แล้วถ้าผู้ชายโดนคุกคามทางเพศล่ะแจ้งความได้ไหม? แล้วถ้าแค่แซวเล่น หรืออีกฝ่ายน่ามองเองล่ะ? การตั้งคำถามหลัง ‘พ.ร.บ.คุกคามทางเพศ’ ใหม่บังคับใช้ ทั้งที่ความจริงกฎหมายนี้คุ้มครอง ‘ทุกเพศ’ ทั้งชาย หญิง LGBTQ+ และชวนให้ ‘คิดให้ดี’ ก่อนทำ ว่าเราเผลอไปคุกคามใครหรือเปล่า
ตั้งแต่ ‘พ.ร.บ.คุกคามทางเพศ’ หรือ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 30/2568) มีผลบังคับใช้วันที่ 30 ธันวาคม 2568 โดยปรับแก้ความหมายและบทลงโทษเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศให้ชัดเจน รัดกุม ครอบคลุม และสอดคล้องกับบริบทของยุคปัจจุบัน ได้นำไปสู่การปกป้องและคุ้มครองประชาชน ‘ทุกเพศ’ ที่ถูกคุกคามทางเพศมากยิ่งขึ้น รวมถึงอาจช่วยป้องกันให้การคุกคามทางเพศลดลงได้ เมื่อมันกลายเป็นกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ‘จริงจัง’ ในการเอาผิดผู้กระทำความผิด เพราะการคุกคามทางเพศไม่ควรเกิดขึ้นกับใครหรือถูกมองว่าเป็นเรื่องปกติ
ทว่าแม้จะเป็นก้าวใหม่ที่ดีอย่างมากในประเทศไทยเรา แต่คอมเมนต์ส่วนหนึ่งบนโลกอินเทอร์เน็ตกลับมีบางคนต่อต้าน ตั้งคำถาม และขาดความเข้าใจอยู่ไม่น้อย
บางคนบอกว่า “กฎหมายนี้ดูจะปกป้องแค่ ‘ผู้หญิง’ แล้วไหนล่ะ กฎหมายปกป้องผู้ชาย?” บ้างก็บอกว่า “ถ้าเป็นผู้ชายถูกกระทำจะมีโทษเท่ากันไหม?” คำตอบคือ แน่นอน นี่คือกฎหมายที่ปกป้อง ‘ทุกคน’ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือ LGBTQ+ หากคุณถูกคุกคามทางเพศ ก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้ เพราะแม้ทางตัวเลขสถิติหรือภาพจำทางสังคมจะมองว่าเหยื่อการถูกคุกคามทางเพศมักเป็นผู้หญิงมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกๆ เพศล้วนเคยถูกคุกคามทางเพศ มีผู้ชายหลายคนเจ็บปวดกับการถูกคุกคามทางเพศ และมี LGBTQ+ หลายคนเจ็บปวดกับการถูกคุกคามทางเพศ กฎหมายนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อคุ้มครองทุกคน และทุกเพศ ไม่ต่างกัน
สำหรับการปรับนิยามคำว่า ‘คุกคามทางเพศ’ ในกฎหมาย ณ ปัจจุบัน ให้หมายถึง กระทำโดยทางกาย วาจา การส่งเสียง การแสดงอากัปกิริยาหรือท่าทาง การติดต่อสื่อสาร การเฝ้าดู การติดตามรังควาน หรือกระทำด้วยประการใดๆ รวมถึงกระทำด้วยระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์โทรคมนาคม หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ซึ่งทุกการกระทำดังกล่าวมีลักษณะ ‘ส่อไปในทางเพศ’ ที่ทำให้ผู้อื่นนั้นเดือดร้อน รำคาญ อับอาย ถูกเหยียดหยาม หวาดกลัว หรือได้รับความไม่ปลอดภัยทางเพศ
การปรับนิยามนี้ ก็เป็นการช่วยให้เรื่องการคุกคามทางเพศ ‘ถูกมองเห็นเป็นเรื่องจริงจัง’ มากขึ้น ลดปัญหาการที่คนจะมาแปะป้ายว่า “เราแค่คิดมากไปเอง” หากคุณรู้สึกไม่ปลอดภัยในทางใดทางหนึ่ง ก็สามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้ เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบการคุกคามทางเพศไม่ได้หมายถึงการแตะเนื้อต้องตัวเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่มันรวมถึงคอมเมนต์ในโลกออนไลน์ หรือกระทั่งการแสดงออกและคำพูดที่ก็สร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยอ้างว่า “ก็แค่แซวเล่น” ซึ่งหลายครั้งก็ถูกใช้มาเพื่อลดทอนความรุนแรงและโยนความผิดให้กับเหยื่อ
ซึ่งก็มีคนบางส่วนตั้งคำถามถึงการ ‘มอง’ ว่ามองแบบไหนที่ไม่เป็นการคุกคามทางเพศ แน่นอนว่าคงต้องกลับไปที่เจตนาของเจ้าตัวที่เจ้าตัวคงรู้อยู่แก่ใจว่ามีจุดประสงค์อะไร การมีกฎหมายนี้ก็เป็นการชวนให้คนมีสติและตระหนักรู้มากขึ้นในการระวังการใช้สายตามากขึ้น เพราะบางครั้งเราไม่ได้คิดอะไร แต่อีกฝ่ายอาจรู้สึกถูกคุกคามก็ได้ โดยมีบางคนได้ยกตัวอย่างว่า แล้วถ้าอีกฝ่ายแต่งตัวโป๊เองล่ะ เราผิดเหรอ? คำตอบคือ ผิด เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะแต่งตัวแบบใด ก็ไม่ได้หมายความว่าเรามีสิทธิ์ที่จะ ‘จ้อง’ จนเข้าข่ายคุกคามได้ และแม้บางคนจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ แต่การที่เรารู้เท่าทันว่าสายตาของเราอาจกำลังทำให้ใครบางคนรู้สึกแย่ มันก็อาจเป็นเรื่องดีที่เราจะ ‘ระวัง’ มากขึ้น ถึงอย่างนั้น การมีคนกังวลว่ากฎหมายจะถูกใช้ในเชิงกลั่นแกล้งนั้น ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าถกเถียงกันต่อไป หากมีกรณีที่ถูกกลั่นแกล้งจริง นั่นก็เป็นเคสที่เราควรจะมาหาทางออกกันต่อไปว่าจะมีแนวทางการป้องกันต่อไปอย่างไรในอนาคต
ส่วนเรื่อง ‘คำพูด’ ที่หลายคนมักอ้างว่า แบบนี้คงพูดอะไรไม่ได้แล้ว ส่วนหนึ่งก็คือใช่ เพราะกฎหมายนี้ช่วยให้คนคิดก่อนพูด คิดก่อนทำมากขึ้น เพราะอะไรที่เคยเป็นสิ่งที่คนคิดว่าทำได้ปกติ อย่างการเดินผ่านแล้วแซว หรือการพูดจาแทะโลมแล้วตบท้ายด้วยการบอกว่าขำๆ ไปจนถึงการพิมพ์ข้อความลามกต่างๆ เมื่อตอนนี้กฎหมายชัดเจนว่า ‘ผิด’ ก็ยิ่งช่วยเชพสังคมให้มีความระวังคำพูดกันมากขึ้น จุดนี้จึงมีข้อดีไม่น้อยเลยทีเดียว
ขณะที่คำว่า ‘กระทำชำเรา’ ก็ปรับให้เป็นการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้อวัยวะอื่นของผู้กระทำหรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น หรือการให้ผู้อื่นกระทำกับผู้กระทำในลักษณะเดียวกัน แต่การให้ผู้อื่นกระทำการดังกล่าวนั้นไม่รวมถึงกรณีที่ผู้อื่นใช้อวัยวะอื่น หรือวัตถุล่วงล้ำอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้กระทำ ทั้งนี้ อวัยวะเพศให้หมายความรวมถึง ‘อวัยวะเพศจากการผ่าตัด’ ทำให้ ‘คนข้ามเพศ’ ได้รับการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเองอย่างชัดเจน
พอกฎหมายครอบคลุม แต่กรอบบางอย่างทางเพศในสังคมยังมีอยู่ ทำให้บางคนตั้งคำถามว่า หากผู้ชายเป็นเหยื่อ แล้วไปฟ้อง ก็มีความกังวลว่าเจ้าหน้าที่จะ ‘ไม่เชื่อ’ ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีทัศนคติที่เปิดกว้างมากพอว่าทุกเพศถูกคุกคามทางเพศได้ ไม่ได้มีแค่ผู้หญิงที่ถูกคุกคามทางเพศ จุดนี้ก็เป็นปัญหาสังคมอย่างหนึ่ง ที่หากมีเคสลักษณะนี้เกิดขึ้นต่อจากนี้ ก็ควรจะถูกยกมาพูดถึงปัญหานี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ถูกกระทำอย่างแท้จริง
เมื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย แน่นอนมันจะต้องมีการอธิบาย ชี้แจง พิสูจน์ ถึงการถูกคุกคามทางเพศ และเป็นดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินคดีว่าจะมองเคสนั้นๆ อย่างไร ซึ่งเราคงต้องจับตาดูการตัดสินต่อไป หากมีเคสเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อนำไปสู่การถกเถียงต่อไป
เราย้ำอีกครั้งว่า ทุกเพศควรถูกปกป้องจากการถูกคุกคามทางเพศในทุกกรณี เพราะการคุกคามทางเพศไม่ใช่เรื่องปกติที่ทำได้ และบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่ามันไม่ใช่การคุกคามทางเพศในความหมายของเรา แต่สำหรับอีกฝ่ายที่ถูกกระทำ นั่นอาจเป็นการสร้างแผลใจให้กับเขาก็ได้ ดังนั้น เวลาจะพูดหรือทำอะไร เอาใจเขามาใส่ใจเราเยอะๆ และเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น นั่นเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันทางสังคมสำหรับคนทุกเพศ
บทความที่เกี่ยวข้อง
- สิ่งที่ผู้กำกับฯ Rob Reiner บอกเราเกี่ยวกับความรักและชีวิต ผ่านการเติบโตของเหล่าตัวละครที่ค่อยๆ วอร์มหัวใจให้อบอุ่น
- กรรมการบริหารพรรคไทยสร้างไทยเผย “ทางผู้เสียหายตัดสินใจดำเนินคดีกับดาราดัง” ประเดิม พรบ.คุกคามทางเพศ ที่เพิ่งบังคับใช้ วันนี้เป็นวันแรก! (30 ธ.ค. 2568)
- Rebecca Young เด็กหญิงวัย 12 ผู้ออกแบบ ‘ผ้าห่มไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์’ ให้คนไร้บ้านใช้ และเป็นหนึ่งใน Girls of the Year โดยนิตยสาร Time
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com