“จีน” ขึ้นบัญชีดำรัฐมนตรีไต้หวัน 2 ราย ขู่ลงโทษฐานหนุนเอกราช
"จีน" เพิ่มชื่อรัฐมนตรีมหาดไทยและศึกษาธิการไต้หวันในบัญชีแบ่งแยกดินแดน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไล่ ชิง-เต๋อ เข้ารับตำแหน่ง ประกาศคัดค้านการแทรกแซงจากต่างชาติ
วันที่ 7 มกราคม 2569 เวลา 11.01 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนประกาศขึ้นบัญชีดำรัฐมนตรีไต้หวัน 2 ราย ฐานสนับสนุนเอกราช พร้อมขู่ลงโทษโดยไม่ระบุรายละเอียด นับเป็นครั้งแรกที่ปักกิ่งพุ่งเป้าเจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีในไทเป นับตั้งแต่ Lai Ching-te เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี
เฉิน ปินหัว โฆษกสำนักงานจีนที่ดูแลกิจการไต้หวัน เปิดเผยในการแถลงข่าวที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันพุธว่า Liu Shyh-fang รัฐมนตรีมหาดไทย และ Cheng Ying-yao รัฐมนตรีศึกษาธิการ ถูกเพิ่มชื่อเข้าในบัญชีกลุ่มแบ่งแยกไต้หวันหัวรุนแรง (die-hard Taiwan separatists)
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวตอกย้ำแคมเปญกดดันที่ปักกิ่งเดินหน้าต่อไต้หวันในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเกิดขึ้นหลังจีนจัดการซ้อมรบทางทหารรอบเกาะไต้หวันอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 2 วันช่วงปลายปี 2568 ซึ่งสหรัฐวิจารณ์ว่าเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาค
การซ้อมรบดังกล่าวมีขึ้นหลังรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ อนุมัติแพ็กเกจขายอาวุธให้ไต้หวันมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในดีลใหญ่ที่สุด จีนประณามการขายอาวุธดังกล่าวและย้ำว่าจะตอบโต้
เฉินย้ำในการแถลงข่าวว่า จีนคัดค้านการแทรกแซงจากภายนอกในประเด็นไต้หวัน และจะผลักดันการพัฒนาอย่างสันติของความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ
ปัจจุบันจีนขึ้นบัญชีดำอดีตและปัจจุบันนักการเมืองไต้หวันรวม 14 ราย รวมถึงรองประธานาธิบดี Hsiao Bi-khim และอดีตนายกรัฐมนตรี Su Tseng-chang โดยกรณีของเสี่ยว เธอเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตโดยพฤตินัยประจำสหรัฐ เมื่อถูกคว่ำบาตรในปี 2566
มาตรการคว่ำบาตรซึ่งส่วนใหญ่มีลักษณะเชิงสัญลักษณ์ รวมถึงการห้ามเข้าจีน ฮ่องกง และมาเก๊า ตลอดจนห้ามทำงานหรือทำธุรกรรมกับองค์กรและบุคคลที่ตั้งอยู่ในจีน
ทั้งนี้จีนยืนยันจุดยืนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของอธิปไตยจีน และต้องถูกรวมเข้าภายใต้การควบคุมของปักกิ่งในที่สุด แม้ต้องใช้กำลังก็ตาม ขณะที่รัฐบาลไทเปปฏิเสธแนวคิดดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง และไล่ ชิง-เต๋อ กำหนดให้การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นวาระสำคัญตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2567
หลังไล่เข้ารับตำแหน่งไม่นาน จีนได้ขยายรายละเอียดกฎหมายเพื่อเอาผิดผู้สนับสนุนเอกราชไต้หวัน โดยกิจกรรมที่อาจนำไปสู่การดำเนินคดีอาญา รวมถึงการผลักดันให้ไต้หวันเข้าเป็นสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ และการแลกเปลี่ยนทางการหรือการทหารกับประเทศอื่น ๆ
อ้างอิง : www.bloomberg.com