปในทางเพศ’ ที่ทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อน รำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยทางเพศ

การปรับนิยามนี้ ก็เป็นการช่วยให้เรื่องการคุกคามทางเพศ ‘ถูกมองเห็นเป็นเรื่องจริงจัง’ มากขึ้น ลดปัญหาการที่คนจะมาแปะป้ายว่า “เราแค่คิดมากไปเอง” หากคุณรู้สึกไม่ปลอดภัยในทางใดทางหนึ่ง ก็สามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้ เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการคุกคามทางเพศไม่ได้หมายถึงการแตะเนื้อต้องตัวเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่มันรวมถึงคอมเมนต์ในโลกออนไลน์ หรือกระทั่งการแสดงออกและคำพูดที่ก็สร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยอ้างว่า “ก็แค่แซวเล่น” ซึ่งหลายครั้งก็ถูกใช้มาเพื่อลดทอนความรุนแรงและโยนความผิดให้กับเหยื่อ

ซึ่งก็มีคนบางส่วนตั้งคำถามถึงการ ‘มอง’ ว่ามองแบบไหนที่ไม่เป็นการคุกคามทางเพศ แน่นอนว่าคงต้องกลับไปที่เจตนาของเจ้าตัวที่เจ้าตัวคงรู้อยู่แก่ใจว่ามีจุดประสงค์อะไร การมีกฎหมายนี้ก็เป็นการชวนให้คนมีสติและตระหนักรู้มากขึ้นในการระวังการใช้สายตามากขึ้น เพราะบางครั้งเราไม่ได้คิดอะไร แต่อีกฝ่ายอาจรู้สึกถูกคุกคามก็ได้ โดยมีบางคนได้ยกตัวอย่างว่า แล้วถ้าอีกฝ่ายแต่งตัวโป๊เองล่ะ เราผิดเหรอ? คำตอบคือ ผิด เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะแต่งตัวแบบใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิ์ที่จะ ‘จ้อง’ จนเข้าข่ายคุกคามได้ และแม้บางคนจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่การที่เรารู้เท่าทันว่าสายตาของเราอาจกำลังทำให้ใครบางคนรู้สึกแย่ มันก็อาจเป็นเรื่องดีที่เราจะ ‘ระวัง’ มากขึ้น ถึงอย่างนั้น การมีคนกังวลว่ากฎหมายจะถูกใช้ในเชิงกลั่นแกล้งนั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าถกเถียงกันต่อไป หากมีกรณีที่ถูกกลั่นแกล้งจริง นั่นก็เป็นเคสที่เราควรจะมาหาทางออกกันต่อไปว่าจะมีแนวทางการป้องกันต่อไปอย่างไรในอนาคต

ส่วนเรื่อง ‘คำพูด’ ที่หลายคนมักอ้างว่า แบบนี้คงพูดอะไรไม่ได้แล้ว ส่วนหนึ่งก็คือใช่ เพราะกฎหมายนี้ช่วยให้คนคิดก่อนพูด คิดก่อนทำมากขึ้น เพราะอะไรที่เคยเป็นสิ่งที่คนคิดว่าทำได้ปกติ อย่างการเดินผ่านแล้วแซว หรือการพูดจาแทะโลมแล้วตบท้ายด้วยการบอกว่าขำๆ ไปจนถึงการพิมพ์ข้อความลามกต่างๆ เมื่อตอนนี้กฎหมายชัดเจนว่า ‘ผิด’ ก็ยิ่งช่วยเชพสังคมให้มีความระวังคำพูดกันมากขึ้น จุดนี้จึงมีข้อดีไม่น้อยเลยทีเดียว

ขณะที่คำว่า ‘กระทำชำเรา’ ก็ปรับให้เป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น หรือการให้ผู้อื่นกระทำกับผู้กระทำในลักษณะเดียวกัน แต่การให้ผู้อื่นกระทำการดังกล่าวนั้นไม่รวมถึงกรณีที่ผู้อื่นใช้อวัยวะอื่น หรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้กระทำ ทั้งนี้ อวัยวะเพศให้หมายความรวมถึง ‘อวัยวะเพศจากการผ่าตัด’ ทำให้ ‘คนข้ามเพศ’ ได้รับการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองอย่างชัดเจน

พอกฎหมายครอบคลุม แต่กรอบบางอย่างทางเพศในสังคมยังมีอยู่ ทำให้บางคนตั้งคำถามว่า หากผู้ชายเป็นเหยื่อ แล้วไปฟ้อง ก็มีความกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะ ‘ไม่เชื่อ’ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีทัศนคติที่เปิดกว้างมากพอว่าทุกเพศถูกคุกคามทางเพศได้ ไม่ได้มีแค่ผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศ จุดนี้ก็เป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง ที่หากมีเคสลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อจากนี้ ก็ควรจะถูกยกมาพูดถึงปัญหานี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ถูกกระทำอย่างแท้จริง

เมื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แน่นอนมันจะต้องมีการอธิบาย ชี้แจง พิสูจน์ ถึงการถูกคุกคามทางเพศ และเป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินคดีว่าจะมองเคสนั้นๆ อย่างไร ซึ่งเราคงต้องจับตาดูการตัดสินต่อไป หากมีเคสเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อนำไปสู่การถกเถียงต่อไป

เราย้ำอีกครั้งว่า ทุกเพศควรถูกปกป้องจากการถูกคุกคามทางเพศในทุกกรณี เพราะการคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องปกติที่ทำได้ และบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ใช่การคุกคามทางเพศในความหมายของเรา แต่สำหรับอีกฝ่ายที่ถูกกระทำ นั่นอาจเป็นการสร้างแผลใจให้กับเขาก็ได้ ดังนั้น เวลาจะพูดหรือทำอะไร เอาใจเขามาใส่ใจเราเยอะๆ และเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น นั่นเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันทางสังคมสำหรับคนทุกเพศ

บทความต้นฉบับได้ที่ : แล้วถ้าผู้ชายโดนคุกคามทางเพศล่ะแจ้งความได้ไหม? แล้วถ้าแค่แซวเล่น หรืออีกฝ่ายน่ามองเองล่ะ? การตั้งคำถามหลัง ‘พ.ร.บ.คุกคามทางเพศ’ ใหม่บังคับใช้ ทั้งที่ความจริงกฎหมายนี้คุ้มครอง ‘ทุกเพศ’ ทั้งชาย หญิง LGBTQ+ และชวนให้ ‘คิดให้ดี’ ก่อนทำ ว่าเราเผลอไปคุกคามใครหรือเปล่า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...